หลังจากที่ขบวนเดินทางได้ออกจากความคุ้มครองอันแข็งแกร่งของด่านถงกวนแล้ว บรรยากาศของการเดินทางก็พลันเปลี่ยนไปในทันที
ความรู้สึกปลอดภัยที่เคยมีได้เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและเปราะบางกลางธรรมขาติอันยิ่งใหญ่ ถนนหลวงที่เคยราบเรียบ บัดนี้ได้กลายเป็เส้นทางหินอันขรุขระและคับแคบที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขาอันสูงชัน...เบื้องหนึ่งคือหน้าผาหินที่สูงตระหง่าน...ส่วนอีกเบื้องหนึ่งคือหุบเหวที่ลึกจนน่าหวาดเสียว
อู๋อิ่งผู้เป็องครักษ์ เพิ่มความระแวดระวังขึ้นเป็ทวีคูณ เขากระชับบังเหียนอาชาสีนิลให้เดินชิดรถม้าของเซี่ยหยางมากยิ่งขึ้น ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองไปทั่วทุกซอกทุกมุม...ั้แ่ยอดไม้ที่ไหวเอนบนยอดผา...ไปจนถึงเงาไม้ทึบในหุบเหวเบื้องล่าง...ทุกประสาทััของเขาตื่นตัวจนถึงขีดสุด
บรรยากาศภายในรถม้าเองก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน เสี่ยวชุ่ยถึงกับต้องนั่งตัวเกร็ง สองมือกำชายเสื้อของตนเองไว้แน่นทุกครั้งที่ล้อรถม้าบดเบียดไปบนขอบทางที่น่าหวาดเสียว ส่วนซูเหวินจื่อนั้น แม้จะคุ้นเคยกับเส้นทางทหาร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเป็กังวล
มีเพียงเซี่ยหยางเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่ง...ทว่าในใจของเสิ่นอี้นั้นกลับไม่ได้สงบเลยแม้แต่น้อย นางกำลังใช้สายตาของคนยุคใหม่วิเคราะห์สภาพภูมิประเทศเบื้องหน้า...‘เส้นทางเช่นนี้...ช่างเหมาะแก่การซุ่มโจมตีเสียจริง’
และแล้ว...ในขณะที่รถม้าสัมภาระที่ขับตามหลังมา กำลังจะเลี้ยวผ่านโค้งที่คับแคบที่สุดโค้งหนึ่งนั่นเอง!
แคร่ก! แกร๊!!!!
เสียงประหลาดที่ดังราวกับกระดูกสันหลังของอสูรกายกำลังจะแหลกหักดังลั่นขึ้น! ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกของอาหู่และอากัง!
“เฮ้ย! ระวัง!” “รถม้า! เพลารถม้ามันหัก!”
ฮี้.!!!
เสียงร้องโหยหวนของอาชาที่กำลังตื่นตระหนกลั่นขึ้นพร้อมกับภาพอันน่าสยดสยอง! รถม้าสัมภาระที่เพิ่งจะหักเลี้ยวโค้ง เกิดเสียหลักอย่างรุนแรง! ตัวรถเอียงกระเท่เร่ ก่อนที่ล้อรถด้านที่ติดกับเหวจะพลันทรุดฮวบลง!
ร่างของอาหู่และอากังกระเด็นออกจากที่นั่งคนขับ ร่วงหล่นลงมากองกับพื้นถนนอย่างแรง ในขณะที่รถม้าทั้งคัน...พร้อมด้วยสัมภาระอันล้ำค่าทั้งหมด...ได้เอียงวูบ...แล้วค่อยๆ พลิกคว่ำ...ไถลลงไปตามไหล่เขาที่ลาดชันเบื้องล่าง!
โครม! เคร้ง! ปัง!
เสียงไม้ที่แตกหักและเสียงโลหะที่กระทบกับก้อนหินดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหุบเขา! รถม้ากลิ้งหลุนๆ ลงไปหลายตลบ ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ในสภาพที่แหลกยับเยินอยู่เบื้องล่าง...หีบสัมภาระน้อยใหญ่แตกกระจาย ข้าวของที่อยู่ภายในกระเด็นกระดอนออกมาเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ
ขบวนเดินทางทั้งหมดหยุดชะงักงันในทันที!
“เร็วเข้า! ไปดูอาหู่กับอากัง!” ซูเหวินจื่อะโสั่งอย่างรวดเร็ว เขาและอู๋อิ่งรีบะโลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเข้าไปดูอาการของบ่าวชายทั้งสองทันที
โชคยังดี...ที่ทั้งสองมีเพียงรอยฟกช้ำและถลอกไปบ้างเท่านั้น ไม่มีผู้ใดได้รับาเ็สาหัส
แต่เมื่อทุกคนหันไปมองซากรถม้าที่นอนแหลกละเอียดอยู่เบื้องล่าง...หัวใจของทุกคนก็พลันร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม...
เสิ่นอี้ก้าวลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้า...นางเดินไปที่ขอบทาง...ทอดสายตามองลงไปยังซากปรักหักพังเบื้องล่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่า...
ซูเหวินจื่อและอู๋อิ่งรีบปีนลงไปสำรวจความเสียหายอย่างรวดเร็ว แต่ยิ่งสำรวจ...สีหน้าของพวกเขาก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อยๆ
“เสี่ยวหยาง...” ซูเหวินจื่อะโกลับขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง “...สัมภาระทั้งหมด...เสียหายจนหมดสิ้นแล้ว!”
ภาพที่ยืนยันคำพูดของเขาก็คือ...เศษกระเบื้องแตกละเอียดของเครื่องชาชั้นเลิศ...ม้วนตำราที่ขาดวิ่น...และที่เลวร้ายที่สุด...
ซากของกล่องผ้าไหมเนื้อดีสองใบที่บัดนี้แตกอ้าออก...เผยให้เห็น...เศษซากของแท่นฝนหมึกม่วงต้วนที่แหลกเป็ผง...และขวดน้ำมันหอมจากเปอร์เซียที่แตกละเอียด...ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ...เป็กลิ่นหอมที่บัดนี้...ช่างน่าเย้ยหยันและเ็ปยิ่งนัก...
แผนการทั้งหมด...พังพินาศลงในพริบตา!
เสี่ยวชุ่ยถึงกับทรุดกายลงร่ำไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจและสิ้นหวัง
แต่เซี่ยหยางกลับยังคงยืนนิ่ง...นางไม่ได้ร้องไห้...ไม่ได้โวยวาย...นางเพียงแค่เดินกลับไปยังจุดที่เพลารถม้าหัก...แล้วย่อตัวลงไปพิจารณา “รอยแตก” นั้นอย่างเงียบเชียบ...
รอยแตกนั้น...มันเรียบกริบและดูใหม่เกินไป...มันไม่ใช่รอยแตกที่เกิดจากการใช้งานมานาน...แต่มันคือรอยแตกที่เกิดจาก...การบากทำลายอย่างจงใจ!
‘นี่ไม่ใช่...อุบัติเหตุ..!!’
ความคิดนั้นทำให้เืในกายของเสิ่นอี้เย็นเยียบ...นางกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด...
นางไม่จำเป็ต้องมีหลักฐานใดๆ อีกแล้ว...นางรู้ในทันที...ว่าทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของผู้ใด...
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ทอดสายตามองย้อนกลับไปในทิศทางของนครฉางอัน...แววตาที่เคยอบอุ่นและขี้เล่น บัดนี้กลับเยือกเย็นและแข็งกร้าวราวกับคมดาบน้ำแข็ง...
ของขวัญพังพินาศ...ภารกิจล้มเหลว...และเวลา...ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ปรานี...
…..
รัตติกาลเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมขุนเขาอย่างเชื่องช้า...
บนเส้นทางอันเปลี่ยวร้างกลางหุบเขา บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสิ้นหวังและความเงียบงันที่น่าอึดอัดใจ ซากรถม้าสัมภาระที่แหลกยับเยินอยู่เบื้องล่าง เปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานแห่งความพ่ายแพ้ของพวกเขาในครั้งนี้
ซูเหวินจื่อเดินวนไปวนมาด้วยความเดือดดาล สองมือกำแน่นจนสั่นเทา “สารเลว! เ้าหลี่เจี๋ยมันต้องเป็คนทำแน่ๆ! ข้าจะกลับไปฉีกเนื้อมันเป็ชิ้นๆ!” เขาคำรามออกมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้นโทสะไว้ได้
ส่วนเสี่ยวชุ่ยนั้น...นางทรุดกายนั่งลงบนก้อนหินข้างทาง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบสองแก้มอย่างเงียบเชียบ “จบสิ้นแล้ว...” นางพึมพำกับตนเอง “ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว...คุณชายจะทูลตอบท่านเสนาบดีว่าอย่างไรดี...ฮือๆๆ”
ท่ามกลางความโกลาหลและสิ้นหวังนั้น...มีเพียงร่างระหงในอาภรณ์สีครามเพียงผู้เดียวที่ยังคงยืนสงบนิ่ง
เซี่ยหยางยืนอยู่ที่ขอบทาง...เขาไม่ได้มองลงไปยังซากปรักหักพังเบื้องล่าง...แต่กลับทอดสายตาไปยังเส้นทางเบื้องหน้า...ในทิศทางที่จะมุ่งสู่ลั่วหยาง...
หลังจากความตกตะลึงในคราแรกผ่านพ้นไป...จิตใจของเสิ่นอี้ก็กลับมาเยือกเย็นและเฉียบคมยิ่งกว่าที่เคยเป็มา...นางรู้ดีว่าความโกรธแค้นและความเสียใจนั้นมิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้...ในวิกฤตเช่นนี้...สิ่งที่จำเป็ที่สุดคือ "สติ"
นางค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ติดตามที่กำลังใจสลายของนาง...
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้น...ไม่ได้ดัง...แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจและความหนักแน่นที่สามารถหยุดทุกความเคลื่อนไหวและสะกดทุกสายตาให้หันมามองที่นางเป็ตาเดียวกัน
“ข้ารู้...ว่าทุกคนกำลังสิ้นหวัง”
เขาเริ่มต้นประโยคแรกอย่างเรียบง่าย แต่กลับทำให้ซูเหวินจื่อที่กำลังเดือดดาลต้องหยุดชะงัก และทำให้เสี่ยวชุ่ยที่กำลังร้องไห้ต้องเงยหน้าขึ้นมามอง
“แต่พวกท่านมองไม่เห็นหรือ?” เขาเอ่ยต่อพลางกวาดสายตามองทุกคนช้าๆ “นี่หาใช่หายนะไม่...แต่มันคือ ‘สาส์น’ จาก์ต่างหาก!”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ
เซี่ยหยางแย้มยิ้มบางๆ...เป็รอยยิ้มที่เยือกเย็นแต่กลับเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอย่างน่าประหลาด
“ในเมื่อ์ (หรือใครก็ตาม)...ได้ทำลายของขวัญที่หาซื้อได้ด้วยเงินตรา...เช่นนั้น...ข้าก็จะแสวงหาของขวัญ...ที่เงินตรามิอาจซื้อหามาได้...มาเป็เครื่องพิสูจน์ความจริงใจของข้าแทน!”
คำประกาศนั้น...ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของทุกคน! มันปลุกไล่ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวให้มลายหายไปสิ้น!
“เสี่ยวหยาง...เ้าหมายความว่าอย่างไร?” ซูเหวินจื่อเอ่ยถามขึ้นเป็คนแรก
เซี่ยหยางเดินกลับมาที่รถม้าประธานด้วยท่วงท่าที่สง่างามดังเดิม “ข้าหมายความว่า...เราจะเดินทางต่อไปยังเขาซงซาน!”
เขาหันมาเผชิญหน้ากับทุกคนอีกครั้ง แววตาเปล่งประกายเจิดจ้าภายใต้แสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมา
“แต่เดิม...ข้าตั้งใจจะนำแท่นฝนหมึกไปขอให้ท่านปรมาจารย์หลินจรดพู่กันให้ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้แก่มัน...แต่บัดนี้...เมื่อแท่นฝนหมึกนั้นได้แหลกสลายไปแล้ว...ข้าก็ได้ค้นพบหนทางที่ดีกว่า”
“ข้าจะไปที่นั่น...ไม่ใช่ในฐานะ ‘ผู้มาขอ’ อีกต่อไป...แต่ในฐานะ ‘ผู้มาขอพิสูจน์ตน’!”
“ข้าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้...ใช้สติปัญญาและทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามี...เพื่อทำให้ท่านปรมาจารย์หลินยอมรับในตัวข้าให้จงได้...และของขวัญที่ข้าจะนำกลับไป...ก็คือ ‘ลายมือพู่กัน’ ของท่านปรมาจารย์...ที่ท่านจะ ‘เมตตา’ มอบให้แก่ข้าด้วยความเต็มใจ!”
ปณิธานอันยิ่งใหญ่นั้นทำให้ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก!
น้ำตาบนใบหน้าของเสี่ยวชุ่ยแห้งเหือดไปแล้ว...ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและชื่นชมอย่างสุดหัวใจ!
ส่วนซูเหวินจื่อนั้น...โทสะของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็ความตื่นเต้นและนับถืออย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน! สหายของเขาผู้นี้...ช่างน่าทึ่งเกินไปแล้ว!
“ดี! เอาตามนี้!” เขากล่าวอย่างแข็งขัน “ข้าจะร่วมทางไปกับเ้าจนถึงที่สุด!”
เซี่ยหยางพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสั่งการบ่าวชายทั้งสอง “อาหู่ อากัง...พวกเ้าาเ็เล็กน้อย...จงขึ้นมาพักผ่อนในรถม้าประธานกับเสี่ยวชุ่ย ส่วนซากรถม้าและสัมภาระที่เสียหาย...ก็จงทิ้งมันไว้ที่นี่เถิด...มันไม่มีค่าอันใดให้เราต้องเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว”
ขบวนเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งภายใต้แสงจันทร์อันนวลใย...แม้จะสูญสิ้นซึ่งทรัพย์สิน...แต่กลับเปี่ยมไปด้วย "เป้าหมาย" ที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่กว่าเดิม...
วิกฤตได้แปรเปลี่ยนเป็โอกาสในการพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของ "พญาหงส์" โดยสมบูรณ์...