เขากล่าวอำลาผู้าุโสี่ขณะกำลังจะหันหลังจากไปก็บังเอิญเห็นร่องรอยบางอย่างบนร่างของผู้าุโสี่ส่งผลให้สีหน้าของเย่หยางเปลี่ยนไปในฉับพลัน
ก่อนเย่หยางคนเดิมจะเสียชีวิตเขาพบเห็นรองเท้าคู่หนึ่ง บนรองเท้ามีร่องรอยของการถูกไฟไหม้แต่ก็เห็นเพียงเท่านั้นไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของผู้สวมใส่รองเท้าที่ทำให้เขาหมดสติไปได้ทว่าถึงจะสิ้นชีวิตไปแล้วแต่ก็ยังจดจำร่องรอยไฟไหม้บนรองเท้าได้ดีภาพดังกล่าวยังคงตราตรึงอยู่ในใจ
ขณะผู้าุโคนสี่เห็นเย่หยางกล่าวคำอำลาก็สังเกตว่าเย่หยางจ้องมองไปที่รองเท้าของตนอย่างไม่วางตาจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสับสนขึ้นว่า "มีอะไรหรือไม่ อยากจะถามอันใดเพิ่มเติมรึ"
เมื่อเย่หยางได้ยินคำถามของผู้าุโสี่เขาก็รีบปิดบังจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากดวงตาเปลี่ยนเป็สายตาประหลาดใจก่อนอุทานขึ้นว่า "ท่านผู้าุโสี่รองเท้าของท่านช่างวิเศษยิ่งนักหากให้ข้าเดาคงทำมาจากหนังของสัตว์อสูรระดับสอง”
“ฮ่าๆ…สายตาของเ้าช่างเฉียบแหลมรองเท้าคู่นี้ทำมาจากหนังของหมาป่าเพลิงชาดสัตว์อสูรระดับสองข้าได้รับมันตอนเลื่อนขั้นเป็จอมยุทธ์เมื่อสามปีที่แล้ว ในตอนนั้นข้าได้รวมตัวล่าหมาป่าเพลิงชาดกับผู้าุโสามข้าชื่นชอบหนังของมันมาก จึงขอให้ช่างฝีมือเอาหนังของมันมาทำรองเท้าคู่นี้เพื่อเป็ของที่ระลึกให้แก่ตัวข้า”
คำกล่าวของผู้าุโสี่ดูราบเรียบไร้ซึ่งพิรุธอีกทั้งแววตาของเขายังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจนั่นเพราะการที่คนสองคนสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับสองได้นั้นถือเป็เื่เยี่ยมยอดอย่างมาก
ความแข็งแกร่งของหมาป่าเพลิงชาดนั้นเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเดียวกันมากโขหากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาหาญกล้าติดตามไล่ล่าหมาป่าเพลิงชาดต่อให้อยู่กันเป็กลุ่มก้อนมีสมาชิกสามหรือห้าคน หรือต่อให้มากถึงเจ็ดแปดคนยังเป็เื่ยากยิ่งที่คนสองคนจะหาญกล้าไล่ล่าสัตว์อสูรระดับเดียวกันได้จึงนับเป็เื่น่าภาคภูมิใจอย่างแท้จริง
หลังจากทุกคนได้ยินว่าผู้าุโสี่ออกไปไล่ล่าสัตว์อสูรระดับสองกันเพียงแค่สองคนต่างก็พากันประหลาดใจจ้องมองไปที่รองเท้าหนังอย่างสงสัย
ทุกคนต่างเพ่งความสนใจไปที่ผู้าุโสี่ส่วนเย่เฟิงก็หลงลืมความทุกข์ใจของตนก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้นเขาชี้ไปที่รองเท้าของผู้าุโสี่พลางถามอย่างสงสัยขึ้นว่า "ท่านผู้าุโ ไฉนบนรองเท้าถึงมีรอยไหม้"
เมื่อได้ยินเย่เฟิงถามเื่ที่ตนเองอยากรู้เช่นกันเย่หยางก็แอบชื่นชมในใจ "เสี่ยวเฟิงเก่งมาก" เขาแสร้งทำเนียนเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆมองผู้าุโสี่ด้วยความฉงน
ผู้าุโสี่นั่งลงถอดรองเท้าออก เขาชี้ไปยังร่องรอยดังกล่าวแล้วเล่าให้ฟังว่า "มันเป็รอยแผลเป็ที่เกิดจากการไล่ล่าหมาป่าเพลิงชาดเพราะปราณแท้ของข้ามีคุณสมบัติเป็ธาตุไฟข้าจึงสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่มันได้"
“อืม…” เย่หยางยืนยันกับตัวเองแล้วว่านี่คือคำตอบที่เขาอยากรู้ หลังกล่าวอำลาต่อผู้าุโสี่เขาก็เดินออกจากโรงอาหารด้วยสายตาเ็าลงอย่างฉับพลัน
ตอนนี้เย่หยางแน่ใจแล้วว่าผู้ที่ทุบตีเขาจนตายคือผู้าุโสี่รองเท้าคู่นั้นตรงกับความทรงจำของเขาทุกประการ เ้าของรองเท้าก็คือผู้าุโสี่
แต่ยังติดตรงที่ในอดีตเย่หยางเป็เพียงคนไร้ความสามารถไม่มีทางขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์กับผู้มีอำนาจได้ เขาจึงคิดไม่ออกเลยจริงๆว่าเหตุใดถึงต้องถูกสังหาร
หากกล่าวถึงการแย่งชิงอำนาจเย่หยางคนก่อนคือบุคคลที่ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้จึงเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล หลังจากบิดาลงจากตำแหน่งบรรดาผู้าุโจะต้องคัดเลือกผู้นำตระกูลคนใหม่ขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งหมายความว่าตำแหน่งดังกล่าวย่อมไม่เกี่ยวข้องกับเย่หยาง
แต่ถ้ากล่าวถึงเื่ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่ควรให้เอ่ยเช่นกัน ศิษย์สาวกทุกคนของตระกูลเย่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมแม้ว่าเย่หยางจะเป็บุตรชายของผู้นำตระกูล แต่เขาก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆปริมาณทรัพยากรก็เท่ากับคนอื่นๆ
ถ้าให้กล่าวสรุปก็คือตัวเขาไม่คู่ควรกับความโลภของผู้อื่นแม้แต่น้อยเช่นนั้นแล้วอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้ผู้าุโสี่ลงมือสังหารเย่หยาง ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
ถึงกระนั้นปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดชะงักถ้าตอนนี้ยังคิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิดสิ่งที่ต้องทำเป็อันดับแรกก็คือฝึกฝนวรยุทธ์ให้หนักขึ้นความแข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญ
หากลางสังหรณ์ของเย่หยางไม่ผิดศัตรูจะต้องเคลื่อนไหวอีกครั้งอย่างแน่นอน เขาจึงต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ไม่เปิดโอกาสให้พวกมันมาโจมตีเขาได้อีก
ไม่กี่วันต่อมาเย่หยางยังคงจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนภายในห้องของตนเองพอหยุดพักก็มุ่งหน้าไปโรงอาหารเพื่อกินอาหารตามปกติทุกวัน่เวลานั้นเหล่าเด็กหนุ่มจะพยายามหลีกเลี่ยงเขา ส่วนเด็กสาวก็เริ่มเข้ามาทักทายพูดคุยกับเขา
ข่าวเื่เย่หยางทุบตีเย่ฉงอย่างรุนแรงในโรงอาหารแพร่กระจายไปทั่วตระกูลเย่ชายผู้มีร่างกายอ่อนแอกลับสามารถะเิพลังรุนแรงออกมาได้มันคือการผสมผสานระหว่างความอ่อนแอกับความแข็งแกร่งทรงพลังภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกันนี้ได้สร้างผลกระทบต่อเหล่าดรุณีแรกแย้มอย่างรุนแรง
เย่หยางจะพูดคุยตอบคำถามอย่างสุภาพกับดรุณีที่เข้ามาทักทายปราศรัยกับเขาเสมอเด็กสาวเหล่านี้รู้สึกประหลาดใจที่นายน้อยแห่งตระกูลเย่ผู้ไร้เอกลักษณ์โดดเด่นก่อนหน้านี้กลับกลายเป็ชายหนุ่มหล่อเหลาทำให้พวกนางแอบตำหนิตนเองที่ไม่เคยสังเกตเห็น
ขณะนี้เด็กสาวรูปงามหลายคนล้อมหน้าล้อมหลังพูดคุยกับเย่หยางหนึ่งในนั้นคือดรุณีที่มีอุณาโลมอยู่กลางระหว่างคิ้วนับเป็หญิงที่งดงามที่สุดในหมู่มวลหญิงสาว คิ้วโก่งดั่งคันศร ปากสีชมพูอมแดงดวงตากลมโต พวงแก้มสีชมพูระเรื่อราวกับลูกท้อทั่วทั้งร่างของนางดูเปล่งประกายเผยเห็นความงดงามตามแบบฉบับดั้งเดิมอันไร้ขอบเขต
หญิงสาวผู้นี้มีนามว่าเย่ชิงเสวียนถึงแม้ตามศักดิ์จะถือว่านางเป็ลูกพี่ลูกน้องกับเย่หยางแต่ความจริงแล้วมีไม่มากนักที่คนในตระกูลจะมีความเกี่ยวข้องกันทางสายโลหิตอีกทั้งยังมีอีกหลายคนที่เปลี่ยนแซ่เป็เย่ในภายหลัง
“เย่หยาง ไฉนก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเ้าเป็สุภาพบุรุษสมชายชาตรีถึงเพียงนี้”
“ใช่ๆวันนั้นเ้าดูน่ากลัวมาก แต่ก็ให้ความรู้สึกถึงความอหังการเช่นกัน”
“ถูกต้องั้แ่วันนั้นก็ทำให้เรารู้จักเ้ามากขึ้น”
เมื่อฟังคำกล่าวของเหล่าหญิงสาวเย่หยางก็แอบทอดถอนใจ ด้วยรู้สึกว่าตนเองกำลังตกอยู่ในฝูงหมาป่าจนอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าหรือมีเพียงบุรุษที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจเช่นนี้?
ขณะไม่รู้ว่าตนเองจะรับมือกับสถานการณ์อย่างไรเย่ชิงเสวียนก็ยิ้มพร้อมกล่าวอย่างแ่เบา “คิกๆ...พวกเ้าอย่าทำให้เย่หยางลำบากใจเลยวันนั้นเขาคงจำใจต้องลงมือจริงๆ เย่ฉงก็ทำเกินไปสมควรแล้วที่ตอนนี้ถูกขังอยู่ในเขาสำนึกตน”
เขาเหลือบมองเย่ชิงเสวียนด้วยความขอบคุณพร้อมยิ้มเอ่ย "เปี่ยวเจี่ย[1]ชิงเสวียนช่างเข้าใจข้ายิ่งหากคนเราไม่คิดข่มเหงผู้อื่นมากจนเกินงาม ข้าก็คงไม่จำเป็ต้องลงมือการที่ข้าเพิกเฉยไม่ได้หมายความว่าข้าอ่อนแอ แต่ถ้ามันมากเกินไปข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้กลับ”
“กะอีแค่ลอบโจมตีได้สำเร็จถึงกลับลืมกำพืดตนเองไปเลยหรือไร กบในก้นบ่อที่พอถูกผู้หญิงรุมล้อมชื่นชมเข้าหน่อยคงจำไม่ได้แล้วกระมังว่าตนเองชื่อแซ่อันใด”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทุกคนต่างหันไปมองทางต้นเสียง พบว่ามาจากคนผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มศิษย์ตระกูลเย่
“เย่อวิ๋นเ้ากำลังจะสื่ออันใดไยต้องมาแทรกแซงการสนทนาของพวกเรา” บทสนทนาอันแสนเพลิดเพลินกลับถูกขัดจังหวะทำให้เหล่าดรุณีไม่สบอารมณ์
“ย่อมดีกว่าพวกที่ชอบทะเลาะกับผู้อื่นทั้งวี่วันอีกอย่างข้าเห็นว่าเย่หยางสงบเงียบกว่าเ้ามาก” หญิงสาวผู้หนึ่งแทรกขึ้นมา
“ถ้าให้ข้าเดา…เ้าคงรู้สึกต่ำต้อยละสิที่ไม่มีผู้ใดสนใจพอมาเห็นเย่หยางเป็ที่ชื่นชมเข้าหน่อยเลยรู้สึกริษยาจึงต้องออกมาอวดตัวเสียหน่อยใช่หรือไม่ เ้าจะไปเล่นที่ไหนก็ไปเถอะ พวกเราไม่มีเวลามาสนทนากับเ้า”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของนางเย่หยางก็รู้สึกว่าสตรีช่างน่ากลัวนัก วาจาสามารถสังหารคนได้โดยไม่ต้องเห็นโลหิตไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดชาติก่อนถึงมีคำกล่าวที่ว่า อย่าไปทะเลาะกับสตรีเพราะเ้าไม่มีทางชนะ
สีหน้าของเย่อวิ๋นแปรเปลี่ยนเป็สีม่วงด้วยความโกรธเกรี้ยวสายตาของเขาจ้องมองทุกคนพลางกล่าวขึ้นว่า "พะ พวกเ้า..."หลังจากคิดอยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจที่จะไม่โต้ตอบกับเหล่าหญิงสาวเขาหันมาบอกกับเย่หยางโดยตรงว่า "เย่หยางหากยังคิดว่าตนเองเป็บุรุษ ก็จงมาประลองกับข้าซะ”
ทันทีที่เย่อวิ๋นกล่าวจบ ก่อนที่เย่หยางจะทันได้ตอบหญิงสาวที่อยู่รอบตัวเขาก็แสดงท่าทางโกรธเคืองเป็อย่างมาก "อะไรนะ! เ้าอยากท้าประลองเย่หยาง? ช่างไร้ยางอายยิ่งนักเ้าอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภา ยังมีหน้ามาท้าสู้กับสามนภาไฉนเ้าไม่หาซื้อเต้าหู้มาสักชิ้นแล้วฆ่ามันให้ตายไปเสียล่ะ”
“เ้าก็ดูเป็ชายอกสามศอกแต่ไม่คาดคิดว่าจะขี้ขลาดถึงขนาดรังแกผู้ที่อ่อนแอ หวาดกลัวผู้แข็งแกร่งเยี่ยงนี้คงคิดว่าการเอาชนะเขามันง่ายกว่าสินะ?”
“ถ้าเ้าอยากจะสู้นักล่ะก็มาสู้กับข้านี่ หากเ้าสามารถเอาชนะข้าได้ข้าจะติดตามเ้าไปตลอดแต่ถ้าเ้าแค่ปรารถนาจะรังแกเย่หยาง ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำแน่!” เย่ชิงเสวียนจ้องเขม็งไปทางเย่อวิ๋นด้วยสีหน้าขุ่นเคืองพร้อมเอ่ยขึ้นอย่างเ็า
เดิมทีหญิงสาวเหล่านี้ไม่มีมิตรภาพหรือสัมพันธ์อันใดกับเย่หยางด้วยเพราะเขามักปิดกั้นตนเองจากผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงพูดคุยสื่อสารกับเขาได้การสนทนาพูดคุยใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาทำให้พวกนางพบว่าเย่หยางเป็คนสุภาพอ่อนโยนเป็อย่างมากสิ่งเหล่านี้ได้กระตุ้นต่อมความเห็นอกเห็นใจของพวกนางอย่างง่ายดาย
“ฮ่าๆเปี่ยวเจี่ยอย่าได้ล้อเล่น ข้าจะกล้าประลองกับท่านได้อย่างไร” เมื่อเห็นเย่ชิงเสวียนออกตัวปกป้องเย่อวิ๋นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว
เย่ชิงเสวียนเป็ผู้ที่มีความสามารถสูงสุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่เมื่ออายุสิบเจ็ดปีนางก็บรรลุระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเก้านภาว่ากันว่านางสามารถควบแน่นลมปราณกลายเป็นักรบได้ทุกเมื่อนักรบอายุเพียงแค่สิบเจ็ดปีนับเป็อัจฉริยะของเมืองปาฮวงแล้ว
เย่อวิ๋นกล่าวขออภัยก่อนจะหันมองเย่หยาง "เย่หยางหากเ้ายังเป็บุรุษอยู่ เช่นนั้นก็จงบอกข้ามาดีๆหากเ้าไม่กล้าสู้ ข้าก็จะไม่บังคับคราวหน้าถ้าเจอพวกเราอีกก็พยายามหลีกหนีไปให้ไกลก็แล้วกัน ฮ่าๆ ๆ ” เหล่าอันธพาลต่างประสานเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ขณะหญิงสาวกำลังจะโต้เถียงกลับเย่หยางก็โบกมือเบาๆ บอกกับเย่อวิ๋นด้วยสีหน้าติดตลกว่า "ข้าไม่รู้ว่าทำไมผู้คนจำนวนมากในตระกูลเย่ถึงชอบเป็สุนัขก่อนหน้านี้ก็มีคนหนึ่งถูกส่งตัวไปสำนึกผิดที่เขาสำนึกตน ดูท่ามีอีกคนอยากจะตามไป"
“จะ…เ้าด่าข้า!? คนไร้การศึกษาเยี่ยงเ้ามีสถานะเป็ถึงบุตรชายของผู้นำตระกูลได้อย่างไร”เย่อวิ๋นตวาดด้วยความขุ่นเคือง
เมื่อเห็นสีหน้าโกรธแค้นของเย่อวิ๋นเย่หยางก็ยิ้มเบาๆ พลางกล่าวติดตลกว่า "ข้าด่าคนเสียที่ไหนข้ากำลังด่าพวกสุนัขต่างหาก ถ้าเอาเ้าไปเปรียบเทียบกับสุนัขก็จะเป็การดูถูกสุนัขเปล่าๆ"คำกล่าวของเย่หยางทำให้เหล่าหญิงสาวต่างะเิเสียงหัวเราะอย่างขบขัน
เย่หยางหาได้สนใจเย่อวิ๋นที่โกรธจนหน้ามืดเขาเดินฝ่าฝูงชนไปหาเย่เฟิง ยืนกอดอกพร้อมกล่าวขึ้นว่า "เ้าคงสนุกอยู่สินะ? ปล่อยให้ผู้อื่นออกหน้าสร้างปัญหาส่วนเ้าก็หลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง?"
เย่เฟิงไม่ตอบโต้เพราะเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าเพียงนั่งดูอยู่เฉยๆ มองเย่หยางพร้อมถามกลับว่า "ข้าไม่เข้าใจที่เ้ากล่าวเ้า้าจะสื่ออันใด"
“ไม่เข้าใจ!? เ้าช่างแกล้งทำไขสือเก่งจริงก็เ้านั่นแหละที่ยุยงเป่าหูเย่ฉงให้มาท้าทายข้า ทุกคนต่างรู้เห็นวันก่อนเ้าสูญเสียสุนัขไปตัวหนึ่ง วันนี้ก็หาตัวใหม่มาแทนงั้นรึ”
เขามองกลับไปทางฝูงชนที่อยู่เื้ัก่อนกล่าวขึ้นว่า "ข้าล่ะเสียใจแทนพวกเ้าจริงๆแต่ละคนล้วนเป็บุรุษอกสามศอกมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเหตุใดถึงได้ยอมเป็สุนัขรับใช้ผู้อื่น พอเห็นพวกเ้าเป็เช่นนี้ข้าก็อดกังวลอนาคตภายภาคหน้าของตระกูลเย่ไม่ได้จริงๆ"
“ส่วนเ้า เย่เฟิงภายนอกแสร้งทำตัวเป็สุภาพบุรุษ ฉลาดเฉลียวในเื่ไม่เป็เื่ทว่าแท้จริงแล้วเอาแต่หดหัว วางอุบายอยู่เื้ั ข้าล่ะรังเกียจคนเช่นเ้ายิ่งนักนอกจากจะใช้อุบายหลอกลวงผู้เยาว์เ่าั้ ยังคิดจะใช้มันทำร้ายผู้อื่นด้วยงั้นหรือน่าขันสิ้นดี สุภาพบุรุษที่แท้จริงต้องมีจิตใจกว้างขวางดั่งขุนเขาแต่เ้าก็หาได้เป็เช่นนั้นไม่ ผู้ร้ายแท้จริงก็ยังแสดงตนอย่างชัดเจนแต่เ้าก็หาได้เป็เช่นนั้นไม่ จนตอนนี้ข้าก็ยังไม่อาจประเมินได้ว่าเ้าเหมาะกับสิ่งใดกันแน่”เย่หยางค่อยๆ กล่าวทีละคำ แม้จะเป็คำด่าทอแต่ทุกคนที่ได้ยินกลับรู้สึกกระจ่างแจ้งในพลัน
ทว่าเย่เฟิงหาได้คิดเช่นนั้นไม่เขากลับรู้สึกว่ากำลังถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี จึงหุนหันลุกขึ้นกัดฟันกรอด" เย่หยางเลิกพูดจาเหลวไหลกับข้าเสียที เ้ากล้ายอมรับคำท้าทายของเย่อวิ๋นหรือไม่"
“หึๆ…โกรธที่ถูกเปิดเผยธาตุแท้มันยิ่งทำให้ข้าดูแคลนเ้ายิ่งขึ้น” เมื่อเห็นเย่เฟิงแสดงท่าทีดุร้ายเย่หยางก็รู้สึกโล่งใจยิ่งนัก ‘ชอบแสร้งทำเป็สุภาพบุรุษนักใช่หรือไม่ข้าไม่ยอมให้เ้าได้ในสิ่งที่้าหรอก’
“เ้ายุยงให้เย่อวิ๋นท้าทายข้าถ้าข้ายอมรับ ข้าก็จะถูกทุบตีจนไม่เหลือชิ้นดี หากข้าไม่ยอมรับชื่อเสียงของข้าก็คงจะถูกทำลายไม่เหลือด้วยระดับมันสมองของเ้าไม่ง่ายเลยที่จะคิดอุบายอันชาญฉลาดเช่นนี้ได้ดูท่าเ้าคงใช้ความคิดอยู่หลายวัน”
“เ้าไม่จำเป็ต้องสนใจว่าข้าจะใช้เวลาคิดกี่วันมันอยู่ที่ว่าเ้าจะยอมรับมันหรือไม่” เย่เฟิงรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลยการพูดเช่นนี้ออกไปก็เท่ากับว่าเขายอมรับว่าตนเองวางแผนทุกอย่างเอาไว้เขาจะต้องถูกประนามอย่างแน่นอน
“สรุปว่าเป็เื่จริงเ้าเลือกที่จะไม่เรียนรู้เื่ดีๆ แต่เลือกจะเรียนรู้วิธีการร้ายกาจทำร้ายผู้อื่น”
“เย่หยางฉลาดจริงๆเขามองออกในทันที” ผู้ที่เฝ้ามองอยู่เอ่ยขึ้น
“เย่หยางอย่ามาเล่นตลกกับข้าเ้ากล้ายอมรับมันหรือไม่ หากเ้าเป็ลูกผู้ชายก็จงกล่าวอะไรออกมาสักอย่าง”เย่เฟิงแทบคลั่ง ความสงบนิ่งในอดีตของเขาถูกแทนที่ด้วยความดุร้าย
“เอาล่ะ…ข้าเย่หยางจะยอมรับการท้าทายของเ้าแต่สิ่งที่ข้า้าไม่ใช่แค่การประลองธรรมดาทั่วไปข้า้าสู้แบบเป็ตายตามกฎตระกูล” เย่หยางเปลี่ยนจากการเยาะเย้ยถากถางเป็เ็าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
“อะไรนะ” ทุกคนต่างพากันตื่นตระหนก
[1] 表姐 เปี่ยวเจี่ยหมายถึง ลูกพี่ลูกน้อง (ที่โตกว่าและเป็ผู้หญิง)