ไม่นานก่อนหน้านี้ ในโลกอีกใบอันกว้างใหญ่ ใจกลางพงไพรที่ปกติควรจะเงียบสงัด อย่างมากก็แค่มีเสียงนกร้องยามบินผ่านหรือเสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อย แต่ในวันนี้กลับมีเสียงกระทบพื้นหญ้าดังสวบสาบ ภาพการไล่ล่าปรากฏให้เห็นในสถานที่ที่ไม่ควรจะมีการปะทะเกิดขึ้น
ฝ่ายผู้ไล่ตามมีจำนวนราวๆเจ็ดถึงแปดคน แต่ละคนร่างกายสูงใหญ่ สวมอาภรณ์ชั้นเลิศที่ทอจากผ้าไหมชั้นดี สีหน้าแต่ละคนจริงจังสุดประมาณจนไม่รู้จะจริงจังกว่านี้ได้อีกหรือไม่ พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็ถึงยอดฝีมือในระดับที่ไม่ต่ำต้อยของยุทธภพ สังเกตได้จากเสียงฝ่าเท้าที่เงียบเสียจนไม่ได้ยิน แสดงให้เห็นถึงวิชาตัวเบาอันสูงส่งของคนกลุ่มนั้นได้เป็อย่างดี
เพียงแต่ต่อให้พวกเขาจะเร่งฝีเท้าขึ้นมากเพียงไร ก็ไม่ได้เฉียดกรายเข้าใกล้คนที่โจนทะยานอยู่ด้านหน้าเลยแม้แต่น้อย หากวิชาตัวเบาของฝ่ายผู้ไล่ล่าแทบจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า วิชาตัวเบาของบุรุษที่เป็ฝ่ายถูกไล่ตามก็คือเท้าแทบไม่ได้แตะพื้นเสียด้วยซ้ำ
คนผู้นั้นเป็ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด อายุอานามไม่เกินเลขยี่สิบปี แต่วิชาตัวเบาหรือท่าเท้าที่เขาใช้ออกมาในตอนนี้กลับโดดเด่นสวนทางกับอายุ เสื้อผ้าสีฟ้าที่สามารถพบเห็นได้ทั่วตามท้องถนน ทว่าเมื่อสวมอยู่บนตัวของเขาแล้ว น้อยคนนักที่จะกล้าพูดว่าด้อยราคา
“พวกพี่ชายทั้งหลาย! ข้าว่าพวกท่านอย่าเสียเวลาไล่ตามข้าอีกเลย ถือซะว่าให้เลิกแล้วต่อกันจะได้หรือไม่!!” ชายหนุ่มะโโดยไม่หันมามองด้านหลัง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์เป็อย่างยิ่ง นัยต์ตาสีดำสนิทราวกับความมืดมิดยามราตรี ใบหน้าถือได้ว่าหล่อเหลาไม่แพ้ใคร เมื่อประกอบกับสีหน้าท่าทางที่แสดงออกถึงความขี้เล่นของเ้าตัวแล้ว ต่อให้โยนไปกลางตลาดก็ยังเป็ที่สะดุดตา
หรือแม้แต่โยนไปท่ามกลางผู้ฝึกวรยุทธ์ก็นับว่าเป็ัเหนือผู้คน!!
ผู้ฝึกวรยุทธ์หรือเรียกสั้นๆง่ายๆในยุคสมัยนี้ว่าจอมยุทธ์ คนกลุ่มหนึ่งที่ฝึกฝนวิชาพิศดารยากจะทำความเข้าใจได้เพียงผิวเผิน ไม่มีระบุไว้แน่ชัดว่าวิทยายุทธ์เหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งใด หรือผู้ใดเป็คนต้นคิดขึ้นมา รู้แค่ว่าพอนานวันเข้าวรยุทธ์ก็ได้หลอมรวมแทบจะเป็ส่วนหนึ่งกับสังคม สำนักมากมายผุดขึ้นมาเป็ดอกเห็ดแทบจะทุกหัวมุมในแผ่นดิน ยอดฝีมือมีชื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองจนสะท้านไปทั้งใต้หล้า วรยุทธ์มีค่าดึงดูดให้ผู้แสวงโชคไปเสาะแสวงหา เื่ราวเหล่านี้แต่งเติมให้ยุทธภพมีสีสันขึ้นไม่น้อย
และทั้งชายที่ถูกไล่ล่าและกลุ่มคนที่ตามล่าล้วนแล้วแต่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกันทั้งสิ้น
“เ้าลูกเต่าบัดซบ!! บังอาจขโมยสมบัติประจำประจำตระกูลของข้าแล้วยังมีหน้ามาเล่นลิ้น วันนี้ถ้าข้าลบชื่อของเ้าออกไปจากยุทธภพไม่ได้อย่าเรียกข้าว่าคน ชิวหลง!!” ชายวัยกลางคนที่เหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่มะโกลับมาด้วยลมปราณ ใบหน้าโกรธเกรี้ยวจนเปลี่ยนสี ภายในใจคิดแต่ว่าจะต้องจับชายที่ชื่อชิวหลงมาฉีกเป็ชิ้นๆให้จงได้
แต่เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่ แม้ในยามที่โทสะเข้าครอบงำจิตใจถึงขีดสุด สติปัญญาอันพึงมีก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยนไปไหน เขาขยับมือส่งสัญญาณให้แยกออกเป็สามกลุ่ม จุดประสงค์มีเพียงหนึ่งคือล้อมกรอบชิวหลงไม่ให้หลบหนีไปไหนได้อีก
น่าเสียดายที่ชิวหลงเหมือนมีตาหลัง เขารู้เห็นทุกการกระทำของฝ่ายที่ไล่ตามมา แต่กลับไม่มีทีท่าจะไปขัดขวาง ในทางตรงกันข้ามยิ่งอยากให้คนพวกนั้นเข้ามาหาเขาไวๆด้วยซ้ำ
มัดรวมทุกปัญหาแล้วจัดการแก้ไขในคราวเดียว เป็ปรัชญาที่เขายึดมั่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!!
ความปรารถนาของทั้งสองฝ่ายในที่สุดก็เป็จริง ชิวหลงโดนล้อมจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทุกอย่างราวกับจะเป็ไปตามที่ชายวัยกลางคนคาดการณ์เอาไว้ แต่สีหน้าของเขาหาได้มีร่องรอยของความดีใจ นั่นเพราะว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางไม่ใช่บุคคลสามัญที่อาศัยจำนวนคนเข้าข่มก็จะพลิกเป็ฝ่ายได้เปรียบ
“สกุลหลางของท่านตกต่ำถึงขนาดต้องใช้คนมากกลุ้มรุมคนอื่นั้แ่เมื่อไหร่กัน ข้าว่าถ้ายุทธภพได้ยินเื่นี้เข้า เกียรติประวัติอันยาวนานที่ของพวกท่านมิต้องกลายเป็เถ้าถ่านหรอกหรือ?” ชิวหลงสอดส่ายสายตาไปมาอย่างซุกซน ดูๆไปแล้วกลับไม่เหมือนคนที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมเลยซักนิด
หากแต่เป็คนที่สามารถออกไปจากตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่ก็ย่อมได้
“ฮึ! คนอย่างเ้าถ้าไม่ใช่ยอดฝีมือที่ข้าคัดมา มีหรือจะไล่ตามเ้ามาได้ถึงเพียงนี้ หยุดพูดมากแล้วรีบมอบคัมภีร์คืนมาซะ บางทีข้าอาจจะปล่อยให้เ้าได้มีลมหายใจต่อไป” ผู้นำสกุลหลางตอบกลับทันควัน ชายหนุ่มตรงหน้าฝีมือไม่ได้อยู่ในระดับชนชั้นสามัญหรือกระทั่งยอดฝีมือทั่วไป แม้ในตอนที่กำลังสนทนากันอยู่เขาก็ยังลอบโคจรพลังวัตรอยู่ตลอดเวลา
ยอดฝีมือในยุทธภพมีมากมายพอๆกับใบหน้าในป่าใหญ่ บ้างมาจากสำนักมีชื่อ บ้างอาศัยตัวคนเดียวสะท้านใต้หล้า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อมียอดฝีมือมากๆเข้า ในที่สุดจึงได้มีการจัดเรียงรายชื่อกันเองในหมู่ชาวยุทธ์ คนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกรวมๆว่าเจ็ดยอดฝีมือ หรือก็คือยอดฝีมืออันเป็ที่ยอมรับแห่งยุคสมัย
ในบรรดาเจ็ดยอดฝีมือน่าแปลกที่มีแค่สายน้ำพิสุทธ์ ลู่ชิง กับราชันยาจก เจิ้งไฉ เท่านั้นที่มาจากสำนักหรือกลุ่มขั้วอำนาจในยุทธภพ ส่วนคนที่เหลือล้วนเป็ยอดฝีมือโดดเดี่ยวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่อันที่จริงแล้วต้องบอกว่าพวกเขาเ่าั้ไม่อยากมีข้อผูกมัดด้วยเหตุผลบางประการจะถูกเสียกว่า
ยอดฝีมือทั้งเจ็ดเื่ความสามารถล้วนเป็ที่ยอมรับ ซึ่งประกอบไปด้วย ลู่ชิง สายน้ำพิสุทธ์ เจิ้งไฉ ราชันยาจก หลิ่งเหวิน เซียนดาวตก ซีหมอหวัง มือวิเศษคืนชีวิต ชิงเซียว ดรุณีหิมะ หลางเฉิน หมาป่าราตรี และสุดท้าย จอมปราชญ์ หลี่เจิ้งหมิน
ทว่านอกเหนือจากยอดฝีมือแห่งยุคทั้งเจ็ดคนที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ใช่ว่ามองไปทั่วหล้าจะไม่เจอผู้มากความสามารถคนอื่นๆอีก และชิวหลงเองก็เป็หนึ่งในคนจำพวกนั้น ที่สำคัญยังพิเศษกว่าใครจนแทบจะทัดเทียมกับเจ็ดยอดฝีมือ ว่ากันว่าถ้าเ้าตัวไม่ใช่คนเหลวไหลรักสนุกไปวันๆ บางทีอันดับยอดฝีมือยุทธภพอาจจะต้องถึงคราวสับเปลี่ยนอีกครั้ง
แต่ถ้าพูดถึงเื่วรยุทธ์แล้ว ชิวหลงไม่นับว่าเป็หนึ่งในใต้หล้า หรือถ้าเื่สติปัญญาก็ไม่ใช่เช่นเดียวกัน แต่กระนั้นยุทธภพก็พร้อมใจกันตั้งฉายาเมฆาพิสดารให้เขา เพราะชิวหลงเปรียบเหมือนก้อนเมฆที่ลอยไปไหนมาไหนได้ทุกแห่งหน หรือกระทั่งสามารถพบเจอได้ทุกที่เหมือนเป็เื่ธรรมชาติ ที่เหนือล้ำกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกระทำของเ้าตัวที่ยากจะคาดเดาได้ แต่ภายใต้ความบ้าบิ่นนั้นกลับมีกลอุบายอันแยบยลซ่อนไว้อยู่
หรือก็คือคนผู้นี้เป็หนึ่งในบุคคลที่ไม่สมควรไปตอแยมากที่สุดก็ว่าได้...
“ข้ากลับเห็นว่าพวกท่านนั้นเป็ฝ่ายผิด สมบัติประจำตระกูลแท้ๆแต่กลับรักษาไว้ไม่ได้ แล้วแบบนี้จะมากล่าวโทษข้าได้อย่างไร” ชิวหลงแบมือ สีหน้าเหมือนเป็เ้าทุกข์มากกว่าผู้กระทำความผิด เหตุผลไร้สาระขนาดนี้ยกยังยกมาได้ ทอดมองไปทั่วแผ่นดินคงมีแค่เขาเพียงผู้เดียว
ผู้นำสกุลหลางเห็นบรรยากาศการสนทนาเริ่มจะหาความจริงจังไม่ได้ก็เริ่มสุดจะทานทน เขาเองก็หาใช่เด็กหัดเดินหรือมือใหม่ที่พึ่งมาโลดแล่นในยุทธภพ เื่ราวเฉียดตายหรือเจอมาก็มาก หากพูดคุยกันดีๆแล้วยังไม่ได้ผล ก็คงจะต้องลงเอยด้วยการใช้กำลังเท่านั้น
“ตั้งค่าย!!” ผู้นำสกุลหลางะโเสียงก้องด้วยลมปราณ
ไม่ต้องรอให้สิ้นเสียง ยอดฝีมือของสกุลหลางต่างพากันกระจายตำแหน่งไปยังจุดต่างๆในลักษณ์ของสัญลักษณ์แปดเปลี่ยม ทั้งหมดล้อมชิวหลงให้อยู่ในจุดศูนย์กลาง แต่ละตำแหน่งสอดประสานกันอย่างลงตัวสามารถลงมือช่วยเหนือหรือเกื้อหนุนโจมตีพร้อมกันได้ทุกเมื่อ ในตอนนี้จึงเหมือนกับว่าชิวหลงโดนขุมพลังแปดขุมที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านั้นเข้ากดดันจากทั้งแปดทิศก็ไม่ปาน
นี่คืออานุภาพของค่ายกลอันดับต้นๆในยุทธภพ ค่ายกลแปดประตูกุญแจทอง!!
แต่เดิมค่ายกลแปดประตูกุญแจทองมีไว้เพื่อการทำศึกา ย้อนไปในสมัยที่สกุลหลางเคยเป็ถึงแม่ทัพบุกเบิกแผ่นดินของราชวงศ์ปัจจุบัน บรรพชนของเขาได้คิดค้นค่ายกลลือชื่อนี้ขึ้นมาจนสร้างชื่อเสียงให้กองทัพสกุลหลางจนแทบจะทัดเทียมฟ้า แต่เพราะปฐมฮ่องเต้ของราชวงศ์นี้มีความสัมพันธ์อันดีกับสกุลหลางในระดับที่หยั่งรากลึก ทำให้สกุลหลางยังคงรักษาชื่อเสียงและอำนาจไว้ได้เป็ระยะหลายสิบปี
จนในที่สุดสกุลหลางจึงได้ถอนตัวออกจากราชสำนัก กลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิด นับแต่นั้นก็เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่ชาวยุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ ค่ายกลแปดประตูกุญแจทองจึงถูกดัดแปลงและปรับปรุงใหม่เพื่อใช้ในการฝึกยุทธ์ ในยุคสมัยนั้นแทบจะเรียกได้ว่าค่ายกลนี้ไร้เทียมทานมองไม่เห็นหนทางในการตีแตก สร้างชื่อให้สกุลหลางมีที่หยั่งเท้าในยุทธภพจนมาถึงทุกวันนี้
แต่สำหรับชิวหลงแล้ว...สกุลหลางในวันนี้ไม่เหมือนวันวาน ความยิ่งใหญ่ของบรรพชนสายเืขุนศึกแกล้วกล้าเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา สกุลหลางตอนนี้ภายนอกดูดีแต่ข้างในว่างเปล่ามาได้ซักพัก น่าเสียดายแทนคนรุ่นก่อนจริงๆ
ข้าน้อยชิวหลงต้องขออนุญาติสั่งสอนลูกหลานของพวกท่านหน่อยแล้ว!!
ท่าเท้าล่องนภา เท้าที่หนึ่ง หมู่ดาวเรียงราย
ร่างของชิวหลงพลันพร่ามัวเหมือนหมอกควัน เคลื่อนไหวไปมาเป็มาวงกลมจนเกิดภาพติดตากลายเป็ว่ามีชิวหลงมากกว่าหนึ่งคน ท่าเท้าล่องนภาเป็วรยุทธ์ที่ชิวหลงคิดขึ้นมาเอง ทว่าความร้ายกาจมีมากพอจะกล่าวได้ว่าท่าเท้าล่องนภาเป็หนึ่งในวิชาตัวเบาที่พิศดารที่สุดในใต้หล้า ถ้าไม่นับเซียนดาวตกที่เป็ยอดฝีมือทางด้านวิชาตัวเบาแล้ว ท่าเท้านภาของชิวหลงก็ต้องเป็ที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
จุดเด่นของท่าเท้าล่องนภาคือไม่มีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจน ยามใช้ออกเสมือนทะยานไปบนท้องฟ้าเหมือนเดินบนพื้นดิน ในความไร้ระเบียบแฝงไปด้วยแบบแผนอันสลับซับซ้อน ผสมปนเปจนออกมาเป็วิชาตัวเบาที่หาผู้จับทางได้ยากยิ่ง
หมู่ดาวเรียงรายใช้การย่างก้าวช่วยเดินลมปรารและสร้างภาพลวงตา เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็วก่อให้เกิดภาพติดตาที่ยากจะมองหาตัวจริงได้ในระยะเวาอันสั้น
ท่าเท้าล่องนภา เท้าที่สาม ดาราทอแสง
ร่างเงาทั้งหมดของชิวหลงดีดตัวออกพร้อมกันอย่างน่าตื่นตะลึง ความเร็วนั้นแทบจะหลอมรวมไปกับสายลมจนมองไม่เห็นตัวคน ไม่มีใครในค่ายกลมองเห็นการเคลื่อนไหวระดับนี้ทัน รู้ตัวอีกทีหนึ่งในยอดฝีมือของสกุลหลางก็ถูกชิวหลง’ตัวจริง’เข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว
หากแต่ยอดฝีมือเหล่านี้ก็ไม่ใช่มะพลับนิ่มที่จะให้ใครมาบีบก็แตก ยอดฝีมือผู้นั้นออกท่วงท่าหนักแน่นแต่แฝงเร้นไปด้วยความพลิกแพลงมากกว่าสองประการ เพ่งเล็งไปที่กลางอกของชิวหลงเพื่อใช้การรุกแทนการรับ
ท่าเท้าล่องนภา เท้าที่สอง ดาราหมุนวน
สองเท้าของชิวหลงหมุนวนเป็วงกลม อาศัยการเคลื่อนตัวหลบหลีกไปได้อย่างง่ายดาย แถมยังใช้โอกาสนี้โจมตีตอบโต้กลับใน่เวลาที่ศัตรูเผยจุดอ่อนได้อย่างพอดิบพอดี ผลปรากฏก็คือยอดฝีมือแห่งสกุลหลางผู้นั้นกระเด็นพร้อมกับกระอักเืออกไปจากค่ายกล เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกินเวลาไม่ถึงสองวินาทีเท่านั้น
ใช้เวลาพอๆกับการกระพริบก็ทำลายค่ายกลมีชื่อได้อย่างง่ายดาย....
ทำลายค่ายกลแปดประตูกุญแจทองได้เพียงการลงมือแค่ครั้งเดียว ที่สำคัญยังรวดเร็วจนคนอื่นๆในค่ายกลรุดไปช่วยไม่ทัน ทั้งนี้เพราะร่างเงาของที่เกิดจากดาราเรียงรายช่วยสร้างความสับสน อย่างไรก็ตามในตอนนี้ความกลัวเริ่มเกาะกินจิตใจของสกุลหลางช้าๆ และนี่เป็่เวลาที่ชิวหลงถวิลหามานานมากที่สุด
ท่าเท้าล่องนภา เท้าที่ห้า ลำนำแห่งหมู่ดาว
ร่างของชิวหลงเลือนหายไปจากสายตาจากอีกครั้ง เ้าตัวเคลื่อนที่ไปมาด้วยความรวดเร็วราวกับประกายแสง ยอดฝีมือสกุลหลางเริ่มร่วงลงไปนอนกับพื้นบ้างก็กระเด็นไปคนละทิศละทางทีละคนสองคนอย่างช้าๆ โดยที่พวกเขาไม่ทันที่จะได้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดก็เหลือเพียงผู้นำสกุลหลางที่ยังยืนอยู่ได้ เขาเหงื่อตกซึมกายเมื่อพบว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้ายเกินกว่าที่ได้คาดการณ์เอาไว้ ในใจลอบคิดแล้วว่าชิวหลงถือเป็ตัวอันตรายสำหรับยุทธภพอย่างแท้จริง ที่เขามีความกล้าเข้าต่อกรซึ่งหน้ากับคนผู้นี้เนื่องด้วยหวังว่าชื่อเสียงเล่าลือจะเป็เื่เกินจริงไป นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่ตนได้เห็นในวันนี้กลับทำให้หนึ่งในคนที่เคยดูถูกชิวหลงไว้ เป็ต้องพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ฝ่ามือนวดารา ฝ่ามือที่สาม ฟ้าดินตาลปัตร
ฝ่ามือของชิวหลงหมุนวนอย่างพิศดารพลิกร่างของผู้นำสกุลหลางหมุนตีลังกาหนึ่งตลบก่อนจะตกลงมานอนสลบเหมือดแน่นิ่งอยู่กับพื้น ชิวหลงมองดูภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าไม่คล้ายคนเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับคนนับสิบคนเลยแม้แต่น้อย
เขาถอนหายใจเบาๆคล้ายจะขอโทษ แต่ท่าทางไม่เหมือนเลยซักนิด “พวกท่านพักผ่อนกันให้สบายเถิด สมบัติของพวกท่านรับรองว่าข้าผู้นี้จะเก็บรักษาไว้ให้เป็อย่างดี”
ไม่ว่าเปล่าเ้าตัวยังยกมือคารวะเหล่าคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นจากการสลบไสล ชิวหลงไม่้าให้มีผู้เสียชีวิตหรือาเ็กันั้แ่ทีแรก จึงออมมือไว้หลายส่วนกะเวลาว่ากว่าคนพวกนี้จะฟื้นขึ้นมา เขาในตอนนั้นก็คงรุดหน้าไปไกลแล้ว
ชิวหลงดีดตัวด้วยวิชาตัวเบาทะยานออกไปจากบริเวณนี้ในทันที เมื่อคิดว่าเดินทางมาได้ไกลพอสมควร ชิวหลงก็มองหาที่เหมาะๆแก่การนั่งพัก จนพบเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นนึงที่มีขนาดลำต้นพอเหมาะพอดีเป็อย่างยิ่ง ไม่รอช้าเขารีบทิ้งตัวลงนั่งลงนั่งสมาธิโคจรลมปราณฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับคืนมาในระดับหนึ่ง
เมื่อชิวหลงแน่ใจแล้วว่าบริเวณนี้ไม่มีใครอีก เขาจึงค่อยๆนำสิ่งที่เป็สาเหตุให้เขาถูกตามล่าในวันนี้ออกมาจากข้างในอกเสื้อ เป็ม้วนคัมภีร์สีทองอร่ามดูไม่คล้ายคัมภีร์ที่ผู้ฝึกยุทธ์มีในกันเสียเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมีข่าวลือว่าข้างในนี้มียอดวิชาที่ยอดคนยุคก่อนได้บันทึกเอาไว้
ว่ากันว่าเนื้อหาคัมภีร์ฉบับนี้ไม่เพียงแต่จะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศเก็บซ่อนอยู่ ยังรวมไปถึงวิชาความรู้ของสกุลหลางในตอนนี้ที่ได้รวบรวมบันทึกไว้ในคัมภีร์ฉบับนี้เพียงแค่ฉบับเดียว ชื่อของมันก็คือคัมภีร์วณิพกพเนจร
เป็เื่ปกติในยุทธภพที่จะมีการแย่งชิงตำรามีค่าหรือของวิเศษ สำหรับสกุลหลางเองก็ไม่เว้นเช่นเดียวกัน แต่ด้วยชื่อเสียงในกาลก่อนที่มากพอจะสยบพวกกิ๊กก๊อกไม่ให้มาลองดี รวมถึงยอดฝีมือคนอื่นๆก็ใช่ว่าอยากจะสร้างความบาดหมางกับสกุลหลาง เพราะถึงอย่างไรสกุลหลางก็ยืนอยู่ในฝ่ายธรรมมะ ต่อให้คนรุ่นนี้จะตกต่ำแต่คุณธรรมประจำใจไม่ได้ต่ำลงไปด้วย อีกทั้งยังมีมิตรสหายมากมายในแผ่นดิน ต่อให้เป็พรรคมารที่้ามีเื่ด้วยก็ต้องคิดตรองดูให้ดีเสียก่อน
ดังนั้นก็คงจะมีแต่ชิวหลง...ที่สามารถมีเื่กับสกุลหลางโดยไม่ต้องกังวลเื่ราวใดๆที่จะตามต่อมาในภายหน้า ทั้งนี้สาเหตุหลักเป็เพราะความ้าส่วนตัวของเขาเอง ไม่กี่เดือนก่อนวรยุทธ์ของเขาเริ่มก้าวมาถึงทางตัน ประจวบเหมาะกับที่ไปได้ยินเื่เล่าลือกึ่งตำนานของคัมภีร์วณิพกพเนจรขึ้นมา ชิวหลงเลยลองไปเดินเล่นในจวนสกุลหลางดูซักพัก ไม่นึกว่าคัมภีร์วณินกพเนจรจะมีอยู่จริงๆ
ชิวหลงแทบจะไม่รอช้ารีบกางคัมภีร์ขึ้นมาตรวจสอบ ในหัวของเขาเริ่มคาดคิดถึงเื่ราวในอนาคตที่ต้องสวยสดงดงามต่างๆนาๆ แต่นึกไม่ถึงว่าแค่คลี่ม้วนคัมภีร์ก็สร้างความประหลาดให้กับชิวหลงจนเ้าตัวมีสีหน้าที่เรียกได้เต็มปากว่าใตาตั้งแล้ว
ทันทีที่ม้วนคัมภีร์ถูกคลี่ออก วินาทีนั้นเองที่ภายในม้วนคัมภีร์ทอประกายแสงสีเหลืองทองราวกับจะประชันขันแข่งกับดวงตะวัน ชิวหลงไม่ทันขบคิดอะไรรอบบริเวณก็เต็มไปด้วยความพร่ามัว ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการลงมือของยอดฝีมือคนไหนๆในยุทธภพ หลังจากแสงสีทองเริ่มจางลง ชิวหลงที่เคยนั่งอยู่ตรงนั้นก็ได้อันตรธานหายไปอย่างสมบูรณ์
พร้อมกับคัมภีร์วณิพกพเนจรด้วยเช่นกัน
ในวันนั้นถือว่าผู้นำสกุลหลางไม่ได้พูดโกหก เขาสามารถทำให้ชิวหลงหายไปจากในยุทธภพได้จริงๆ แถมเป็การหายตัวในชนิดที่ว่ากระทั่งเขาเองยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดสมบัติประจำตระกูลยังไม่ได้คืนกลับมา การตามล่าชิวหลงจึงได้เริ่มต้นขึ้นั้แ่นั้น ทว่าเมฆาพิสดารกลับเริ่มทำตัวเหมือนฉายามากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็แห่งหนตำบลไหนล้วนไม่พบเจอร่องรอยของชิวหลงเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเ้าตัวได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพแล้วจริงๆ
ตำนานของชิวหลงได้จบลงราวกับถูกตัดบท แต่บทบาทของเขาในโลกอีกใบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเื่ราวต่อจากนั้นจะเป็ตำนานไม่ต่างไปจากวีรกรรมที่ชิวหลงเคยสร้างไว้ในยุทธภพ หรือบางทีอาจจะเหนือล้ำยิ่งไปกว่านั้นเสียอีก
เหมือนยาวนานแต่ความจริงกลับสั้นยิ่งกว่ากระพริบตา ในที่สุดประสาทััของชิวหลงก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง ชายหนุ่มปรือตาขึ้นช้าๆหลังจากรู้สึกว่าแสงสีทองได้หายไปแล้วอย่างน่าทึ่ง ภาพแรกที่เขาได้เห็นหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลับเป็เื่ที่ทำให้คนอย่างชิวหลงพาลคิดไปว่านี่คงเป็ความฝันตื่นหนึ่ง จนเมื่อได้กระพริบตาปริบๆตรวจสอบความจริงอยู่เป็นาน จึงได้เข้าใจว่าถ้าสิ่งที่เขาเจอมันไม่ใช่ภาพหลอนหรือค่ายกลลวงตาอะไรซักอย่าง
ก็คงต้องเป็ความจริง...แถมเป็ความจริงที่ค่อนข้างรับได้ยากอีกต่างหาก!!
ประการแรกสถานที่ตรงนี้ดูยังไงก็ไม่ใช่บริเวณที่เขาเคยนั่ง เอาแค่เวลาก่อนที่เขาจะเปิดคัมภีร์วณิพกพเนจรเป็ตอนกลางวัน แต่หลังจากลืมตาขึ้นมากลับเป็ตอนกลางคนก็ไม่ใช่เื่แล้ว ประการที่สองก็คือตรงหน้าเขายังมีชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันนั่งอยู่ มือที่ถือไม้เสียบเนื้อหมูป่าชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้ามีความฉงนใไม่ต่างไปจากโนอาห์เลยแม้แต่น้อย
“เ้าเป็ใคร....” แทบจะเป็ครั้งแรกที่ชิวหลงคงสภาพสีหน้างุนงงได้นานเกินห้าวินาที แม้กระทั่งตอนที่เขาเอ่ยปากถาม คิ้วก็ยังคงขมวดเป็ปมอยู่
และนั่นถือได้ว่าเป็ประโยคแรกของชิวหลงที่ได้พูดขึ้นในอิซซูมีล
โลกที่จะเปลี่ยนชีวิตของชิวหลงไปตลอดกาล....