เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 31 : ลงนา
ฤดูใบไม้ผลิมาถึงหมู่บ้านชิงเหออีกครั้งเป็นช่วงเวลาที่ทุ่งนารอบหมู่บ้านเริ่มคึกคักไปด้วยชาวบ้านที่ออกมาเตรียมดินสำหรับฤดูเพาะปลูกใหม่ที่ดินส่วนหนึ่งในยี่สิบหมู่ที่ตระกูลหลินได้รับจัดสรรมาเป็นแปลงนาที่ยังไม่เคยลงมือทำจริงจังเลยตั้งแต่ย้ายมา
"ถึงเวลาที่เราต้องลงแปลงนากันจริงจังแล้วนะ"หวังซูเจินพูดขึ้นในมื้อเช้าวันหนึ่ง "ถ้าปล่อยที่ดินทิ้งไว้เฉยๆก็เสียดายเปล่าๆ"
"งานปักดำหนักไม่ใช่เล่นนะ"หลินเจี้ยนหัวเสริมขึ้นด้วยความเป็นห่วง "ถ้ามีแต่ผู้หญิงสามคนกับเด็กอีกคนคงทำไม่ไหวหรอก ต้องรอให้ผู้ชายในบ้านว่างพร้อมกันสักวันถึงจะลงมือได้"
ทุกคนเห็นพ้องต้องกันจึงตกลงกันว่าจะรอจนกว่าจะถึงวันหยุดที่ทุกคนว่างตรงกัน ทั้งปู่ พ่อ ลุงใหญ่ลุงรอง รวมถึงจื้อหมิงกับจื้อเฉิงพี่ชายทั้งสองและจื้อกังที่ยังไม่มีงานประจำแน่นอนจึงว่างช่วยได้เต็มที่กว่าใคร
วันอาทิตย์ถัดมาที่ทุกคนว่างตรงกันพอดีทั้งครอบครัวตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อลงแปลงนาให้เสร็จภายในวันเดียว หลินเต๋อชางแม้จะอายุมากแล้วแต่ก็ยืนยันจะลงไปช่วยด้วยตัวเอง"ปู่ยังแข็งแรงพอจะช่วยได้อยู่ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"งั้นพ่อช่วยดูแลจังหวะการทำงานให้ทุกคนก็พอนะคะ"หวังซูเจินพูดอย่างเป็นห่วง ไม่อยากให้ท่านต้องก้มตัวลุยโคลนนานเกินไป
เช้าวันนั้นซินเยว่ตื่นแต่เช้าตรู่ตามคำขอของแม่ให้ไปช่วยงานที่แปลงนาเป็นครั้งแรกแสงแดดยามเช้ายังอ่อนโยน อากาศเย็นสบายปนความชื้นของน้ำค้างที่ยังไม่ทันแห้งเมื่อไปถึงแปลงนาเธอเห็นทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันพร้อมหน้าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
หลินเจี้ยนหมินถอดเสื้อคลุมออกพับเก็บไว้ริมคันนาสวมกางเกงขาสั้นเตรียมลุยโคลนอย่างคล่องแคล่วจื้อหมิงกับจื้อเฉิงยืนต่อแถวถัดจากพ่อส่วนจื้อกังถือกล้าข้าวมัดใหญ่เดินนำหน้าเข้าไปในแปลงนาก่อนใคร
"โคลนเยอะจังเลยค่ะ"ซินเยว่พูดพลางลังเลที่จะก้าวเท้าลงไปในโคลนเปียกแฉะตรงหน้า
"เดี๋ยวก็ชินเองแหละ"แม่ตอบพลางหัวเราะ ก่อนจะสาธิตวิธีก้มตัวปักต้นกล้าลงในโคลนอย่างเป็นจังหวะ
ฝ่ายผู้ชายลงมือไถพลิกดินและปักดำแถวหลักด้วยแรงที่มากกว่าในขณะที่ฝ่ายผู้หญิงและซินเยว่รับหน้าที่ปักดำแถวที่ง่ายกว่าและตามแก้ไขจุดที่ต้นกล้าเอียงไม่ตรง
"พี่หมิงคะทำไมพี่ปักได้ตรงเป๊ะแบบนี้เลยคะ" ซินเยว่ถามด้วยความทึ่งเห็นพี่ชายคนโตปักต้นกล้าเป็นแถวตรงเหมือนใช้ไม้บรรทัดวัด
"ฝึกมาหลายอาทิตย์แล้วไงตอนว่างจากเรียนก็แอบมาซ้อมกับลุงบ้าง" จื้อหมิงตอบพลางยิ้มไม่หยุดมือจากจังหวะปักดำ
จื้อกังที่ทำงานอยู่ไม่ไกลทำงานได้เร็วกว่าใครในกลุ่มมือไม้ที่คุ้นเคยกับงานใช้แรงทำให้เขาปักดำได้เป็นแถวยาวโดยแทบไม่ต้องหยุดพัก
"พี่กังเก่งจังเลยค่ะ"ซินเยว่ชมด้วยความทึ่งจริงใจ
"ก็มีเวลาว่างเยอะกว่าคนอื่นนี่นาเลยได้ฝึกมากกว่า" จื้อกังตอบอย่างถ่อมตัวแต่ก็อดยิ้มไม่ได้กับคำชมจากน้องสาว
ไม่ไกลจากแปลงนาของตระกูลหลินซินเยว่สังเกตเห็นครอบครัวชาวบ้านอีกครอบครัวหนึ่งกำลังทำงานอยู่เช่นกันมีเพียงพ่อแม่และเด็กชายวัยไล่เลี่ยกับจื้อเฉิงช่วยกันทำงานทั้งแปลงไม่มีญาติคนอื่นมาช่วยเสริมเหมือนครอบครัวหลิน
"ทำไมบ้านนั้นมีคนทำงานน้อยจังคะแม่"ซินเยว่ถามด้วยความสงสัย
หวังซูเจินมองไปทางนั้นด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย"บางครอบครัวก็มีคนน้อย ไม่มีญาติพี่น้องมาช่วยแบบเราเด็กก็เลยต้องช่วยงานหนักเท่าผู้ใหญ่ไปด้วย"
ซินเยว่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งมองเด็กชายคนนั้นที่ก้มหลังปักดำอยู่ไม่ต่างจากพ่อแม่ไม่มีใครยืนดูแลจังหวะการทำงานให้เหมือนที่ปู่ทำให้ครอบครัวเธอ ความคิดแปลกๆผุดขึ้นในใจเธอเบาๆ โดยยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด
ระหว่างพักเที่ยงครอบครัวหลินนั่งกินข้าวปั้นและกับข้าวที่เตรียมมาอย่างเต็มที่ใต้ร่มไม้ริมแปลงนาเสียงหัวเราะและคำแซวกันระหว่างพ่อกับลุงทั้งสองดังขึ้นเป็นระยะขณะที่ครอบครัวชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลนั่งกินข้าวต้มใสๆ กับผักดองเพียงเล็กน้อยไม่มีกับข้าวอื่นเลย
"กินด้วยกันไหมคะ"ซินเยว่เอ่ยชวนอย่างไร้เดียงสายื่นข้าวปั้นของตัวเองไปให้เด็กชายที่นั่งอยู่ไม่ไกล
เด็กชายคนนั้นมองข้าวปั้นด้วยความสนใจปนอายก่อนส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเกรงใจ "ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณนะ"
หวังซูเจินยิ้มพลางเดินเข้าไปคุยกับแม่ของเด็กชายอย่างเป็นมิตรก่อนจะแบ่งข้าวปั้นให้ทั้งครอบครัวโดยไม่ให้รู้สึกเหมือนเป็นการสงเคราะห์มากเกินไป"ทำเผื่อไว้เยอะน่ะค่ะ กินไม่หมดพอดี เอาไปแบ่งกันหน่อยนะคะ"
ครอบครัวนั้นรับด้วยความขอบคุณอย่างสุภาพซินเยว่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอบอุ่นเล็กๆ ในใจ เด็กชายคนนั้นชื่อต้าโจวเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่ทำนาอยู่ข้างเคียงหลังกินข้าวเสร็จเขาเดินเข้ามาหาซินเยว่ด้วยความเกรงใจ
"ขอบคุณนะสำหรับข้าวปั้น"ต้าโจวพูดพลางยื่นมันเผาชิ้นเล็กๆ ให้ "แม่ผมปลูกไว้เอง เอามาแลกกันนะ"
ซินเยว่รับมันเผามาด้วยความยินดี"ขอบใจนะ อร่อยจังเลย บ้านเธอมีคนช่วยทำนาแค่พ่อกับแม่เหรอ"
"ใช่ปู่ย่าเสียไปนานแล้ว ไม่มีลุงป้าอยู่แถวนี้ด้วย" ต้าโจวตอบอย่างเรียบเฉยไม่ได้บ่นหรือรู้สึกสงสารตัวเองแต่อย่างใดราวกับเป็นเรื่องปกติของชีวิตที่ต้องยอมรับ"เห็นบ้านเธอมีคนช่วยกันเยอะแบบนี้ก็ดีนะ งานเสร็จเร็วด้วย"
"เธออยากให้คนมาช่วยเยอะๆแบบนี้บ้างไหมล่ะ" ซินเยว่ถามด้วยความอยากรู้
ต้าโจวยิ้มบางๆ "อยากสิแต่ก็ไม่เป็นไรหรอก พ่อแม่บอกว่าค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ก็เสร็จได้เหมือนกัน"
คำตอบนั้นทำให้ซินเยว่เก็บไปคิดเงียบๆรู้สึกแปลกๆ ในใจที่เห็นเด็กวัยเดียวกับพี่ชายยอมรับความลำบากได้อย่างสงบเช่นนั้น
ด้วยแรงคนที่มากขึ้นจากผู้ชายทุกคนในบ้านแปลงนาของตระกูลหลินจึงเสร็จเร็วกว่าที่คาดไว้มากตกบ่ายไม่ทันมืดก็ปักดำเสร็จครบทุกแปลงที่วางแผนไว้ในวันเดียวต่างจากครอบครัวชาวบ้านข้างเคียงที่ยังคงทำงานต่อไปจนพลบค่ำ
"เสร็จแล้ว!เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลย" จื้อเฉิงร้องด้วยความดีใจยืดตัวเหยียดหลังที่เมื่อยล้าทั้งวัน
หลินเต๋อชางยืนมองแปลงนาที่เขียวสดไปด้วยต้นกล้าเรียงเป็นแถวตรงด้วยความพอใจ"ทำงานร่วมมือกันแบบนี้แหละถึงจะเสร็จเร็วและไม่มีใครต้องเหนื่อยจนเกินไป"
ซินเยว่เหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหวหลังเมื่อยล้าจากการก้มตัวมาทั้งวัน มือเปื้อนโคลนจนแทบมองไม่เห็นสีผิวเดิมแต่ในใจกลับรู้สึกอิ่มเอมกับความรู้สึกที่ได้ทำงานร่วมกับทุกคนในครอบครัว
"วันนี้เหนื่อยมากเลยค่ะแม่แต่สนุกดีนะคะ ได้ทำงานพร้อมกันทั้งบ้าน" เธอพูดพลางล้มตัวลงนั่งพักที่คันนา
"นี่แหละครอบครัวเราไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน ถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก็ไม่มีอะไรหนักเกินไป"แม่ตอบพลางลูบหัวลูกสาวเบาๆ
คืนนั้นหลังจากอาบน้ำล้างโคลนออกจนสะอาด ซินเยว่นอนคิดทบทวนเหตุการณ์ตลอดทั้งวันภาพทุกคนในครอบครัวทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนานเทียบกับภาพเด็กชายข้างแปลงนาที่ต้องทำงานหนักแทบไม่ต่างจากผู้ใหญ่โดยไม่มีใครมาช่วยแบ่งเบาทำให้เธอรู้สึกขอบคุณในสิ่งที่ตัวเองมีมากขึ้นอีกเล็กน้อย
*เราโชคดีกว่าคนอื่นเยอะเลยสินะทั้งเรื่องมิติและเรื่องที่มีคนในครอบครัวเยอะขนาดนี้*
ความคิดนั้นแล่นผ่านหัวเธอเบาๆก่อนจะจางหายไปตามความเหนื่อยล้าที่พาให้เธอหลับไปอย่างรวดเร็ว