กลิ่นหอมของบุปผาลอยอบอวลทั่วลานฝึกยามเช้า หลังสายฝนโปรยปรายมาตลอดทั้งคืน พื้นหินยังมีน้ำขังอยู่เป็หย่อม ๆ สะท้อนแสงสีทองอ่อนของรุ่งอรุณ
ใต้ต้นหลิวใหญ่ริมสนาม ฉิงอีกำลังแกะผ้าพันแผลออกจากแขนของโยวหงอย่างระมัดระวัง าแยาวยังคงมีเืซึมออกมาเล็กน้อย
“สองเดือนมานี้ เ้าได้แผลจากการลาดตระเวนถึงห้าครั้งแล้วนะ”
ฉิงอีหยิบขวดยาออกจากย่าม ค่อย ๆ ทาลงบนาแ พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“อย่าลืมว่าเ้าเป็สตรี ต่อให้เป็คนจากภพอสูร ก็ควรรักษาความงามเอาไว้บ้าง”
“โอ๊ย...เบา ๆ หน่อยสิ!”
โยวหงสะบัดปีกไปมาด้วยความเ็ป ก่อนรีบเบือนหน้าหนี ทันใดนั้น ขนมกุ้ยฮวาชิ้นหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า
“อ้ำ”
เยว่เสวี่ยหลิงยิ้ม พลางป้อนขนมเข้าปากนาง
“หายปวดหรือยัง”
โยวหงกัดขนมเข้าไปเต็มคำ แล้วพยักหน้าหงึกหงัก
“อื้ม”
นางพับปีกลง มองฉิงอีซึ่งกำลังตั้งใจทายา เป่าลมไปที่แผล ก่อนทอดสายตาไปยังเยว่เสวี่ยหลิงที่ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
“ครึ่งปีแล้วสินะ” น้ำเสียงของโยวหงเจือความรู้สึกบางอย่าง “ช่างผ่านไปเร็วจริง ๆ”
เสี้ยวจันทราลอยออกมาจากฝ่ามือของเยว่เสวี่ยหลิง คมจันทร์สีเงินหมุนวนกลางอากาศ ก่อนพุ่งฉวัดเฉวียนไปตามการเคลื่อนไหวของปลายนิ้ว
“แต่สำหรับข้า...” ฉิงอีถอนหายใจยาว “รู้สึกเหมือนถูกทรมานมาครึ่งชีวิต”
นางหัวเราะเบา ๆ แล้วพันผ้ารอบาแให้แน่นขึ้น
“เพราะเ้าไม่เคยอยู่นิ่งต่างหาก”
โยวหงส่งเสียงประท้วงทันที ทว่าสายตากลับเลื่อนไปยังลานฝึกซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา พวกเราไม่เพียงต้องเรียนและฝึกฝน แต่ยังเริ่มออกลาดตระเวนตามพื้นที่รอบแคว้นเทียนซานและหลัวเฉิงอีกด้วย
“แต่ถึงอย่างนั้น...” นางหันกลับไปทางเยว่เสวี่ยหลิง
ใต้ต้นหลิวอีกต้น เสี้ยวจันทรากำลังพุ่งเข้าหาเ้าของจากหลายทิศทาง ขณะที่หญิงสาวพลิกกายหลบหลีกอย่างงดงามคล่องแคล่ว
“คนที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคงเป็นาง”
ฉิงอีพยักหน้าเห็นด้วย
“เมื่อสองวันก่อน นางเพิ่งชนะซุนหยุนฟง ก่อนหน้านั้นก็เหยียนซาน...แม้จะชนะเพียงเฉียดฉิวก็เถอะ”
โยวหงมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังอีกฟากของลานฝึก เหล่าศิษย์จำนวนไม่น้อยกำลังรวมตัวกันอยู่ตรงนั้น บ้างหัวเราะ บ้างกระซิบกระซาบ ทว่าไม่ว่าพวกเขาจะพูดสิ่งใด สายตาหลายคู่กลับยังจับจ้องหญิงสาวในอาภรณ์สีขาวใต้ต้นหลิว ราวกับจนถึงวันนี้ พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับความจริงนั้นอย่างเต็มใจ
ไม่นานนัก เยว่เสวี่ยหลิงก็เดินกลับมาที่โต๊ะหินอ่อน ปลายผมเปียกชื้นด้วยเหงื่อจากการฝึก นางยกถ้วยน้ำขึ้นดื่ม ขณะที่เสี้ยวจันทรายังคงลอยวนอยู่ข้างกายอย่างเชื่องช้า
ฉิงอีซึ่งกำลังอ่านตำราสมุนไพรปิดหนังสือลง แล้วเงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้า สายตาเคลื่อนผ่านจันทร์เสี้ยวที่ลอยเคียงข้างนาง ก่อนเหลือบไปยังกลุ่มศิษย์อีกฟากของลาน
“เหตุใดเ้าจึงหมั่นเพียรถึงเพียงนี้ หรือเพราะอยากเอาชนะพวกเขาทั้งหมด”
เยว่เสวี่ยหลิงมองตามสายตาของฉิงอี ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ นางสบตาอีกฝ่ายอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงหันไปทางโยวหงซึ่งกำลังนั่งขัดสามง่ามอยู่เงียบๆ สายตาไล่จากอาวุธในมือไปหยุดที่ผ้าพันแผลบนแขนของนาง
“ข้าไม่ได้อยากแข่งขันกับผู้ใด” เยว่เสวี่ยหลิงกล่าวเรียบ ๆ “แต่ข้าอยากมีพลังมากพอที่จะปกป้องคนที่ข้ารัก”
โยวหงชะงัก มือที่กำลังขัดสามง่ามหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนนางจะเก็บอาวุธกลับเข้าข้างเอว แล้วเงยหน้ามองเยว่เสวี่ยหลิงอย่างงุนงง
“หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ”
นางยกมือลูบแก้มตนเองทันที ก่อนรีบคว้าคันฉ่องเล็ก ๆ จากย่ามขึ้นมาส่องสำรวจใบหน้าอย่างจริงจัง ภาพนั้นทำให้ฉิงอีกับเยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ในจังหวะเดียวกัน ศิษย์สองคนซึ่งถือถาดว่างเปล่ากำลังเดินผ่านลานฝึกมา ดูเหมือนเพิ่งกลับลงมาจากอารามเบื้องบน
“เ้าคิดว่านางจะเลือกสิ่งใด” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ
อีกคนส่ายหน้าแล้วถอนหายใจยาว
“ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกสิ่งใด...มารดาของนางก็ตายแทนไปแล้ว”
เสียงหัวเราะของทั้งสามค่อย ๆ เงียบลง พวกนางหันมองตามแผ่นหลังของศิษย์สองคนนั้น ก่อนเงยหน้าขึ้นไปยังอารามซึ่งลอยอยู่เหนือเมฆ
อารามแห่งนั้นแตกต่างจากสถานที่อื่นในจวินเหิงหย่วน เพราะไม่มีอาคารใหญ่โตหรือศาลาเรียงราย มีเพียงประตูอาคมขนาดมหึมาส่องประกายอยู่กลางเกาะลอยฟ้าขนาดเล็ก
หลังประตูมิตินั้นมีเรือนอยู่เพียงสองหลัง รายล้อมด้วยต้นไม้จำนวนมาก ดูคล้ายสถานคุมขังสำหรับกักผู้กระทำผิดให้สำนึกในความผิดของตน มากกว่าสถานที่สำหรับเรียนรู้หรือฝึกฝน
โยวหงยกปีกสีดำขึ้นโอบร่างตนเองโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยาแค่อย ๆ ลูบผ่านขนปีกอย่างแ่เบา
“พวกเขามีความรักข้ามภพ” น้ำเสียงของนางแ่ลง “นอกจากต้องตัดสัมพันธ์แล้ว หนึ่งความผิดยังต้องแลกด้วยหนึ่งชีวิต”
ปีกสีดำค่อย ๆ พับกลับไปด้านหลัง
“มารดาของเมิ่งเหยาเลือกตายแทนนาง”
ถ้วยน้ำในมือเยว่เสวี่ยหลิงกระทบโต๊ะหินอ่อนดังแ่เบา เสียงหนึ่งพลันย้อนกลับมาในห้วงความคิด
เสวี่ยหลิง...แม่รักลูก
หัวใจของนางกระตุกวูบ
เสวี่ยหลิง...
“เสวี่ยหลิง?”
เสียงของฉิงอีดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับมือที่เอื้อมมาแตะแขนนางเบา ๆ เยว่เสวี่ยหลิงสะดุ้ง เมื่อได้สติจึงยกมือปาดความชื้นตรงหางตา แล้วฝืนยิ้มออกมา
โยวหงกำลังใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำบนโต๊ะ ส่วนฉิงอียังคงมองนางด้วยความเป็ห่วง
“ข้าไม่เป็ไร” เยว่เสวี่ยหลิงส่ายหน้าเบา ๆ “ลมเมื่อครู่พัดเศษฝุ่นเข้าตาเท่านั้น”
โยวหงลุกขึ้นเดินอ้อมมานั่งข้างนาง ก่อนยกแขนโอบเอวไว้อย่างหลวม ๆ แล้วซบศีรษะลงบนไหล่
“เสวี่ยหลิง...” น้ำเสียงของนางเบากว่าปกติ “ข้าเป็ห่วงเ้านะ”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก หันไปมองใบหน้าของโยวหงซึ่งก้มต่ำลงเล็กน้อย
“เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าหมายถึงสิ่งใด”
ยังไม่ทันที่นางจะตอบ ฉิงอีก็ปิดตำราลงแล้วขยับมานั่งอีกด้านหนึ่ง สอดแขนโอบเอวเยว่เสวี่ยหลิงไว้เช่นเดียวกัน
“ข้าไม่เคยเข้าใจเลยว่าความรักผิดตรงไหน” ฉิงอีถอนหายใจเบา ๆ “และราคาของความรักก็ไม่ควรเป็เช่นนี้”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกแขนขึ้นโอบเพื่อนทั้งสองกลับ สายลมพัดผ่านลานฝึกหลังฝนตก กลิ่นดินชื้นยังลอยจางอยู่ในอากาศ
“แม้อันตรายจะอยู่เบื้องหน้า” นางเอ่ยช้า ๆ “แต่ผู้ใดจะบังคับหัวใจตนเองได้”
โยวหงยิ้มเล็กน้อย แล้วขยับเข้ามาแนบชิดกว่าเดิม
“แต่หากท่านโม่หยวนซางชนะการประลองครั้งนี้” นางกระซิบเสียงเบา “บางทีหัวใจของเ้าอาจมีสิทธิ์ก็ได้”
“โยวหง!”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบยกมือปิดปากนาง พร้อมหันมองซ้ายขวาราวกับเกรงว่าจะมีผู้ใดได้ยิน
“เ้าอย่าพูดจาให้ผู้อื่นเข้าใจผิด”
ฉิงอีหัวเราะเบา ๆ ขยับใบหน้าเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์
“แต่เขาสอนเ้าอยู่ทุกคืนจริง ๆ นี่นา”
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้าง รีบลุกขึ้นยืนในทันที ศีรษะของฉิงอีกับโยวหงจึงกระแทกเข้าหากันจนทั้งสองร้องออกมาพร้อมกัน
นางทำเป็ไม่ได้ยินเสียงบ่นประท้วงเื้ั ก่อนเงยหน้าขึ้นมองอารามสำนึกตนซึ่งลอยอยู่เหนือเมฆ หน้าประตูมิติขนาดใหญ่ สายฟ้าสีเงินยังคงแลบวาบเป็ระยะ ราวกับกำลังย้ำเตือนถึงกฎเกณฑ์ที่ไม่มีผู้ใดอาจฝ่าฝืนได้โดยง่าย
ไม่นาน ศิษย์ห้าคนก็ร่อนลงจากอารามเบื้องบนสู่กลางลานฝึกพร้อมกัน แต่ละคนมีสิ่งของบางอย่างผูกไว้กับผ้าคาดเอว แตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะของอาจารย์ตน
หนึ่งในนั้นยกป้ายสีทองขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นเหนือศีรษะ
“ศิษย์กลุ่มสอง เตรียมออกเดินทางไปยังแคว้นต้าเซี่ย”
เสียงประกาศดังก้องไปทั่วลานฝึก ฉิงอีกับโยวหงลุกขึ้นแทบพร้อมกัน ทั้งสองรีบคว้าย่ามผ้าใบเล็กของตน แล้วเดินตามเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งสะพายถุงย่ามไว้เรียบร้อยแล้ว มุ่งหน้าไปยังกลางลาน
แสงอาทิตย์ยามสายส่องผ่านหยดน้ำฝนที่ยังเกาะอยู่ตามใบไม้ สะท้อนเป็สายรุ้งทอดยาวไปยังเส้นขอบฟ้า
* * * * *
ห่างออกไปหลายร้อยลี้ ภายในป่ารกชื้นใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง กลุ่มคนในอาภรณ์หลากสีสันกำลังนั่งล้อมวงอยู่บนผืนดินซึ่งยังเปียกชุ่มจากฝนเมื่อคืน
“ท่านหัวหน้า...พวกเราจะปล้นหมู่บ้านข้างหน้าจริงหรือ”
ชายผู้หนึ่งประสานมือก้มศีรษะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลังเล ราวกับไม่้ายอมรับว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็ความจริง
เบื้องหน้าเขา ชายในอาภรณ์สีน้ำตาลเข้มนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ด้านหลังอาภรณ์ปรากฏตรากลืนภพสีดำเด่นชัด มือข้างหนึ่งลูบป้ายสีดำขนาดเล็กซึ่งผูกอยู่กับผ้าคาดเอวอย่างเชื่องช้า
“พวกเรา้าเสบียง” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ “ดังนั้นย่อมต้องมีผู้เสียสละ”
ชายอีกคนซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลหัวเราะขึ้น ก่อนเอนหลังพิงต้นไม้
“หากไม่ปล้นพวกเขา หรือเ้าจะให้คนในนิกายออกไปทำนาเล่า”
เสียงหัวเราะดังตามมาจากผู้คนรอบด้าน ชายผู้คุกเข่าก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม ขณะที่หัวหน้ากลุ่มนิ่งมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แม้ที่นั่นจะเป็บ้านเกิดของเ้า แต่เมื่อเข้าสู่นิกายแล้ว...ก็จงตัดใจเสีย”
* * * * *
เสียงใบไม้เสียดสีกันตามแรงลมยามค่ำคืน ภายใต้แสงจันทร์สลัวเหนือป่าเคียงเทพ เหล่าศิษย์จวินเหิงหย่วนส่วนหนึ่งยังคงนั่งล้อมกองไฟเพื่อผลัดเวรเฝ้ายาม ขณะที่อีกหลายคนนอนพักอยู่ไม่ไกล บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ มีเพียงเสียงไม้แตกดังขึ้นเป็ครั้งคราวจากเปลวไฟ
ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างออกมาจากค่ายพัก เงาร่างสองร่างยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางความมืด
“ท่านกลับไปเถิด” เยว่เสวี่ยหลิงทอดสายตาไปยังเส้นทางเบื้องหน้า “อีกไม่ไกลก็ถึงหมู่บ้านสองพี่น้องแล้ว”
โม่หยวนซางมองตามทิศทางที่นางชี้ ก่อนหันกลับมาสบตาอีกครั้ง
“ให้ข้าแอบตามเ้าไปถึงปลายหมู่บ้านไม่ได้หรือ ครั้งนี้เ้าไป กว่าจะกลับมาก็คงไม่ต่ำกว่าสิบวัน”
ดวงตาคู่นั้นจับจ้องนางโดยไม่ละไปไหน เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอยหลังครึ่งก้าวจนแผ่นหลังแตะลำต้นไม้ใหญ่ แล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ท่านไม่ต้องกังวลว่าเสี้ยวจันทราจะถูกแย่งชิง”
นางก้าวออกจากเงาไม้ แล้วหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
“แต่หากข้าโชคร้ายพบหนึ่งในสี่ขุนพลเทพ...”
“เสวี่ยหลิง”
ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ โม่หยวนซางก็ยื่นมือมาจับไหล่ทั้งสองข้างไว้ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นกว่าทุกครั้ง
“เมื่อก่อนข้าปกป้องเ้าเพราะคำสั่งของสภา แต่ตอนนี้...”
เยว่เสวี่ยหลิงสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้นจับมือทั้งสองข้างซึ่งวางอยู่บนไหล่ของตน แล้วลดลงอย่างแ่เบา จากนั้นปลายนิ้วจึงแตะลงกลางอกของเขา ตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นอยู่ภายใต้ชั้นอาภรณ์
“ท่านเข้าใจสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นแล้วหรือ”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง ก่อนเยว่เสวี่ยหลิงจะถอยออกไปอีกสองก้าว
“ท่านไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกป้องข้า ท่านยังมีภพอสูร และยังมีผู้คนอีกมากที่กำลังรอคอยท่านอยู่”
สายลมพัดผ่านชายแขนเสื้อสีขาวให้พลิ้วไหว นางยิ้มให้เขาเป็ครั้งสุดท้าย แล้วจึงหันหลังเดินจากไปตามเส้นทางในป่า
โม่หยวนซางยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาทอดตามแผ่นหลังของหญิงสาวซึ่งค่อย ๆ ห่างออกไป ขณะนั้นเอง ภาพหนึ่งพลันผุดขึ้นในความทรงจำ
เด็กหญิงตัวเล็กกำลังร้องไห้อย่างสิ้นหวังอยู่ในอ้อมแขนของชายวัยกลางคน มือใหญ่ข้างหนึ่งค่อย ๆ ปิดเปลือกตาของสตรีในอาภรณ์สูงศักดิ์ผู้ไร้ลมหายใจ ใบหน้าของเด็กหญิงเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ขณะที่สติของนางกำลังเลือนหายไปทีละน้อย
ภาพนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจางหายไปพร้อมสายลมยามราตรี
“จิตใจของเ้าแข็งแกร่งไม่ต่างจากมารดา”
โม่หยวนซางยังคงมองไปตามเส้นทางเบื้องหน้า จนกระทั่งร่างของเยว่เสวี่ยหลิงเลือนหายเข้าไปในเงามืดของผืนป่า