จ้าวฉิน
คล้ายมีสิ่งที่ผิดปกติกำลังเกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกได้เนื่องเพราะ บรรยากาศรอบตัวเริ่มค่อยๆเปลี่ยนไป ในขณะที่จางจิงหลางกำลังหยิบกระดาษมาจากบุรุษผู้ส่งข่าวพลันมีสิ่งอื่นกระตุ้นเตือนประสาทััของเขา เพียง เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้พวกลูกค้าที่นั่งอยู่เรียงรายยังส่งเสียงอื้ออึงอึกทึกอยู่เหตุใดเสียจึงค่อยๆลดเสียงลง
ความเงียบงันค่อยๆคืบคลานเข้ามาทีละน้อย
“ช้าก่อนท่านทั้งสอง !” เขาเอ่ยขึ้น พลางกวาดสายตาไปมารอบห้องมองหาข้อพิรุษ
ชายทั้งสองคนยังมิทันรู้ตัวจึงเอ่ยถาม“ มีเื่อันใดรึ ?” พลางเหลีวซ้ายแลขวามองตาม
“ข้ารู้สึกว่าพวกเราน่าจะมีปัญหาเสียแล้ว”เขาตอบกลับ เมื่อเห็นเหล่าบรรดาแขกที่นั่งอยู่โต๊ะรายรอบต่างทะยอยฟุบหน้าลงกับโต๊ะบางคนนั่งกำลังนั่งนิ่งหลับตา บางคนหมดสติถึงกับทิ้งตัวลงนอนลงกับพื้นห้อง เมื่อเห็นเช่นนั้นยิ่งทำให้คนทั้งสามเพิ่มความตื่นตัวขึ้นจนถึงขีดสุด
“พวกเรากำลังจะถูกลอบทำร้ายรึ!” น้ำเสียงของเขามีแววลนลาน
“เกรงจะเป็เช่นนั้น ข้ารู้สึกได้ว่าพวกที่อยู่รอบตัวเราแค่ทำให้ถูกทำให้หมดสติไปเท่านั้นเองััได้ว่าพวกเขาน่าจะยังยังหายใจอยู่ ไม่ถึงตาย”
กลิ่นจางๆที่เจืออยู่ในอากาศลอยมาต้องปลายจมูกของคนทั้งสามชั่วขณะที่ประสาทััรับรู้ได้ พวกเขาพลันรู้สึกถึงความรัญจวญที่ฉาบไปด้วยความเคลิบเคลิ้มจนอยากจะปล่อยสติให้หลุดลอยไป
“นี่มันกลิ่นของ ผงนิทรา นี่!” ทุกท่านเดินลมปราณต้านเอากลิ่นเอาไว้ก่อนที่มันจะออกฤทธิ์ ผู้ส่งสาระโเตือนออกมาทันทีในขณะที่เขาสามารถดึงสติกลับมาได้ก่อน
“ดูเหมือนว่าพวกเรากำลังต้องอุบายของใครบางคนเข้าให้แล้ว”เขากัดฟันแน่นขณะกล่าวพลางเกร็งพลังลมปราณเพื่อต้านกลิ่นพิษ
ผงนิทราคือผงชนิดหนึ่งที่ทำมาจากสมุนไพรหายากโดยทางการได้ทำข้อกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดสำหรับใช้ในทางการแพทย์เท่านั้นหากผู้ใดที่มิใช่หมอซึ่งลงทะเบียนไว้ทำการถือว่าผิดกฏหมาย มีบทลงโทษ สรรพคุณของมันคือเมื่อถูกความร้อนจากไฟในอุณหภูมิที่สูงพอจะส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมาแต่มีข้อพึงระวังก็ก็คือภายใต้ความหอมนั้นจะมีฤทธิ์ระงับประสาททำให้หมดสติชั่วคราว
“ลอบกัดเยี่ยงสุนัขเช่นนี้ไยถึงมิเปิดเผยตัวออกมาเล่า !”จางจิงหลานะโออกมาลั่นห้อง
เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็ััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่พุ่งมากระทบประสาทััอย่างมิทันตั้งตัวความรุนแรงของมันทำเอาเขาถึงกับตัวสั่น ขนแขนลุกชัน
“หึหึ หึ” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำ เยือกเย็น ชวนเสียวสันหลังดังลอยมาก้องไปทั้งห้อง
“ขอโทษทีที่ข้าคงจะเผลอปล่อยจิตสังหารออกไปหวังว่าพวกท่านคงจะรับมือได้”
เสียงพูดเสียงหนึ่งดังมาจากทางขึ้นบันไดด้านล่างพร้อมทั้งเสียงก้าวเท้าเดินหนักๆเป็จังหวะสม่ำเสมอ น้ำเสียงนี้ช่างคุ้นเคยเพียงแต่ครานี้เ้าของเสียงดูจริงจังมากกว่าครั้งก่อน
เพียงไม่กี่อึดใจผู้เป็เ้าของเสียงก็เดินมาถึงชั้นสอง ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งสาม เขายืนลักษณะมือไพล่หลังลำตัวตั้งตรง แววตาเจือไปด้วยสงบ กระจ่าง ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆอยูบนใบหน้า
“นี่ เ้า “ ทุกคนอยู่ในอาการตะลึงชั่วขณะ อ้าปากค้าง เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
ชายเบื้องหน้าพวกเขาก็คือเสี่ยวเอ้อร์ที่มีนามว่าอาโจว นั่นเอง
เพราะเหตุใดอาโจวผู้นี้จึงสามารถปล่อยรังสีอำมหิตออกมาได้ถึงเพียงนี้แท้จริงแล้วเขาเป็ใครกันแน่ !
“หากเป็ผู้กล้าไยต้องลอบกัดเยี่ยงนี้ เอ่ยนามของเ้าออกมา” จางจิงหลานหันมาสบตา กล่าวเสียงแข็ง
“นามของข้าหาได้สำคัญไม่ควรค่าแก่การเอ่ยดอก และอีกอย่างข้าก็หาใช่ผู้กล้าไม่” เขาเว้นระยะพูด“ในเมื่อถึงอย่างไรแล้วข้าก็ต้องส่งพวกท่านไปปรโลกอยู่ดี ถึงรู้ไปเกรงว่าจะเปล่าประโยชน์ เป้าหมายของข้ามีเพียงกำจัดลัทธินอกรีตอย่างพวกเ้าและสารลับในกระดาษแผ่นนั้นข้าคงต้องขอให้พวกท่านเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ซะแล้ว”
น้ำเสียงของอาโจวดูมีพลังบางอย่างที่สามารถสะกดคู่ต่อสู้ได้ผิดกับบุคลิคของเสี่ยวเออร์ทั่วไปอย่างชัดเจน
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจึงยังไม่ได้เป็ที่ผิดสังเกตของเถ้าแก่และบรรดาเหล่าแขกที่ยังคงนั่งดื่มกินกันอยู่บริเวณชั้นล่าง
“คนผู้นี้วาจาสามหาวนักเห็นทีพวกข้าคงต้องขอคำชี้แนะแล้ว อยากรู้ว่าวรยุทธ์ของเ้าจะสมกับคำพูดหรือไม่ ”
กล่าวจบคนทั้งสามต่างคว้ากระบี่ขึ้นมาอย่างคล่องมือพลันชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความรวดเร็วประกายสีทองของคมกระบี่แล่นผ่านใบหน้าของอาโจเพียงชั่วพริบตา
“ลงมือ!”
อาโจวก้าวเท้าถอยหลังไปราวห้าก้าวเพื่อเว้นระยะห่างสำหรับการป้องกันตัวเขาผายมือไปข้างหน้าอย่างมั่นคงขณะที่แววตายังคงความนิ่ง
“เชิญ”
กระบี่ทั้งสามเล่มพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วสลับทิศทางขึ้นลงปิดทางหลบหนีของอีกฝั่งสิ้น กระบวนท่าเพลงกระบี่สอดประสานเป็เนื้อเดียวคนหนึ่งรุก คนหนึ่งทำลายจังหวะ คนหึ่งปิดทางหนี อีกทั้งยังแผ่จิตสังหารออกมาเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ ทว่าอาโจวหาได้มีอาการตื่นตระหนกไม่เขาเพียงเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อยก็สามารถหลบปลายกระบี่ได้ทำให้ฝ่ายตรงข้างเซถลำไป กระบี่เล่มที่สองพุ่งตรงมายังบริเวณท้องน้อยของเขาเขาเพียงใช้ปลายนิ้วชี้สะกิดเบาๆเพื่อเปลี่ยนวิถีของกระบี่กระบี่เล่มที่สามหมายโจมตีฟันลงมาที่บริเวณต้นขอของเขา อาโจวก้มหน้าลงเล็กน้อยก็หลบพ้นได้นับว่าความเร็วและการหลบหลีกเยี่ยมยอด
ทว่าคนทั้งสามก็หาได้ละความพยายามพวกเขายังคงโหมรุกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ค่ายกระบี่เริ่มมีการพลิกแพลงความเร็วของการจู่โจเพิ่มสูงขึ้นอีกหนึ่งระดับขั้น
“หลบหลีกได้เยี่ยม”คนผู้หนึ่งเอ่ยปากชมพลางตวัดกระบี่กลับ
เพียงชั่วเสียววินาทีนั้นอาโจวก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวของเขา
“โอ๊ะ!” เขาส่งเสียงอุทานออกมา
แต่ก่อนที่อาโจวจะทันตอบโต้กลับกระบี่อีกสองเล่มก็วนกลับมาทางเื้ัของเขาอย่างรวดเร็ว
เขาะโลอยตัวขึ้นเหนือศีรษะของคนทั้งสามม้วนตัวหนึ่งรอบไปด้านหลังทันที
“ดูจากวรยุทธ์ของเ้าแล้วเกรงว่าคงจะไม่ใช่เสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาๆสินะ”
กล่าวจบคนทั้งสามก็พุ่งปราดเข้ามาอีกครั้งแต่คราวนี้กระบวนท่าของพวกเขาเปลี่ยนไป หากจะกล่าวไม่ผิดก็คือการดจมตีครั้งแรกเป็เพียงการหยั่งเชิงคู่ต่อสู้เท่านั้น หาใช่ฝีใออันแท้จริงไม่ เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้มีฝีมือระดับไม่ธรรมดาพวกเขาจึงใช้ฝีมือที่แท้จริงออกมา เพลงกระบี่ของพวกเขารวดเร็วขึ้น เฉียบคมขึ้น และทิศทางกระกระบี่แต่ละเล่นมคาดเดาได้ยากขึ้นทว่ากลับสอดประสานกันได้อย่างแเี
“นี่คือเพลงกระบี่ของพวกนอกรีตอย่างพวกเ้ารึ”อาโจวกล่าวกล่าวขึ้นขณะพลิกตัวหลบหลีก
“หากเป็ชาวยุทธ์ทั่วไปคงต้องถูกปลิดชีพั้แ่กระบวนท่าแรกแล้วแต่เ้ากลับรอดมาได้จนถึงกระบวนท่าที่สาม นับถือ นับถือ” จางจิงหลานเอ่ย
อาโจวก็สังเกตเห็นว่าแม้ภายนอกเพลงกระบี่มีความต่อเนื่องแต่มีบางจุดเล็กๆที่ยังเชื่อมต่อกันไม่สนิทเกิดเป็ช่องโหว่ที่เขาสามารถจะตอบโต้กลับได้ ซึ่งจุดอ่อนนี้อาจเกิดจากการที่พวกเขายังฝึกฝนกันมาไม่ดีพอเขามักจะแสวงหาจุดอ่อนของคุ่ต่อสู่เสมอ
ชั่วพริบตานั้นเองก่อนที่จะมีผู้ใดกล่าวคำใดอาโจวก็อาศัยความเร็วพุ่งแทรกตัวเข้าไปในจุดอับของวงกระบี่ เขาเพียงใช้ปลายนิ้วัับริเวณข้อมือของฝ่ายตรงข้ามเบาๆพลันกระบี่ของพวกเขาก็ร่วงลงพื้นอย่างง่ายดาย เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่อาโจวจะซัดฝ่ามือกระแทกต่อเนื่องเข้าบริเวณหน้าอกของคู่ต่อสู้ ผู้รับแรงกระแทกรู้สึกได้ถึงความเ็ปที่แล่นจากหน้าอกขึ้นสู่ปลายประสาทสมองทันทีกระดูกของเขาคงป่นปี้แล้ว พลังภายในของคนผู้นี้ช่างสูงส่งนักแรงปะทะส่งให้ร่างของเขากระเด็นไปไกลล้มกลิ้งลงกับพื้น โลหิตสีแดงสดพุ่งออกมาจากปากแล้วหมดสติแน่นิ่งไป
“บัดซบ” จางจิ้งหลานกัดฟันแน่นด้วยความโมโหกำหมัดแน่น ขณะที่เริ่มตระหนักรู้ถึงความต่างระหว่างฝีมือของเขาและอาโจว ในใจพลางครุ่นคิดหนักคิดจะสุ้ต่อหรือรีบหลบหนีไปดี หากคิดหลบหนีไปครานี้ห็นทีชื่อเสียงที่สั่งสมมาคงจะหมดสิ้นแต่ถ้ายังฝืนต่อสู้อีกต่อก็เกรงว่าคงจะต้องถูกฝังไว้ที่นี่อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง! ประกายรังสีอำมหิตพุ่งทะลุเข้ามากระแทกร่างกายของเขาอย่างฉับพลันสติของเขาค่อยๆเลือนลาง โดยมิทันได้รู้สึกตัวเสียวด้วยซ้ำแล้วภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าก็ดับลงกลายเป็ความมืดทันที
ร่างของจางจิ้งหลานล้มลงกับพื้นอีกคนโดยมีอาโจวยืนนิ่งก้มลงมองอยู่ข้างๆ การโจมตีเกิดขึ้นอย่างรวกเร็ว ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือิญญาของคู่ต่อสู้ที่ถูกกระชากออกจากร่างกลับรวดเร็วยิ่งกว่า
ขณะนี้คู่ต่อสู้ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวกำลังยืนตัวสั่นเทิ้มเม็ดเหงื่อเล็กๆผุดออกมาจากใบหน้าแววตาของเขาแสดงออกถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ในหัวสมองของเขาเริ่มมึนชา ความคิดเริ่มสับสนหากในตอนนี้ให้เขางมเข็มในมหาสมุทรยังง่ายรุ้สึกง่ายดายกว่าที่จะสามารถเอาชนะคนผุ้นี้หรือหลุดรอดจากความตายในวันนี้ไปได้เสียอีก สหายสองคนของเขาถูกสังหารอย่างง่ายดายในขณะเขาหาได้อ่านกระบวนท่าของอาโจวออกแม้แต่น้อยไม่
“ข้าขอสู้สายกับเ้า” เขาะโลั่นพลางะโออกไปคว้ากระบี่ที่ที่ตกอยู่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วทะยายตรงเข้าไปหาอาโจวปลายกระบี่พุ่งเป็แนวตรงเป้าหมายคือบริเวณหน้าอกของฝ่ายตรงข้าม
“ฉั๊วะ !!”
พริบตาเดียวนั้นเองศีรษะของผุ้ใช้กระบี่ก็ขาดสะบั้นลอยละลิ่วกระเด็นออกจากลำตัวโลหิตสดๆพุ่งกระจายเจิ่งนองเต็มพื้นห้อง
อาโจวยังคงยืนนิ่งอย่างสงบความรวดเร็วในการลงมือและระดับวรยุทธ์ของเขานับว่าเหนือชั้นกว่าหลายขุม เขาถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ
“พวกเ้ารนหาที่ตายเองแท้ๆโปรดอย่าตำหนิข้าเลย” เขากล่าวพึมพำกับตัวเองขณะที่ยังคงยืนมือไพล่หลัง
กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินกลับมายังบริเวณที่ร่างของจางจิงหลานนอนแน่นิ่งอยู่เขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อบริเวณหน้าอกของร่างผู้ก่อนที่จะหยิบแผ่นกระดาษใบหนึ่งออกมาแผ่นกระดาษใบนี้คือสารลับของลัทธินอกรีตเขาค่อยๆคลี่กระดาษออกแล้วกวาดตามองตามตัวอักษรที่ถูกเขียนอย่างบรรจงด้วยหมึกสีดำข้อความในจดหมายคล้ายบทโครงกลอนมีเพียงไม่กี่ประโยค
เขาไผ่เขียวสูงล้ำ ในค่ำคืนมีแสงจันทร์
วิถีกำเนิด ก่อเกิดสรรพสิ่ง
พฤกษางอกงาม ิญญาหวนคืน
เมื่ออ่านข้อความจบลงทำเอาอาโจวถึงกับส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“เฮ้อ..ข้าล่ะเบื่อชะมัด ให้มันได้แบบนี้ทุกทีสิน่าทำไมจะต้องเขียนอะไรให้มันเข้าใจยากเย็นแบบนี้ด้วย ข้าไม่ได้มีเวลามากพอที่จะต้องมาตีความอะไรแบบนี้หรอกนะ”เขาพลางบ่นพลางหันซ้ายแลขวาไปรอบๆห้อง คล้ายกำลังหาของบางสิ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น
“บางทีข้าก็อยากจะรุ้เหมือนกันว่าเ้าจะนั่งก้มหน้าแกล้งหลับเหมือนคนพวกนี้ไปนานแค่ใหน” เขากล่าวขึ้นมาลอยๆคล้ายกำลังพูดกับใครบางคน
กล่าวจบก็ปรากฎร่างของคนผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะที่อยู่ตรงบริเวณมุมห้องคนผุ้นี้หาได้ถูกพิษจากผงนิทราไม่ เขาแต่งตัวคล้ายผู้ชายสวมเสื้อผ้าฝ้ายใส่หมวกไหมพรม แต่ใบหน้ากลับกระจ่างใสเย้ายวนยิ่ง ริมฝีปากบางอมชมพู เขายิ้มแหยๆออกมาพลางดึงหมวกออก ทำให้ผมสีดำสยายยาวออกมา
แท้จริงแล้วนางคืออิสตรี
“ความจริงข้าช่วยดูต้นทางให้ท่านต่างหากล่ะท่านหัวหน้าหากว่าคนจากชั้นล่างเกิดผิดสังเกตวิ่งกรูกันขึ้นมางานของท่านจะยิ่งยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิมนะสิ เกรงว่าท่านอาจจะต้องสังการคนทั้งโรงเตี๊ยมกระมัง เสียแรงที่ท่านอุตส่าห์ปลอมตัวมาเป็เสี่ยวเออร์” นางทำเสียงใสเจือด้วยแววทะเล้น
“หลิงอันห้ามกล่าวคำเพ้อเจ้อ” เขาทำเสียงดุเล็กน้อยก่อนเดินมาหานางแล้วยื่นแผ่นกระดาษให้
หลิงอันทำหน้าเจื่อนๆเพราะถูกตำหนิ แต่นางก็คงจะไม่สำนึก นางยื่นมือรับแผ่นกระดาษมา แล้วค่อยๆกวาดสายตาอ่านตามตัวอักษรอย่างพิเคราะห์
“สำหรับการสืบเื่นี้ข้าเกรงว่าจะต้องขอเวลานายท่านเสียหน่อย” นางเงยหน้าขึ้นมากล่าวตอบ
โครม !!!!
เสียงบานหน้าต่างไม้ถุกกระแทกหล่นหักกระจายลงพื้น
พริบตานั้นเองปรากฎร่างของชายชุดดำใช้ผ้าปกปิดใบหน้ามิดชิดจำนวนเจ็ดคนพุ่งทะยานข้ามหน้าต่างเข้ามายังบริเวณชั้นสองของโรงเตี๊ยมพลันลุกขึ้นยืนล้อมกรอบคนทั้งสองไว้ในมือถือกระบี่คนละเล่ม
เสียงอึกทึกจากบริเวณชั้นสองทำให้ผุ้คนบริเวณชั้นล่างเริ่มแตกตื่นบ้าง
“พวกเ้าบังอาจสังหารคนของพรรคเมฆา ในนามของหน่วยองครักษ์ของพรรคพวกข้ามีทางเลือกให้เ้าสองทางคือหนึ่งจอมให้พวกข้าจับกุมนำตัวไปสอบสวนหรือสองยอมให้พวกข้าสังการซะ” หนึ่งในชายชุดดำตะเบ็งเสียงแข็งแววตาของเขามีความเกรี้ยวกราดหมายล้างแค้นให้คนของพรรคตน
“แจ้งนามของเ้าออกมาซะ” ชายชุดดำตวัดปลายกระปี่ไปที่อาโจวกล่าวเป็เชิงออกคำสั่ง ขณะที่สีหน้าของอีกฝั่งกลับตรงกันข้ามเขาแสดงออกถึงความเบื่อหน่าย
“หึหึ หึ ไม่นึกเลยว่ายังมีพวกสุนัขที่หลบซ่อนอยู่อีก” อาโจวยิ้มมุมปาก
“จะ เ้า นั่นเอง !”
ก่อนที่จะเอ่ยคำใดชายชุดดำผู้หนึ่งกลับโพล่งคำอุทานออกมาพลางตัวสั่น คล้ายกำลังนึกออกบางประการ คนผู้นี้ตอนแรกช่างคลับคล้ายคลับคลาแต่เมื่อเพ่งมองใบหน้า ได้ยินน้ำเสียงและดูบุคลิกแล้วยิ่งทำให้เขามั่นใจ เขาไม่มีทางลืมปีศาจร้ายตนนี้อย่างแน่นอน อาโจวผู้นี้คือผู้ที่สังหารกลุ่มลุกน้องของเขาราวห้าสิบคนด้วยตัวคนเดียวปีก่อนเมื่อครั้งที่เขาเคยเป็โจรป่าออกอาละวาดเที่ยวปล้นตามหมู่บ้านนอกเมืองหลวงและคนผู้นี้เองที่เป็คนฝากรอยแผลไว้ที่ใบหน้าของเขาซึ่งเขาเป็หัวหน้าโจรเพียงคนเดียวที่รอดจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นมาได้อย่างปาฎิหารย์
“บัดซบแล้ว เ้าคือ จ้าวฉินหัวหน้าของหน่วยพิฆาตนั่นเอง ข้าจำเ้าได้แล้ว เ้าปีศาจร้าย” เขาะโออกมาดั่งคนเสียสติ เมื่อบุรุษเบื้องหน้าได้ปลุกเอาความทรงจำอันเลวร้ายครั้งอดีตขึ้นมาคำพูดของเขาทำเอาพรรคพวกที่ยืนอยูอีกหกคนถึงกับมีอาการผงะเมื่อได้ทราบความจริงของศัตรูเบื้องหน้า
“จ้าวฉินอย่างนั้นรึ”
อาโจวพยักหน้ารับ แววตายังคงความสงบ
“ถูกต้องแล้ว นั่นคือนามของข้า”
หลิงอันก็ยิ้มออกมาน้อยๆเช่นกัน