ท่ามกลางสมรภูมิที่เดือดพล่านท้องฟ้าเหนือด่านซีเหมินถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจากเปลวเพลิงและประกายสายฟ้าแผ่นดินะเืเลื่อนลั่นจากเสียงคำรามของอสูรและเสียงปะทะของคมอาวุธบนกำแพงเมืองเอี้ยเสวียนจับจ้องไปยัง “หน้าไม้พิฆาตอสูร” ที่สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหัวใจเต้นระรัวราวกับเสียงกลองศึกแต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่
“หัวหน้าเจิ้ง! จิวฮุย! พวกเ้าทำได้ดีมาก!”เอี้ยเสวียนเอ่ยชม พลางมองไปยังหน้าไม้ขนาดมหึมาที่ถูกบรรจุธนูเหล็กยาวเฟื้อยแสงอักขระสีฟ้าอ่อนวูบวาบบนตัวคันธนูและปลายธนูสะท้อนกับใบหน้าเปื้อนเหงื่อของทั้งสอง หัวหน้าเจิ้งหัวเราะแห้งๆ “ไอ้หนูเอ้ย!สร้างของใหญ่ขนาดนี้ แถมยังต้องมานั่งประกอบท่ามกลางห่าะุปีศาจแบบนี้... อายุข้าคงสั้นลงไปอีกสิบปี”
“น่าเสียดายที่ท่านคงตายก่อนจะแก่ตายจริง ๆนั่นแหละนะหัวหน้าเจิ้ง” จิวฮุยเสริมหน้าตาตายพลางปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา“อักขระบนธนูเริ่มเสถียรแล้ว เอี้ยเสวียน! จะยิงเมื่อไหร่บอกมาได้เลย!”
เอี้ยเสวียนไม่รอช้าเขากวาดสายตามองไปยังทุ่งหินกาฬที่เต็มไปด้วยอสูรระดับสูงที่กำลังบุกตะลุยฝ่าค่ายกลอัสนีบาตเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนเขามองเห็นเทวบุตรจากยมโลกและนางพญามดอัคนีที่แม้จะาเ็แต่ก็ยังคงคำรามก้องด้วยความบ้าระห่ำและที่สำคัญที่สุด... โจวิซือ ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลุ่มาาอสูรขั้น 7 ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
“ตำแหน่งก้อนหินสามก้อนใต้ต้นไม้ใหญ่เหนือจุดศูนย์กลางของค่ายกลอัสนีบาตเล็กน้อย…ตรงนั้นคือจุดที่ข้าซ่อนกับดักะเิขนาดใหญ่ไว้!” เอี้ยเสวียนสั่งการเสียงก้องดวงตาจับจ้องไปที่จุดที่กำหนดไว้ ราวกับสามารถมองทะลุพื้นดินได้หัวหน้าเจิ้งและจิวฮุยหันไปมองหน้ากันอย่างเข้าใจ ทั้งสองคนเร่งปรับทิศทางของหน้าไม้ขนาดมหึมาอย่างคล่องแคล่วแม้มือจะสั่นจากการออกแรงและจากความตื่นเต้น
“ะเิ… จะรุนแรงขนาดไหน?” จิวฮุยกลืนน้ำลายลงคอถามพลางบรรจุธนูขนาดเท่าท่อนซุงเข้าไปในคันหน้าไม้
“ไม่รู้ข้าไม่เคยลองจะรู้ได้ไง” เอี้ยเสวียนตอบสั้นๆ แฝงไปด้วยความไม่รับผิดชอบอย่างรุนแรงทำให้หัวหน้าเจิ้งและ จิวฮุยหันมามองหน้ากันด้วยสายตาที่สิ้นหวังและยอมรับชะตากรรม
เปรี้ยง!
เสียงดีดตัวของหน้าไม้ “หน้าไม้พิฆาตอสูร”ดังกึกก้องไปทั่วทั้งด่านซีเหมินธนูเหล็กขนาดมหึมาพุ่งทะยานแหวกอากาศไปด้วยความเร็วเหลือเชื่อปลายธนูเปล่งแสงสีฟ้าอมม่วงและแดงฉานพุ่งตรงไปยังจุดที่เอี้ยเสวียนกำหนดไว้อย่างแม่นยำราวกับลูกศรที่ถูกนำทางโดยเทพเ้า
ขณะที่ธนูพุ่งแหวกอากาศ าาอสูรขั้น 7 ตนหนึ่งซึ่งยืนขวางอยู่ในแนววิถีของธนู พลันรู้สึกถึงลางสังหรณ์ร้ายแรงมันคำรามก้อง พยายามปลุกพลังป้องกันเต็มกำลัง เงาร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นิัแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า พลังปีศาจแผ่ซ่านออกมาปกคลุมทั่วร่าง
แต่เมื่อธนูหน้าไม้พิฆาตอสูรพุ่งเข้าปะทะ าาอสูรขั้น 7 กลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะหลบหลีกปลายธนูที่สลักอักขระสายฟ้าและอักขระเพลิงเจาะทะลวงเกราะป้องกันของมันอย่างง่ายดายเสียงโลหะฉีกขาดผสมกับเสียงเนื้อแตกกระจายดังสนั่นร่างมหึมาของาาอสูรถูกทะลวงกลางอก เืสีดำข้นพุ่งกระเซ็นเป็สายก่อนที่ร่างจะถูกแรงกระแทกมหาศาลเหวี่ยงกระเด็นไปไกลร่างของมันกระแทกกับพื้นดินอย่างรุนแรงจนเกิดหลุมลึก
เหล่าอสูรระดับสูงที่อยู่ใกล้เคียงต่างตะลึงงันกับภาพที่เห็นาาอสูรขั้น 7 ที่ว่ากันว่าไร้เทียมทานในหมู่อสูรกลับถูกยิงทะลุร่างด้วยลูกธนูเพียงดอกเดียวพลังอำนาจของอาวุธมนุษย์ในครั้งนี้ทำให้แม้แต่เหล่าอสูรระดับสูงยังต้องสั่นสะท้าน
ครืนนนนน!
ทันทีที่ธนูพุ่งชนพื้นดินเหนือทุ่งหินกาฬ อักขระะเิ อักขระไฟและอักขระอัสนีที่สลักอยู่บนปลายธนูก็ทำงานพร้อมกันพลังงานมหาศาลปะทุขึ้นพร้อมกับเสียงะเิที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าพันครั้ง!เปลวไฟสีแดงส้มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับกลุ่มควันดำทะมึน แผ่นดินยุบตัวลงไปหลายสิบวาเผยให้เห็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่ลึกไปถึงใต้ผืนโลกแรงะเิรุนแรงจนกำแพงด่านซีเหมินสั่นะเืโกยเอาฝุ่นและหินก้อนใหญ่พุ่งกระเด็นขึ้นไปในอากาศ
ตูมมมมมมมม!
เสียงะเิครั้งที่สองตามมาติดๆนั่นคือกับดักะเิขนาดใหญ่ที่เอี้ยเสวียนซ่อนไว้มันถูกจุดชนวนด้วยแรงกระแทกจากธนู “หน้าไม้พิฆาตอสูร”ผนึกกำลังเป็คลื่นพลังงานที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีวงกว้างสายฟ้าสีฟ้าอมม่วงนับพันสายพุ่งเข้าใส่กองทัพอสูรที่บุกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวเปลวเพลิงสีแดงส้มกลืนกินพวกมันอย่างรวดเร็วเสียงกรีดร้องโหยหวนของอสูรระดับต่ำและหุ่นเชิดดังระงม ก่อนที่พวกมันจะกลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา
เืสีดำและเศษซากของร่างอสูรปลิวว่อนกลางอากาศกลิ่นคาวเืและกลิ่นไหม้ลอยตลบอบอวลไปทั่วทุ่งหินกาฬ อสูรระดับสูงขั้นที่ 6 และาาอสูรขั้นที่ 7 แม้จะได้รับาเ็สาหัสิัไหม้เกรียม เนื้อหนังหลุดลุ่ย บางตัวแขนขาขาดหายไปแต่พวกมันก็ยังคงมีชีวิตรอด พวกมันล้มลุกคลุกคลานกรีดร้องด้วยความเ็ปและหวาดกลัวที่ไม่เคยััมาก่อน
ความตายและความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วสนามรบสัตว์อสูรที่เหลืออยู่ต่างแตกตื่น วิ่งหนีอย่างไร้ทิศทางบางตัวกระโจนกัดกันเองด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอดกองทัพอสูรที่เคยมีระเบียบวินัยกลับกลายเป็ฝูงสัตว์ป่าที่ขาดการควบคุมเสียงคำรามและเสียงกรีดร้องระงมไปทั่ว บางตัวถึงกับวิ่งชนกับดักที่เหลืออยู่จนถูกะเิซ้ำเติมกลายเป็ภาพแห่งความโกลาหลและความตายที่น่าสะพรึงกลัว
บนสนามรบอีกมุมหนึ่ง รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงและรองแม่ทัพหลี่เหวินหงกระโจนเข้าใส่โจวิซืออย่างดุเดือด ไม่รอช้าที่จะฉวยโอกาสที่เขายังคงตกตะลึง
“โจวิซือ! เ้าผู้ทรยศ!”รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงะโเสียงดัง พลังปราณปฐีพวยพุ่งออกจากร่างดาบในมือของเธอเปล่งแสงสีขาวนวล ฟาดฟันเข้าใส่โจวิซืออย่างไม่ยั้งมือ
“โฮ่ๆๆ! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเหล่าจาง เหล่าหลี่!ดูเหมือนพวกเ้าจะฝึกฝนมาไม่เลวเลยนี่นาแต่ถึงอย่างไรก็ยังอ่อนด้อยนักเมื่อเทียบกับพลังที่แท้จริง!”โจวิซือหัวเราะเสียงแหลม ร่างกายของเขาเปล่งพลังปีศาจสีดำสนิทพลังปฐีจากร่างของเขาแผ่ขยายออกไปปะทะกับดาบของจางเสี่ยวหลิงเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว
“พลังเน่าๆ ของเ้ามันก็แค่พลังที่ยืมมานั่นแหละ!เ้าจะไม่มีวันเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของมนุษย์!”รองแม่ทัพหลี่เหวินหงคำรามด้วยความโกรธหมัดของเขาชกเข้าใส่โจวิซืออย่างรุนแรงราวกับภูผาถล่มทลาย
โจวิซือรับการโจมตีจากทั้งสองรองแม่ทัพได้อย่างไม่ยากเย็นนักใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ฮ่าๆๆ! ปากกล้าดีนี่! แต่ก็แค่นั้นแหละ!พวกเ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้!วันนี้ข้าจะแสดงให้พวกเ้าเห็นว่าพลังแห่งความมืดที่แท้จริงเป็อย่างไร!”
เขายกมือขึ้นทำท่ามุทรา ก่อนที่จะเกิดควันสีดำออกมา นั่นคือพลังปีศาจและพลังชีวิตที่สั่งสมอยู่ในกระดูกถูกปลุกขึ้นมาและหลอมรวมเข้ากับร่างกายของโจวิซือร่างกายเปล่งแสงสีม่วงหม่นพลังปีศาจแผ่ซ่านออกมาราวกับหมอกดำที่กลืนกินแสงสว่างโดยรอบ
“ดูให้ดี! นี่คืออำนาจของผู้บวงสรวงกระดูกห้าชิ้น!”โจวิซือแผดเสียงลั่น ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อปูดโปนิัแข็งแกร่งดั่งเกราะเหล็ก พลังปีศาจที่แผ่ออกมารุนแรงกว่าก่อนหน้าถึงสามเท่า
เขาพุ่งเข้าหาทั้งสองแม่ทัพด้วยความเร็วเหนืุ์หมัดปีศาจของเขากระแทกเข้ากับดาบของจางเสี่ยวหลิงจนเกิดเสียงะเิพลังสะท้อนทำให้จางเสี่ยวหลิงกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ดาบในมือสั่นระริก
หลี่เหวินหงไม่ยอมแพ้ เขารวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่หมัดหมัดของเขาเปล่งแสงสีทองเข้ม ชกเข้าใส่โจวิซืออย่างสุดกำลัง
“ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำลายบ้านเมืองของข้า!”หลี่เหวินหงคำราม
แต่โจวิซือกลับใช้มือเดียวรับหมัดของหลี่เหวินหงไว้ได้อย่างง่ายดายพลังปีศาจจากกระดูกห้าชิ้นแผ่ซ่านออกมาเป็เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งหมัดของหลี่เหวินหงแทบไม่สามารถทำอะไรเขาได้
“ไร้ประโยชน์! พลังของข้าเหนือกว่าพวกเ้าหลายเท่า!”โจวิซือหัวเราะเย้ยหยัน จากนั้นเขาเหวี่ยงหมัดสวนกลับหลี่เหวินหงกระเด็นถอยหลังไปชนกับกำแพงเมือง เืไหลซึมจากมุมปาก
จางเสี่ยวหลิงเห็นดังนั้นก็โถมตัวเข้าไปช่วย โดยรวบรวมพลังปราณปฐีจนถึงขีดสุดดาบในมือเปล่งแสงสีขาวนวลเจิดจ้าฟาดฟันเข้าใส่โจวิซือด้วยกระบวนท่าที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุด
โจวิซือแม้จะเหนือกว่าแต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีพร้อมกันของทั้งสองแม่ทัพเขาก็ต้องใช้พลังทั้งหมดในการต้านทาน การปะทะกันแต่ละครั้งทำให้พื้นดินะเืกำแพงเมืองสั่นไหว เศษหินปลิวว่อน
“พวกเ้าคิดจะต้านข้าได้งั้นหรือ!” โจวิซือคำรามพลังปีศาจจากกระดูกห้าชิ้นแผ่ซ่านออกมาเป็คลื่นพลังสีดำที่ปะทะกับพลังปราณของสองแม่ทัพ
จางเสี่ยวหลิง ฟาดกระบวนท่าดาบใส่โจวิซือพลางคำราม”พลังที่ยืมมาจะใช้ได้นานเท่าไรกันพวกข้าแค่ยื้อเวลาให้พลังของเ้าหมดก็พอแล้ว”
จางเสี่ยวหลิงและหลี่เหวินหงกัดฟันกรอด ทั้งสองรวมพลังกันจนถึงขีดสุดพลังปราณปฐีและพลังหมัดทองคำหลอมรวมกันเป็คลื่นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ปะทะกับพลังปีศาจของโจวิซืออย่างไม่ลดละ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างสูสี แม้โจวิซือจะได้เปรียบจากพลังปีศาจแต่ด้วยความสามารถและความมุ่งมั่นของสองแม่ทัพทำให้พวกเขาสามารถต้านทานและสู้เสมอกับโจวิซือได้อย่างสูสีในขณะเดียวกันการบวงสรวงกระดูก ก็ทำให้พลังปราณในร่างกายของตนหมดไปอย่างรวดเร็วถ้าไม่สามารถเอาชนะรองแม่ทัพทั้งสองได้ภายในหนึ่งเค่อ มันคงต้องสละชีวิตไว้
ขณะเดียวกัน บนกำแพงเมืองทหารมนุษย์นับร้อยต่างประจำตำแหน่งอย่างแ่า เหล่าอสูร หุ่นเชิดและพวกครึ่งคนครึ่งอสูรจำนวนมากบุกโจมตีกำแพงเมืองอย่างบ้าคลั่ง
เสียงคำรามของอสูรประสานกับเสียงโลหะกระทบกำแพง ดังสนั่นหวั่นไหวพวกอสูรระดับต่ำปีนป่ายขึ้นกำแพงอย่างไม่เกรงกลัวตายบางตัวใช้กรงเล็บขนาดใหญ่ขูดขีดกำแพงจนเกิดรอยลึกหุ่นเชิดโลหะพุ่งชนกำแพงด้วยแรงมหาศาลจนเกิดรอยร้าว
แต่กำแพงเมืองซีเหมินไม่ได้เป็เพียงกำแพงหินธรรมดา อักขระป้องกันนับร้อยสายที่สลักไว้ทั่วทั้งกำแพงเปล่งแสงสีฟ้าและสีทองวูบวาบเมื่อพวกอสูรโจมตี อักขระเ่าั้จะสะท้อนพลังกลับไปยังผู้โจมตีทันที
เสียงแผดร้องด้วยความเ็ปดังระงมอสูรระดับต่ำถูกอักขระสะท้อนพลังจนร่างแตกสลายเป็ชิ้นๆเืและซากศพตกเกลื่อนพื้นดินหุ่นเชิดที่ถูกอักขระสายฟ้าช็อตจนระบบขัดข้องล้มลงกับพื้น
ครึ่งคนครึ่งอสูรบางตัวที่แข็งแกร่งกว่าพยายามใช้พลังปีศาจโจมตีอักขระบนกำแพงแต่กลับถูกอักขระสะท้อนพลังกลับจนร่างไหม้เกรียมพวกมันกรีดร้องและล่าถอยอย่างแตกตื่น
การโจมตีของเหล่าอสูรที่เคยดุดันกลับกลายเป็ความโกลาหลอักขระป้องกันบนกำแพงเมืองยังคงวูบวาบไม่หยุดหย่อนสร้างความเสียหายให้กับพวกอสูรระดับต่ำเป็จำนวนมาก
บนกำแพงเมือง แม่ทัพลู่ ผู้ซึ่งยืนหยัดอย่างมั่นคงแม้จะได้รับาเ็เล็กน้อยจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ดาบยาวในมือของเขาส่องประกายสีเงินวาวเขาจ้องมองไปยังเทวบุตรจากยมโลกและนางพญามดอัคนีที่กำลังพุ่งเข้าใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
“พวกอสูรชั้นต่ำ! คิดว่าอาการาเ็แค่นี้จะทำให้ข้ากลัวรึไง!”
“มนุษย์ผู้โง่เขลา!เ้าจะต้องชดใช้ให้กับความอหังการของเ้า!วันนี้ด่านซีเหมินจะกลายเป็สุสานของพวกเ้า!” เทวบุตรจากยมโลกคำรามพลังปีศาจสีดำสนิทพวยพุ่งออกมาจากร่างของมันเปลี่ยนเป็กรงเล็บขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้าฉีกกระชากแม่ทัพลู่
แม่ทัพลู่ไม่หวาดหวั่น เขาเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้า ดาบในมือฟาดฟันออกไปปะทะกับกรงเล็บปีศาจเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังก้องทิ้งประกายไฟและคลื่นพลังงานที่ทำให้กำแพงเมืองสั่นะเื
นางพญามดอัคนีกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นเปลวไฟสีแดงเข้มพวยพุ่งออกจากร่างของมันพุ่งเข้าเผาผลาญกำแพงเมืองอย่างไม่หยุดยั้งพลังจิตอันรุนแรงของมันพยายามที่จะบดขยี้จิตใจของทหารมนุษย์แต่ด้วยอักขระป้องกันที่สลักไว้บนกำแพง ทำให้การโจมตีของมันไม่สามารถทำลายกำแพงได้โดยง่าย
เทวบุตรจากยมโลกแสดงพลังที่แท้จริงออกมา ดวงตาของมันเปล่งแสงสีม่วงดำพลังปีศาจแผ่ซ่านออกมาราวกับม่านหมอกดำที่กลืนกินแสงสว่างโดยรอบมันใช้กรงเล็บปีศาจฟาดฟันเข้าใส่แม่ทัพลู่ด้วยความเร็วเหนืุ์
แม่ทัพลู่ตอบโต้ด้วยกระบวนท่าดาบสายฟ้าดาบของเขาฟาดฟันออกไปเป็สายแสงสีเงินที่รวดเร็วและรุนแรงปะทะกับกรงเล็บปีศาจจนเกิดเสียงะเิพลังปราณของแม่ทัพลู่แผ่ซ่านออกมาเป็เกราะป้องกันรอบตัวเขาสามารถต้านทานพลังปีศาจของเทวบุตรจากยมโลกได้อย่างสูสี
นางพญามดอัคนีไม่ยอมแพ้ มันปล่อยฝูงมดไฟขนาดั์ออกมาโจมตีแม่ทัพลู่ฝูงมดไฟเ่าั้พุ่งเข้าเกาะร่างของแม่ทัพลู่ พยายามจะกัดกินเนื้อหนังของเขา
แต่แม่ทัพลู่กลับหัวเราะเสียงดัง เขารวบรวมพลังปราณไว้ที่ดาบดาบของเขาเปล่งแสงสีเงินเจิดจ้า ก่อนจะฟาดฟันออกไปเป็วงกลมคลื่นพลังสายฟ้ากระจายออกไปทำลายฝูงมดไฟจนสลายกลายเป็เถ้าถ่าน
“ข้าไม่สนว่าเ้าจะเป็เทวบุตรอะไรจากนรกขุมไหน!แต่ถ้าแกคิดจะทำลายบ้านเมืองของข้า! ก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!”แม่ทัพลู่สวนกลับอย่างดุดัน
เทวบุตรจากยมโลกและนางพญามดอัคนีแม้จะมีพลังมหาศาลแต่เมื่อเผชิญกับแม่ทัพลู่ที่มีทั้งความกล้าหาญและพลังปราณอันแข็งแกร่งพวกมันก็ไม่อาจเอาชนะได้โดยง่าย การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดพลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกันจนเกิดเป็คลื่นพลังงานที่ทำให้กำแพงเมืองสั่นะเื
ขณะที่การต่อสู้ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด เอี้ยเสวียนไม่รอช้าเขาสั่งให้หัวหน้าเจิ้งและจิวฮุยบรรจุธนูอีกดอกเข้าไปในหน้าไม้ “หน้าไม้พิฆาตอสูร”
“เล็งไปที่นางพญามดอัคนี!” เอี้ยเสวียนสั่งการเสียงดัง
หัวหน้าเจิ้งและจิวฮุยรีบปรับทิศทางของหน้าไม้เล็งไปยังร่างมหึมาของนางพญามดอัคนีที่กำลังโจมตีแม่ทัพลู่
เปรี้ยง!
ธนูเหล็กดอกที่สองพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วเหนือเสียงปลายธนูเปล่งแสงสีฟ้าอมม่วงและแดงฉาน พุ่งตรงไปยังนางพญามดอัคนี
นางพญามดอัคนีรู้สึกถึงอันตราย มันพยายามหลบหลีกแต่ด้วยขนาดร่างกายที่ใหญ่โตและความเร็วของธนู มันไม่อาจหลบพ้นธนูเหล็กพุ่งทะลุร่างของมันอย่างรุนแรง เืสีแดงเข้มพุ่งกระเซ็นนางพญามดอัคนีกรีดร้องด้วยความเ็ป ร่างของมันทรุดลงกับพื้น
เทวบุตรจากยมโลกเห็นดังนั้นก็รีบสั่งให้กองทัพอสูรถอยทัพชั่วคราว“ถอย! ถอยก่อน!” เสียงคำรามของมันดังก้องไปทั่วสนามรบ
กองทัพอสูรที่เหลืออยู่ต่างรีบล่าถอยออกจากระยะยิงของหน้าไม้มหาประลัยพวกมันล่าถอยไปตั้งขบวนใหม่ที่แนวป่า ทิ้งซากศพและกลิ่นคาวเืไว้ทั่วทุ่งหินกาฬ
แต่แม้จะล่าถอย กองทัพอสูรก็ยังคงล้อมด่านซีเหมินไว้ไม่ห่างพวกมันเฝ้ารอจังหวะที่จะบุกโจมตีอีกครั้ง
ท่ามกลางเปลวเพลิงและกลุ่มควันทหารมนุษย์บนกำแพงเมืองต่างเปล่งเสียงไชโยด้วยความดีใจ แม้จะยังไม่ชนะโดยเด็ดขาดแต่ชัยชนะในศึกครั้งนี้ก็เป็กำลังใจสำคัญให้กับทุกคน
เอี้ยเสวียนยืนมองสนามรบด้วยสายตาแน่วแน่ เขารู้ดีว่าายังไม่จบแต่ด้วยพลังใจและความสามัคคีของทุกคน ด่านซีเหมินจะต้องยืนหยัดต่อไปให้ได้
เสียงกลองศึกยังคงดังต่อเนื่องแสงอักขระบนกำแพงเมืองยังคงวูบวาบไม่หยุดหย่อนาระหว่างมนุษย์และอสูรยังคงดำเนินต่อไป... แต่ในค่ำคืนนี้มนุษย์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาจะไม่ยอมแพ้ต่อความมืดมิดอย่างเด็ดขาด!