การจะให้ตระกูลจางปรากฏตัวอย่างสง่างามในพิธีงานแต่งงานของนายน้อยไร้ประโยชน์ นี่ถือเป็นความอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุดของตระกูลจางอย่างไม่ต้องสงสัย
“เจ้าสาวมาถึงแล้ว~”
จู่ๆเสียงของใครบางคนดังขึ้น เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวก้าวเข้ามาตามเส้นทางที่ถูกปูไว้ด้วยดอกไม้สีชาด ชุดของนางเป็นสีแดงสด ผ้าคลุมขนาดใหญ่ได้ปกปิดใบของนางไว้
รัศมีของนางให้ความรู้สึกดุจดั่งพญาหงส์ที่กำลังสยายปีกอย่างงดงาม
ฉากนี้ไม่ต่างจากเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาด!
ชิงเยว่เป็นเทพธิดาในดวงใจของชายหนุ่มมากมายในเมืองหยางโจว และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้นำตระกูลรองและตระกูลหลักมากมายต้องการยื่นข้อเสนอการแต่งงานบุตรชายของพวกเขาแก่ตระกูลชิง แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับถูกปฏิเสธอย่างไร้ใยดี
และชิงเยว่ยังกล่าวด้วยตนเองอีกว่า “ข้าจะรอแต่งงานกับพี่จางเท่านั้น…”
คำๆนั้นที่เปล่งออกมาจากปากของชิงเยว่ ทำให้จิตใจของชายหนุ่มมากมายต้องแตกสลายอย่างย่อยยับ ยังมีบางส่วนที่สาปแช่งจางหลินและมีความรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ในใจจนมองเขาเป็นศัตรูคู่อาฆาตไปตลอดชีวิต
แต่วันนี้ใครจะคาดคิดว่าเทพธิดาผู้เลอโฉมผู้นี้ จะตกลงแต่งงานกับจางหลินโดยไม่ได้ผิดสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่เมื่อ 9 ปีก่อน
ในความเป็นจริงหากนางต้องการยกเลิกการแต่งงานในวันนี้ จะไม่มีผู้ใดในเมืองหยางโจวตำหนินางในเรื่องนี้เลย เพราะนั่นถือว่าสมควรแล้วสำหรับสถานะของชิงเยว่ที่ไม่จำเป็นต้องไปเกลือกกลั้วกับคนไร้ประโยชน์อย่างจางหลิน
ใครเล่าจะอยากอาศัยอยู่กับคนไร้อนาคตในเส้นทางแห่งการฝึกฝนปราณ? หากพวกเขาสามารถเลือกได้ โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะตบแต่งกับคนไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน
หากนางตัดสินใจผิดคำสัญญาการแต่งงาน บางทีนั่นอาจจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำสำหรับตระกูลชิง
ใครหลายๆคนอดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจที่หญิงสาวดุจเทพธิดาผู้นี้ จะอยู่ภายใต้ร่างชายที่ไร้ประโยชน์อย่างจางหลินในค่ำคืนนี้
ช่างเสียของอะไรเยี่ยงนี่!
ชิงเยว่ถูกพาตัวมาโดยสาวใช้สองนางและเดินตามเส้นทางพรหมแดง นางเดินตรงไปยังเวทีวิวาห์และยืนรออยู่อย่างนั้นด้วยแววตาที่คาดหวัง
ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมศีรษะของชิงเยว่จ้องมองไปรอบๆราวกับต้องการตามหาจางหลิน
เจ้าเมืองมู่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ขณะจ้องมองชิงเหลียนเฟิง “ท่านได้เลี้ยงดูบุตรสาวที่มีจิตใจงดงามอย่างแท้จริง แม้ว่าเจ้าหนูจางจะไม่สามารถฝึกฝนได้ แต่ดูเหมือนว่านางไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแม้แต่น้อยและยังทำหน้าที่คู่หมั้นได้เป็นอย่างดี”
ชิงเหลียนเฟิงประสานมืออย่างสุภาพ “ท่านเจ้าเมืองชมเชยเกินไป ตระกูลชิงให้ความสำคัญกับชื่อเสียงยิ่งกว่าสิ่งใด ท้ายที่สุดจางหลินก็ยังไม่สูญสิ้นโอกาสในการพัฒนาความสามารถในอนาคต”
เจ้าเมืองมู่ยิ้มออกมา ก่อนที่เขาจะถอนหายใจ “หากนางได้รับเลือกโดยสำนักจักรพรรดิดาราในอีกไม่กี่วันต่อมา ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าจางหลินจะทำอย่างไร... และถ้าหากนางไม่ได้เข้าสำนักจักรพรรดิดาราเพราะจางหลิน ข้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายพรสวรรค์ของนางเป็นอย่างยิ่ง”
แน่นอนว่าเจ้าเมืองมู่ได้รับรู้ข่าวนี้ก่อนใครๆ เพราะการคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักก็จะถูกจัดขึ้นที่คฤหาสน์เจ้าเมืองเช่นกัน
หากชิงเยว่ถูกรับเลือกโดยสำนักจักรพรรดิดารา เกรงว่านั่นอาจจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับจางหลิน
ครั้นได้ยินดังนั้นชิงเหลียนเฟิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะในใจ
[ชิงเยว่ของข้าถูกรับเลือกให้เป็นศิษย์สายตรงของสำนักจักรพรรดิพิรุณแล้วด้วยซ้ำ]
[แค่ศิษย์ภายนอกของสำนักจักรพรรดิดาราจะเทียบกับการเป็นศิษย์สายตรงได้อย่างไร?]
แน่นอนว่ามันจะยังไม่เปิดเผยเรื่องนี้จนกว่าจะได้รับสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 จากตระกูลจาง มิเช่นนั้นการเข้าสู่สำนักจักรพรรดิพิรุณในฐานะศิษย์สายตรงอาจจะก่อให้เกิดความโกลาหลทางด้านยุทธศาสตร์ของเมืองหยางโจวได้
เพราะเมืองหยางโจวอยู่ภายใต้การปกครองของสำนักจักรพรรดิดารา หากเจ้าเมืองมู่รู้ว่าชิงเยว่จะเข้าเป็นศิษย์สายตรงของสำนักจักรพรรดิพิรุณ นั่นอาจจะไม่ดีนักสำหรับสถานการณ์ในช่วงเวลานี้ และมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งได้ง่าย
เพราะแต่ละสำนักต่างก็มีการแข่งขันสูง คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกหากรู้ว่าสำนักจักรพรรดิพิรุณล้ำเส้นสำนักจักรพรรดิดาราโดยการมาคัดเลือกเยาวชนที่มีพรสวรรค์จากเมืองหยางโจวไป
ในขณะที่ฝูงชนกำลังตั้งตารอการมาถึงของจางหลินและตระกูลจาง จู่ๆกลับมีเสียงดังก้องกังวานปกคลุมทั้งเทือกเขา ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจ
“ข้าซูหยาน ตัวแทนผู้อาวุโสของสำนักจักรพรรดิพิรุณ มาแสดงความยินดีกับตระกูลชิงและตระกูลจางในพิธีแต่งงานในวันนี้…”
สิ้นเสียงนั้น ก็เผยให้เห็นร่างของชายชราก้าวเข้ามาจากเส้นทางลาดชัน โดยมีมือทั้งสองข้างไพล่หลัง ด้านหลังของเขาคือหยางเซี่ยที่เดินตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด
เมื่อเหล่าผู้นำตระกูลได้ยินคำว่า ‘สำนักจักรพรรดิพิรุณ’ สีหน้าของใครหลายๆคนก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง
แม้แต่เจ้าเมืองมู่เองก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าจ้องมองไปยังทิศทางของเสียงด้วยความประหลาดใจ
ใครจะคาดคิดว่าผู้อาวุโสที่มาจากสำนักฝึกฝนปราณ จะปรากฏขึ้นเป็นการส่วนตัวในพิธีแต่งงานของรุ่นน้องระหว่างตระกูลจางและตระกูลชิง!
ซ้ำแล้วยังเป็นผู้อาวุโสระดับสูงจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ!
การกระทำของปรมาจารย์ซูหยานไม่ต่างจากการตบหน้าสำนักจักรพรรดิดาราอย่างรุนแรง!
ปรมาจารย์ซูหยานเดินเข้ามาอย่างช้าๆ และหันไปหาเจ้าเมืองมู่พลางกล่าวอย่างรายเรียบ “เจ้าเมืองมู่ ข้ามาแสดงความยินดีให้แก่บุตรสาวของสหายเก่า ท่านคงไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่?”
เจ้าเมืองมู่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะในใจ
เห็นได้ชัดว่าการมาถึงของปรมาจารย์ซูหยานในครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยจุดประสงค์ที่ดีอย่างแน่นอน
เพราะการปรากฏตัวของปรมาจารย์ซูหยานทำให้ใบหน้าของสำนักจักรพรรดิดาราที่ปกครองเมืองหยางโจวถูกตบอย่างแรง!
แต่เนื่องจากเจ้าเมืองมู่อ่อนแอเกินกว่าจะตอบโต้ผู้ที่เป็นถึงระดับสูงของสำนักจักรพรรดิพิรุณ เขาจึงทำได้เพียงประสานมืออย่างสุภาพ “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผู้อาวุโสชั้นในของสำนักจักรพรรดิพิรุณปรากฏตัวขึ้นในวันนี้ มู่ผู้นี้ขอแสดงความนับถือ”
ด้วยพิธีการที่ต้องทำ ชิงเหลียนเฟิง ฉีเหิงเทียน หลินเมิ่งเยี่ยน เสิ่นเป่ยลี่และหยูหมานเทียนก็ลุกขึ้นประสานมือโค้งคำนับ
“ชิงเหลียนเฟิงคารวะปรมาจารย์ซู”
“ฉีเหิงเทียนคารวะปรมาจารย์ซู”
“หลินเมิ่งเยี่ยนคารวะปรมาจารย์ซู”
“เสิ่นเป่ยลี่คารวะปรมาจารย์ซู”
“หยูหมานเทียนคารวะปรมาจารย์ซู”
ปรมาจารย์ซูหยานพยักหน้าเบาๆให้แก่ผู้ที่ทักทาย มันจ้องมองไปรอบๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้สูงของเจ้าเมืองมู่อย่างไม่ใส่ใจ
การกระทำของปรมาจารย์ซูหยานทำให้สีหน้าของเจ้าเมืองมู่มืดลง แต่เขาทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากกำหมัดแน่นและพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา
ฉีเหิงเทียนและหัวหน้าตระกูลคนอื่นๆก็นั่งลงเงียบๆ และรอดูสถานการณ์โดยไม่เอาตัวเข้าไปขวางการสนทนาระหว่างพวกเขา
หยางเซี่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังปรมาจารย์ซูหยานก็เหลือบมองไปรอบๆ แต่เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของตระกูลจาง มันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาอย่างดูถูกเหยียดหยาม “จางหลินและตระกูลจางยังมาไม่ถึงอีกหรือ? เป็นไปได้ไหมว่าตระกูลจางอับอายขายหน้าจนไม่กล้าปรากฏตัวขึ้นแล้ว?”
ใบหน้าของเจ้าเมืองมู่แสดงให้เห็นถึงความหนาวเย็น
การกระทำของหยางเซี่ยไม่ต่างจากการดูถูกตระกูลภายใต้การปกครองของเมืองหยางโจวแม้แต่น้อย!