เกิดใหม่ในยุค 70 คุณหนูฟันน้ำนมขอสั่งลุย 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 131 ต่างคนต่างวุ่น

            เฉียนหย่งจิ้นกับหลินเผิงเฟยกำลังหัวหมุนวุ่นวายหนิวเถียจู้กับหมี่หลันหยางก็ไม่มีทางที่จะนั่งอยู่เฉยๆ ได้หนิวเถียจู้เริ่มโทรศัพท์หารายชื่อเด็กสาวที่เหลือจากการคัดเลือกให้กับสถานรับรองของรัฐบาลต้องยอมรับว่าหมี่หลันเยว่และพวกคาดการณ์กันไว้ได้แม่นยำถึงแปดเก้าส่วนพอเจิ้งซวี่เหยาได้เห็นรายชื่อในที่สุดก็แทบจะต้องยกมือไหว้

            "พี่เถียจู้ เป็นไปได้ด้วยดีไหมคะ?"

            หมี่หลันเยว่ออกไปวิ่งเต้นข้างนอกมาทั้งวันแม้จะรู้สึกเมื่อยล้า แต่ก็ยังถามถึงผลงานของหนิวเถียจู้ที่ทำอยู่ที่บ้านก่อนนี่มันเรื่องหน้าตาของอาจารย์เจิ้งเลยนะไม่อย่างนั้นใครจะยอมส่งข้อมูลของเด็กสาวออกมาให้ถ้าไม่มีผลงานอะไรเลยก็เสียดายแย่

            "ก็พอได้ ฉันโทรไปแค่สิบคนแรกมีแปดคนที่ตกลงจะมาพบ ฉันเลยไม่ได้โทรเยอะกว่านั้นถ้าอย่างนั้นคราวหน้าตอนที่เราเปิดร้านอีกค่อยหาคนมาเพิ่มดีไหมถ้าคราวนี้ติดต่อทั้งหมดไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้งานพวกเธอฉันว่าคราวหน้าคงเชิญตัวลำบากแน่ๆ เพราะแต่ละคนก็ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งนั้นพลาดไปก็น่าเสียดาย"

            หมี่หลันเยว่เองก็คิดแบบนั้นแต่เธอก็รู้ว่ากว่าจะได้เปิดร้านอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เพราะที่นี่คือปักกิ่ง ไม่ได้ง่ายเหมือนบ้านเกิดของเธอถึงตอนนั้นจะยังติดต่อคนเหล่านี้ได้อยู่หรือเปล่าก็เป็นปัญหาอีกเรื่องแต่เรื่องในอนาคตค่อยว่ากันทีหลัง เอาเป็นว่าผ่านไปทีละด่านก่อนแล้วกัน

            "มีตั้งแปดคนก็ดีแล้ววันนี้ได้เจอกี่คนคะ?"

            สิ่งที่หมี่หลันเยว่ต้องการตอนนี้คือประสิทธิภาพเธอจึงกำชับพี่เถียจู้ไว้ตั้งแต่ตอนที่กำลังจะออกจากบ้านแล้วว่าถ้าเจอกันได้เร็วก็ให้เจอกันเร็วๆ พยายามหาคนให้ได้เร็วๆ หน่อยไม่อย่างนั้นระยะเวลาฝึกอบรมมันจะสั้นเกินไป

            "ฉันโทรศัพท์ตอนเช้าตอนบ่ายนัดไว้สองคน รู้สึกว่าใช้ได้เลย พรุ่งนี้ก็นัดไว้อีกหกคน เช้าสามคนบ่ายสามคน ถ้าหาคนได้แล้ว ก็จะเริ่มฝึกตั้งแต่วันมะรืน การฝึกอบรมพนักงานขายสิบวันก็พอแล้ว ยิ่งคนพวกนี้เก่งๆ อยู่แล้ว ฉันเลยมั่นใจ"

            พอได้ยินพี่เถียจู้พูดว่ามั่นใจเรื่องนี้ก็ดูเข้าท่าขึ้นมาทันทีหนิวเถียจู้ดูภายนอกเหมือนหนุ่มน้อยที่ฉลาดเฉลียวและอ่อนโยนแต่เวลาทำงานกลับสุขุมรอบคอบและใจกว้าง ปกติไม่ค่อยอยากพูดแต่พอพูดถึงความรู้เฉพาะทางด้านการขายแล้ว แทบจะหาคู่ต่อสู้ไม่ได้

            ในความรู้สึกของหมี่หลันเยว่หนิวเถียจู้เหมือนยอดฝีมือในตำนาน พวกที่ไม่ค่อยแสดงออกอะไรแต่พอถึงคราวที่ต้องลงสนามเมื่อไหร่ ก็จะใส่เต็มสูบ ใครไม่ยอมก็จัดการให้หมดไม่มีถอย ไม่มีลังเล หมี่หลันเยว่รู้สึกว่าหนิวเถียจู้มีมาดของยอดฝีมือมากๆ

            "ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง?"

            วันนี้หมี่หลันเยว่ออกไปดูเครื่องจักรเครื่องเย็บผ้า เครื่องโพ้ง เรียกได้ว่าตระเวนไปทั่วร้านค้าใหญ่ๆ ในปักกิ่งเธอต้องเปรียบเทียบราคา เปรียบเทียบคุณภาพแถมยังคุยกับผู้จัดการของแต่ละที่เรื่องราคา เพราะหากซื้อเป็นจำนวนมากเธอต้องพยายามทำให้รู้ข้อมูลทุกอย่าง

            "เปรียบเทียบราคากับคุณภาพหมดแล้วฉันเลือกที่ถูกใจไว้สองที่ แต่ฉันยังอยากดูอีกว่าจะติดต่อโรงงานได้ไหมแล้วดูว่าโรงงานจะขายให้เราในราคาขายส่งได้หรือเปล่า"

            นี่คือสิ่งที่หมี่หลันเยว่คิดมานานแล้วเพราะเธอต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

            ตอนอยู่ที่ซวงเฉิงเธอก็เคยคิดแบบนี้แล้วแต่ที่นั่นมันอยู่ห่างไกลเกินไป ติดต่อโรงงานเย็บผ้าไม่ได้แถมสถานีค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดที่นั่นก็ให้ราคาที่สมเหตุสมผลเธอเลยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ที่ปักกิ่งนี่เธอหาเจอแต่ร้านค้าปลีกไม่มีสถานีค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดแบบที่ซวงเฉิง ราคาก็เลยค่อนข้างสูง

            แต่เหตุผลที่ไม่มีสถานีค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดก็เพราะที่นี่มีจุดจำหน่ายของแต่ละโรงงานอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นเมืองหลวงใครที่ทำธุรกิจใหญ่หน่อยก็มักจะมาเปิดสาขาที่ปักกิ่งเพื่อประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าของโรงงานตัวเองสิ่งนี้ก็อำนวยความสะดวกให้กับคนอย่างหมี่หลันเยว่แต่เธอยังหาที่อยู่ของฝ่ายขายของโรงงานเย็บผ้าไม่เจอเท่านั้นเองต้องยอมรับว่าไม่มีอินเทอร์เน็ตนี่มันไม่สะดวกจริงๆ

            "อย่างนั้นเหรอลองถามคุณป้าดูไหมว่าคุณป้ารู้หรือเปล่า?"

            ในใจของทุกคน แม่เจิ้งก็เหมือนสารานุกรมมีอะไรที่ไม่เข้าใจก็ให้ไปถามแม่เจิ้งแทบจะแก้ปัญหาได้หมด

            "ถามไปแล้วค่ะคุณป้าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่ได้สนใจเรื่องนี้ บอกว่าจะช่วยสืบๆ ให้สองวันนี้ น่าจะมีข่าวค่ะ"

            หมี่หลันเยว่ค่อนข้างมั่นใจในเครือข่ายของแม่เจิ้งตราบใดที่เปรียบเทียบส่วนต่างของราคากับบริการหลังการขายได้ก็จะสั่งเครื่องจักรได้เลย

            "ไม่รู้ว่าทางหลันหยางเป็นยังไงบ้างในบรรดาพวกเรา งานของเขาคงจะยากที่สุดแล้ว"

            หนิวเถียจู้ค่อนข้างกังวลกับงานที่มอบหมายให้หมี่หลันหยาง

            "ช่วยไม่ได้ พวกเราแบ่งคนไปไม่ได้จะให้เขาไปรับสมัครคนงานในโรงงานก็ลำบากเขาจริงๆ พื้นเพก็ไม่รู้จักกันคงจะตกลงกันได้ยาก แต่ต่อไปเราก็ต้องมีคนดูแลด้านบุคคลโดยเฉพาะให้พี่ชายลองฝึกฝนไปก่อน ตอนนี้พวกเราหาคนงานก็ต้องช่วยกันทำทุกคน"

            "ต่อไปก็ให้พี่ชายดูแลด้านนี้ไปเลยแม้ว่าตอนแรกจะยากหน่อย ก็ถือว่าเป็นการฝึกฝนแล้วกันแต่มีอาจารย์เจิ้งคอยตามไปด้วย คงไม่มีปัญหาอะไร อย่างน้อยก็คงไม่มีอันตราย"

            เพราะงานของหมี่หลันหยางมันยากที่สุดเจิ้งซวี่เหยาอยากจะช่วย หมี่หลันเยว่ก็เลยส่งเขาไปให้หมี่หลันหยาง

            "ฉันกลับมาแล้ว"

            พอได้ยินเสียงพี่ชายหมี่หลันเยว่ก็พุ่งเข้าไปกอดทันที แม้ปากจะบอกว่าให้พี่ชายฝึกฝนแต่ในใจก็เป็นห่วงมากๆเรื่องรับสมัครคนงานหญิงไม่ใช่เรื่องที่พี่ชายคุ้นเคยอยู่แล้วแถมยังอยู่ในเมืองปักกิ่งที่ไม่คุ้นเคย เธอจะไม่เป็นห่วงได้ยังไง

            "ดูสิ ยังเป็นห่วงอีกมีฉันอยู่ทั้งคน"

            พอเห็นหมี่หลันเยว่พุ่งเข้าไปกอดหมี่หลันหยางเจิ้งซวี่เหยาก็รู้สึกหึงหวงขึ้นมาเล็กน้อยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หมี่หลันเยว่ถึงจะทำกับเขาแบบที่ทำกับหมี่หลันหยาง

            เขาจะต้องทุ่มเทมากแค่ไหนถึงจะได้รับความไว้วางใจและความห่วงใยแบบนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะทำให้ยัยหนูไม่มีความรู้สึกแปลกหน้าและไม่ระแวงเขาอีกเลยเจิ้งซวี่เหยายื่นมือไปขยี้ศีรษะเล็กๆ ที่อยู่ในอ้อมกอดของหมี่หลันหยางดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและอ่อนโยน

            "ฉันไม่ได้เป็นห่วงมีอาจารย์อยู่กับพี่ชาย ฉันจะมีอะไรต้องไม่สบายใจอีกล่ะคะแค่ว่าปกติอยู่กับพี่ชายตลอด พอปล่อยให้ออกไปคนเดียวก็เลยไม่ค่อยชิน"

            หมี่หลันเยว่ไม่กล้าพูดความกังวลของตัวเองออกมากลัวว่าเจิ้งซวี่เหยาจะคิดมาก

            “เธอไม่บอกเรื่องอะไรกับฉันเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเธอน่ะ ฉันจะดูไม่ออกเหรอเป็นห่วงพี่ชายตัวเองมันไม่ใช่เรื่องน่าอายสักหน่อยกับฉันยังมีอะไรที่พูดไม่ได้อีก”    

            เจิ้งซวี่เหยาลดมือที่ขยี้ผมของหมี่หลันเยว่ลงแล้วไปนั่งที่โซฟา แต่ก็ยังแตะนิ้วมือเบาๆปล่อยให้ความรู้สึกที่ได้สัมผัสเส้นผมยังคงติดอยู่ปลายนิ้ว

            "ฉันไม่ได้เป็นห่วงจริงๆ ค่ะอาจารย์เจิ้ง ฉันเชื่อใจอาจารย์ ถ้าอาจารย์เป็นคนออกหน้าเองก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่สำเร็จหรอก ที่จริงงานนี้อาจารย์ทำทั้งหมดพี่ชายฉันวันนี้เป็นแค่ตัวประกอบ มีอาจารย์อยู่แล้วก็สำเร็จได้ง่ายๆอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ?"

            คำเยินยอของหมี่หลันเยว่นี่...ไม่มีลังเลเลยสักนิดแถมยังไม่รู้สึกเขินอายสักหน่อย กลับทำให้เจิ้งซวี่เหยาเขินขึ้นมานิดๆ

            "หลันเยว่ เธอไปเรียนวิชานี้มาจากไหน?"

            หมี่หลันเยว่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินที่เจิ้งซวี่เหยาพูดตอนนี้การโต้ตอบคารมกับเจิ้งซวี่เหยาเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

            "พี่คะ พี่ก็นั่งสิมาดื่มน้ำเย็นให้ชื่นใจก่อน"

            พอเห็นน้ำเย็นที่หมี่หลันเยว่ยื่นให้หมี่หลันหยางดวงตาของเจิ้งซวี่เหยาก็แทบจะหลุดออกมาจากเบ้าแล้วถ้าไม่ใช่เพราะมีคนยัดแก้วใส่มือให้ทันทีเขาก็คงจะแย่งแก้วมาจากหมี่หลันหยางไปแล้ว

            "นี่ค่ะอาจารย์เจิ้งก็ดื่มให้ชื่นใจด้วย"

            คราวนี้ถึงจะพอใจเจิ้งซวี่เหยาดื่มไปอึกใหญ่ รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเครื่องดื่มที่หลันเยว่ยื่นให้มันอร่อยกว่าของคนอื่น ดับกระหายได้ดีกว่าต้องยอมรับว่าสำนวน ‘ถ้ารักบ้านก็ต้องรักอีกาที่อยู่บนหลังคาด้วย[1]’ คนที่คิดค้นคำนี้ขึ้นมานี่เก่งจริงๆรักใคร ก็จะรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนนั้นมันดีไปหมด

            "ตอนนี้บอกฉันได้หรือยังว่าวันนี้มีผลลัพธ์อะไรที่ทำให้ฉันดีใจบ้างไหม?"

            หมี่หลันเยว่ไม่ได้คาดหวังว่าวันนี้ทั้งสองคนจะรับสมัครคนงานได้เพราะการรับสมัครคนงานมันไม่เหมือนกับการซื้อเครื่องจักร เพราะต้องรับสมัครคนเป็นๆจะรับสมัครคนที่ทำงานดี ฝีมือไม่แย่ แถมยังไว้ใจกันได้ด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่าย

            "วันนี้ยังไม่มีอะไรเลยท่าทางจะต้องออกไปเดินดูอีกสองวัน วันนี้ฉันไปกับหลันหยางเดินดูตลาดแรงงานชั่วคราวหลายที่ ไม่เจอคนเก่งๆ เลยสักคนแถมที่นั่นมันวุ่นวายเกินไป แม้ว่าจะมีคนบอกว่าทำงานเป็น ฉันก็ไม่ค่อยเชื่อใจ"

            หมี่หลันหยางรีบพยักหน้าเห็นด้วย

            "ใช่แล้ว พอพี่กับอาจารย์เจิ้งเข้าไปก็มีคนมารุม ทั้งดึงทั้งลาก แล้วพอเราบอกว่าอยากจะรับสมัครคนแบบไหนพวกเขาก็สบถด่าแล้วก็แตกฮือกันไปหมด พี่ล่ะห่วงเรื่องคุณภาพของคนพวกนั้นจริงๆ"

            ใช่แล้วการหาคนงานแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้มันไม่ค่อยน่าเชื่อถือตอนนี้ก็ไม่มีตลาดแรงงานที่เป็นทางการ ต่อให้มี ก็คงไม่มีคนที่ทำเสื้อผ้าเก่งๆหลายสิบคนในทีเดียว ท่าทางจะต้องเปลี่ยนความคิด หาดูว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี

            "แต่ว่าตอนที่พี่กับอาจารย์เจิ้งเดินเล่นกันวันนี้ผ่านโรงงานทอผ้าที่หนึ่ง อาจารย์เจิ้งก็บอกว่าให้ลองเข้าไปดูเผื่อเราจะซื้อผ้าจากโรงงานได้โดยตรง ก็จะประหยัดเงินทุนไปได้เยอะเลย"

            ดวงตาของหมี่หลันเยว่เป็นประกายเธอตั้งใจว่าจะหาโรงงานทอผ้าหลังจากหาโรงงานเย็บผ้าได้แล้วเสียอีกที่ไหนได้พี่ชายกับอาจารย์เจิ้งกลับมาก่อนเธอหนึ่งก้าวเห็นไหมว่าวันนี้พวกเขาไม่ได้เดินเล่นไปเปล่าๆ

            "เข้าไปได้ง่ายๆ เหรอโรงงานแบบนั้นน่าจะมีการจัดการที่เข้มงวดไม่ใช่เหรอคะ?"

            แม้ว่าจะตื่นเต้นแต่หมี่หลันเยว่ก็ไม่ได้เสียสติ

            "เข้าไปไม่ได้ง่ายๆ หรอกแต่อาจารย์เจิ้งอ้างชื่อคุณป้าเจิ้ง เราก็เลยเข้าไปได้"

            หมี่หลันเยว่รีบหันไปขอบคุณเจิ้งซวี่เหยาเจิ้งซวี่เหยาไม่ต้องการคำขอบคุณแบบนี้จากหมี่หลันเยว่แต่พอเห็นเธอมีความสุขเพราะเขาช่วยเธอได้ เขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย

            "แล้วดูลายผ้าของพวกเขาเป็นยังไงเหมาะกับเสื้อผ้าของเราไหม?"

            เพราะทำธุรกิจเสื้อผ้ามาหลายปีแล้วหลายคนก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับผ้าและอุปกรณ์ตัดเย็บเป็นอย่างดี

            "ก็พอใช้ได้แต่พี่ว่าเราต้องหาอีกหลายที่ โรงงานที่ปักกิ่งแบ่งงานกันละเอียดมากโรงงานที่เราเห็นวันนี้ก็เป็นโรงงานที่ทำผ้าโพลีเอสเตอร์โดยเฉพาะถ้าอยากได้ผ้าฝ้าย หรือผ้าไนลอน ก็ต้องหาโรงงานอื่นอีก"

            ตราบใดที่มีเบาะแสก็ใช้ได้แล้วสิ่งสำคัญคือหาทิศทางที่ถูกต้อง ถึงวันนี้ทุกคนจะยุ่งวุ่นวายกันไปแต่ก็ประสบความสำเร็จมาบ้างไม่มากก็น้อยพอเห็นเฉียนหย่งจิ้นกับหลินเผิงเฟยเดินเข้ามาด้วยสภาพที่เหนื่อยล้าหมี่หลันเยว่ก็รู้สึกใจหาย นี่คือการเริ่มต้นธุรกิจอีกช่วงหนึ่งของเธอทุกอย่างกำลังถูกบุกเบิกอย่างยากลำบากส่วนคนเหล่านี้ที่ทำงานอย่างหนักก็คือสหายร่วมรบของเธอ

            เชิงอรรถ 

            [1] ถ้ารักบ้านก็ต้องรักอีกาที่อยู่บนหลังคาด้วย (爱屋及乌) หมายถึงถ้ารักใครก็รักคนหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเขาด้วย

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในยุค 70 คุณหนูฟันน้ำนมขอสั่งลุย 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน