4
เงินก้อนแรกที่หามาได้
เมื่อตัดสินใจที่จะหาเงินแล้วเว่ยหนานฮวาก็ซื้อของมาจำนวนไม่นอน ดีที่เธอมีตะกร้าสะพายใบใหญ่พอสมควรกว่าจะกลับมาถึงที่บ้านก็เป็เวลา่บ่ายแล้ว
วันถัดมาก็ตื่นแต่เช้า มาเตรียมอาหารไว้ให้ลูกๆโดยทำโจ๊กใส่ไข่ อาหารง่ายๆ ส่วนมื้อเที่ยงคงเป็มันเทศเผา
เธอเข้ามาในป่า มุ่งหน้าไปยังธารน้ำพื้นที่ที่นี้อุดมสมบรูณ์ เดินหานานพอสมควรเธอก็เจอเข้ากับเผือกป่า จัดการขุดพวกมันทันทีนอกจากนี้บริเวณใกล้ๆก็มีต้นกระเทียมป่า ขิงป่า มันเทศก็มีให้ขุดอีกนิดหน่อย
เมื่อได้ขุดพวกมันจนหมดแล้ว ก็ใช้ธนูยิงปลาในน้ำตกไปหลายสิบตัวจะเอามันไปตากเพิ่มจะได้เก็บเอาไว้ได้นานขึ้น
ที่จริงการเข้าป่าล่าสัตว์นั้นเป็ทางที่ทำให้มีรายได้แต่มันเสี่ยงอันตรายเป็อย่างมาก ร่างกายนี้ไม่ได้แข็งแรงสมบรูณ์ แถมตอนนี้เธอไม่มีพลังงานอาวุธก็มีธนูที่ทำมาจากไม้
การเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อหาเนื้อมาขายในตลาดมืดเป็อันต้องพับเก็บไปตอนนี้เธอไม่มีกำลังที่จะทำในได้ แม้ว่าเมื่อก่อนตอนที่เธอเป็องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเว่ยเธอชื่นชอบการล่าสัตว์ แต่เธอก็ไม่ได้ล่าบ่อยๆ ล่าแค่ปีละครั้งในพิธีล่าสัตว์ของวังที่จัดขึ้นเท่านั้น
หนทางที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเธอในตอนนี้ก็คือการทำขนมไปขายในตลาดมืด ตอนที่เธอเดินตลาดมืด มีคนมาขายเค้กไข่มันถูกขายหมดลงอย่างรวดเร็ว
เว่ยหนานฮวานึกถึงตอนที่เธอฝึกทำครัวทั้งอาหารคาวและหวาน องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเว่ยล้วนถูกฝึกให้ทำและตอนนี้เธอกำลังจะได้ใช้มันให้เป็ประโยชน์
เธอจะทำเค้กถั่วเขียว และเซาปิงตอนแรกคิดว่าจะทำขนมหนวดั แต่ว่าตอนนี้เธอขาดวัตถุดิบสำคัญก็คือ น้ำผึ้งเห็นทีพรุ่งนี้เธอจะต้องลองเสี่ยงดวงอ้อมเข้าไปในป่าอีกฝั่งหนึ่งเธอเองก็ไม่เคยเข้าไป ชาวบ้านพูดกันว่าป่าแถบนั้นมันรกและเคยมีคนถูกสัตว์ป่าทำร้าย
เธอได้เผือกและมันเทศกลับมาด้วย ซึ่งเธอจะเก็บเอาไว้ทำขนมเมล็ดถั่วเขียวและถั่วเหลืองบางส่วนเธอจะแบ่งเอาไปปลูก
วันต่อมาเว่ยหนานฮวาได้นำผึ้งกลับมาด้วยกว่าจะหาเจอเธอใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวัน ดีที่เธอได้มันมา เป็ผึ้งรังเล็กๆอาศัยอยู่ตามต้นไม้ไม่สูงมากถึงน้ำผึ้งจะไม่หวานเท่าผึ้งใหญ่แต่มันก็หวานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เธอจะทำขนมไปขายแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นหากเข้าตัวอำเภอทุกวันอาจจะเป็ที่สงสัยของชาวบ้านได้
ถึงแม้ชาวบ้านในหมู่บ้านเล่ออันจะไม่ค่อยยุ่งเื่ของคนอื่นเพราะทุกครอบครัวต่างทำงานเพื่อให้ครอบครัวของตนเองได้กินอิ่มท้องและไม่อดยากไม่มีเวลาไปสนใจคนอื่นมากนัก
แต่ระวังเอาไว้จะเป็การดีหากมีคนรู้ว่าเธอทำขนมไปขายที่ตลาดมืดเธออาจจะถูกแจ้งจับก็ได้เพราะคนที่แจ้งจะได้รับรางวัลจากทหารแดงด้วย จะทำอะไรต้องคิดและกระทำอย่างรอบคอบ
เว่ยหนานฮวาและลูกๆยังคงไปเก็บผักป่าและนำไปแลกแต้มที่ฝ่ายผลิตเช่นเดิมทุกวัน ทุกคนในหมู่บ้านก็รู้ว่าสามีของเธอนั้นเป็ทหารเขาส่งเงินมาให้ทุกเดือน
ตอนนี้ต้นผักที่เธอและลูกๆช่วยกันปลูกนั้นก็กำลังเจริญเติบโตเป็อย่างดีเธอได้เตรียมแช่ถั่วเขียวเอาไว้ นำเผือกมาปอกและนึ่งเอาไว้
เริ่มทำจากเค้กถั่วเขียวจากนั้นก็ทำเซาปิงไส้ถั่วเหลืองและไส้เผือก วันนี้เธอทำแค่ขนมแค่ 2 ชนิดเท่านั้นกว่าจะทำเสร็จก็กินเวลาไปมาก
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มส่องแสงเว่ยหนานฮวาก็เตรียมอาหารเช้าเอาไว้ให้ลูกๆ มื้อนี้เป็หมั่วโถวแล้วเธอก็แบ่งเซาปิงและเค้กถั่วเขียวเอาไว้ให้ลูกๆได้กินด้วย
ดีที่ในยุคนี้มีถุงกระดาษขาย ราคามันไม่ได้แพงมากเธอซื้อมันมาั้แ่วันที่ไปเดินตลาดมืด เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็เดินทางไปยังตัวอำเภอ โดยนั่งเกวียนเข้าไป
เมื่อมาถึงก็มุ่งหน้ามาที่ตลาดมืดเธอบอกรหัสกับคนเฝ้าประตู จากนั้นก็เข้ามาจะมีคนมาถามว่ามาซื้อของหรือมาขาย ถ้าขายเธอจะต้องจ่ายค่าพื้นที่ให้ตลาดมืดเธอจ่ายเงินแล้วก็เข้ามา มองซ้ายมองขวา องค์หญิงใหญ่ผู้ไม่เคยค้าขายมาก่อนเธอเลยต้องยืนสังเกตผู้คนอยู่พักหนึ่งเลย
ก่อนจะบอกตัวเองว่าเธอทำได้ เธอต้องทำได้
“รับขนมไหมคะ? มีเค้กถั่วเขียวเซาปิงไส้ถั่วเหลืองและไส้เผือก ลองชิมดูก่อนได้” เว่ยหนานฮวาบอกกับหญิงวัยกลางคน
“ขอชิมก่อนได้ไหม?”หญิงวัยกลางคนบอกกับเว่ยหนานฮวาเธอนำเอาขนมที่เธอตัดหั่นเป็ชิ้นเล็กๆพอดีคำเอาไว้ มาให้ลูกค้าได้ลองชิม
“อื้ม.. ไม่น่าเชื่อรสชาติดีมากเลยฉันไม่เคยกินเค้กถั่วเขียวที่หอม อร่อย ละมุนลิ้นขนาดนี้มาก่อนเลย”หญิงวัยกลางคนที่ได้ชิมเค้กถั่วเขียวเอ่ยออกมา ก่อนจะลองชิมเซาปิงไส้เผือกอีกหนึ่งชิ้น
“เซาปิงก็หอม อร่อยมาก ขายยังไง”หญิงวัยกลางคนนั้นพอใจกับรสชาติของขนมเป็อย่างมาก
เค้กถั่วเขียวก้อนเท่าฝ่ามือเซาปิงเองก็ขนาดพอๆกัน
“เค้กถั่วเขียวชิ้นละ 1 หยวนกับอีก 5 เหมาส่วนเซาปิงนั้นชิ้นละ 6 เหมา” เว่ยหนานฮวาบอกกับหญิงสาววัยกลางคนตรงหน้า
“ฉันเอาเค้กถั่วเขียว 2 ชิ้นเซาปิงทั้งสองไส้อย่างละ 4 ชิ้น” เมื่อได้ยินหญิงวัยกลางคนบอกเว่ยหนานฮวาก็รีบจัดเอาของใส่ถุงกระดาษให้กับลูกค้าคนแรกเธอแถมเซาปิงไส้เผือกให้เขา 1 ชิ้นอีกด้วย
เมื่อมีลูกค้ารายแรกก็ต้องมีรายต่อไปเว่ยหนานฮวาขายเค้กถั่วเขียว 20 ชิ้น เซาปิง 50 ชิ้น ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆก็ขายจนหมด
เมื่อเธอขายจนหมดเธอรีบเก็บของและออกจากตลาดมืดทันทีขากลับแวะซื้อบะหมี่กลับมาฝากลูกๆของเธอด้วย
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เข้ามานับเงินที่ขายของได้ในวันนี้เงินที่ขายได้ทั้งหมดคือ 57 หยวน หักลบค่าวัตถุดิบ ก็ยังเหลือกำไรอีกมากกว่า 40หยวน นี้มากกว่าเงินที่สามีส่งมาให้ในหนึ่งเดือนเสียอีก
เธอนับเงินด้วยรอยยิ้ม นับเป็ครั้งแรกที่ยิ้มออกมาั้แ่มาอยู่ที่โลกนี้หากมีเงินมากพอ เธอจะพาลูกๆย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองสุยโจวที่นั้นลูกๆของเธอจะได้เข้าโรงเรียน เธอเองก็จะสามารถทำขนมไปขายได้
เธอได้จดทะเบียนสมรสกับโจวอี้ถังแล้วเธอย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่นี้แล้ว เธอสามารถเดินทางไปที่เมืองสุยโจวได้
เว่ยหนานฮวาทำขนมไปขายในตลาดมืดอาทิตย์ละครั้งเธอทำเค้กถั่วเขียวและเซาปิง ขนมของเธอขายดีเป็อย่างมาก เรียกว่าไม่พอขายก็ได้
นี้มันสูตรขนมจากห้องเครื่องในวังหลวงใครได้กินก็ต้องติดใจในรสชาติและรสผัสผัสของขนมที่เธอทำ เรียกได้ว่า ภายในสองเดือนเธอทำเงินจากการขายขนมไปได้ 400 หยวนเลยทีเดียว
ความเป็อยู่ของเธอและลูกๆก็ดีขึ้นเรื่อยๆตอนนี้หลังคาบ้านนั้นซ่อมเสร็จแล้ว
ลูกๆทั้งสองคนก็ไม่ผอมแห้งเหมือนแต่ก่อนเธอเองก็ด้วย เพราะได้กินอิ่มท้องและกินอาหารที่มีประโยชน์
ครั้งนี้เธอมาขายขนมที่ตลาดมืด โดยเอาขนมหนวดัมาขายขนมหนวดัเป็เส้นสีขาวราวกับหิมะ ด้านในนั้นมีไส้ถั่วลิสงและงาขาว เธอได้กล่องกระดาษมาเมื่ออาทิตย์แล้วจากการมาขายของที่ตลาดมืดโดยหนึ่งกล่องจะมีขนมหนวดัอยู่ 6 ชิ้น
โดยขายในกล่องละ 2 หยวนกับอีก 5 เหมา แม้มันจะราคาสูง แต่มันก็ขายดีมากๆ เพราะรสชาติและหน้าตาของมันน่ากินทำมา 60 กล่อง ใช้เวลาขายไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ขายหมด
เมื่อขายขนมหมดแล้วเธอเลือกซื้อของจากตลาดมื้อและซื้อของบางส่วนจากสหกรณ์ที่อำเภอจากนั้นก็กลับมาที่บ้าน โดยซื้อเนื้อหมูมา 4 จิน มันหมูอีก 6 จินเธอเห็นคนเอามันมาขายในตลาดมืด เป็เนื้อหมูป่า ที่มีสภาพสดใหม่เว่ยหนานฮวาเห็นแบบนั้นเลยซื้อเอามาทำอาหาร
เย็นวันนี้เธอและลูกๆนั้นได้กินบะหมี่หมูตุ๋น
----TBC-----