เรื่องวุ่น ๆ ในช่วงเปิดเทอมแรก ๆยังไม่จบเพียงเท่านี้เพราะโรงเรียนของเขามีเรียนเสริมวันเสาร์ และอาจารย์กณิศก็บังคับให้อมเรศมาเรียน
อมเรศเครียดมากตอนที่ต้องไปสมัครที่ห้องหมวดคณิตศาสตร์ครูในโครงการนั้นไม่ถูกกับเขา จะหมวดคณิตหรือหมวดวิทย์ก็พอกันเขาไม่ถูกกับครูสองหมวดนั้นหลายคนมาก และการที่ต้องไปสมัครต้องเอาหน้าไปเจอคนพวกนั้น มันทำให้อมเรศรู้สึกเหมือนเชือดคอตัวเองคงง่ายกว่า
“พ่อแม่มันให้มาเรียนด้วยเหรอ”ครูที่สอนคณิตศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์เพิ่มเติมห้องเขาซุบซิบกันเขาได้ยินชัดเต็มสองรูหู ริมฝีปากของเขายกขึ้นแบบแสยะ โคตร…เกลียดกว่านี้ก็ไม่มีอีกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนมัธยมที่นี่และถ้าที่โรงเรียนนี้ไม่มีกฤตธีรา เขาจะไม่อยู่ให้โง่
...เหตุผลข้อหลังเพิ่งเพิ่มมา...อย่างน้อยก็เพิ่งเพิ่มมาในตอนนี้
อมเรศส่งใบสมัครให้ครูหมวดวิทยาศาสตร์ผู้หญิงซึ่งเขาไม่คุ้นหน้านักอาจารย์นตที่วิพากษ์วิจารณ์พ่อและแม่ของเขาอย่างเผ็ดมันกับครูอีกคนที่นั่งอยู่ข้างกันอาจารย์ไลลา
“เฮ้ย เราสกินเฮดอะ ?”
ให้ตายสิจะพูดเรื่องทรงผมเขาก็ไม่ว่าแต่เขาเกลียดการเฮ้ยไฮ้ใส่นักเรียนมากครูและนักเรียน 99%อาจจะมองว่าเพื่อความกันเอง แต่เขารู้สึกเหมือน… บอกไม่ถูกเอาเป็นว่าผะอืดผะอม
เหอะ กูจะบ้า ไม่เรียนได้ไหมวะโกหกพ่อว่าทำใบหาย หรือลืมสมัคร จ่ายเงินไม่ทัน ฯลฯ
สองหมวดนี้คือเขาไม่อยากเข้าใกล้แม้สักมิลลิเมตรอมเรศรู้สึกว่าการมาที่ตึก 1 ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของห้องพักครูหมวดคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่เขาต้องหลีกเลี่ยงให้ไกล
...และมันคงไม่พ้นเมื่อเขายังไม่ทันจะก้าวพ้นบันไดชั้นสี่ตอนออกมาจากหมวดคณิตศาสตร์
“ทรงผมแบบนี้ไม่ใช่ทรงผมของนักเรียนโรงเรียนสหัสปัญจะอุทิศ”
มีเสียงพูดดังไล่หลังเขา แน่นอนเขาหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ
ครูผู้หญิงมีอายุกลางคนซึ่งมักจับคู่กับครูสองคนที่สอนคณิตห้อง2/Dของเขานั่นเอง สีหน้าของหล่อนเหยียด ๆ ชอบกลชีพจรของอมเรศแทบจะไปเต้นอยู่ที่เท้า ตัวของเขาเย็น รู้สึกแล้วว่าลางหายนะมาเยือนวันนี้ก็มาเยือนอีก
เขาเงียบ ไม่พูดอะไร ปล่อยให้อาจารย์สุภัสสรา คนนั้นด่าไป ด่าจบเขาก็เดินจากมา แต่ยังไม่ทันเดินลงบันไดมาอีกเมื่อ อาจารย์เสาวลักษณ์ หมวดวิทยาศาสตร์ตามมาด่าเขาเสียงดังลั่นบันได
“!@#$%^&*()_+” อมเรศฟังไม่ได้ศัพท์เพราะครูเอาแต่ตะโกนและตวาดใส่เขาแว้ดๆ ข่มขู่เขาด้วยเสียงอันดัง รูปร่างใหญ่ และท่าทีที่คุกคาม
เขายืนนิ่ง ตอบไม่ถูกว่ากลัวหรือไม่แต่ก็แค่รู้สึกว่านี่หรือคือธรรมชาติของคน ?
นึกกลัวว่าถ้าครูโมโหจนเกินไปขว้างปาอะไรใส่เขาก็คงแย่ เพราะเขายืนอยู่บนขั้นบันไดก็อาจจะตกใจแล้วเสียหลักก้าวพลาดเกิดอุบัติเหตุต่อตัวเองได้ และคงเป็นที่น่าหัวเราะเหยียบซ้ำของเจ้าของเหตุการณ์แน่ๆ
อมเรศส่ายศีรษะตอนเดินออกมาจากตรงนั้นได้หลังปล่อยให้อาจารย์เสาวลักษณ์ตวาดแว้ดคนเดียวไปเกือบสิบนาทีบ้าบอคอแตกฉิบ เรื่องบ้า ๆ แบบนี้ไม่ควรเกิดกับเขาแล้วทีลูกครูคนอื่นในโรงเรียนไม่ เบิ่ง ตาดูบ้าง (สาบานได้ว่าเขาใช้คำสุภาพสุดๆ แล้ว) ตัดผมทรงอะไร แต่งตัวแบบไหน พวกนั้นเป็น อภิสิทธิ์ชน เพียงเพราะพ่อหรือแม่ของพวกนั้นไม่เป็นที่เหม็นหน้าเหมือนแม่ของเขา
อมเรศนึกสงสัยว่าการเป็นตัวของตัวเองของอาจารย์ยูมิคือผิดแต่เขาก็เชื่อว่าแม่ของเขาไม่ได้ทำอะไรเกินกว่าขอบเขตที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีสิทธิ์ทำได้ในสิทธิเนื้อตัวร่างกาย
แม่ของเขาเป็นครูที่ตั้งใจสอนลงทุนกับการสอนมากเงินค่าสื่อการสอนที่แม่เตรียมมาคือเงินเดือนของแม่ที่มาจากภาษีประชาชนไม่ใช่เงินงบประมาณโรงเรียนแบบครูคนอื่น
แม่ไม่เคยปริปากบ่นว่าการสอนหนักหนาและเหนื่อยแม่เคยไม่ได้กินข้าวกลางวันบ่อย ๆ เพราะมีสอนติด ๆ กัน
แม่ไม่ใช่ครูที่พยายามหลบหนีการประชุมและหลบหนีการทำงานต่อส่วนรวม
แม่ไม่ใช่ครูที่พอถึงเวลาปุ๊บรีบกลับก่อนครูคนอื่นทั้งที่รับเงินเดือนเยอะกว่าครูคนอื่นเพราะมีตำแหน่งวิทยฐานะสูงกว่า
แม่ของเขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อที่ผลิตบุคลากรครูไม่ใช่คนกระจอกงอกง่อยแต่ไม่เคยทำตัวกร่างแม่ไม่เคยวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่เด็กหรือครูด้วยกันแต่เด็กหรือครูเหล่านั้นบางคนกลับมีท่าทีเป็นลบต่อแม่เสียมากกว่า
เท่าที่พูดมาทั้งหมดอาจสรุปได้ว่าอมเรศเห็นแม่เป็นไอดอลเป็นภูผาที่ต้องก้าวข้ามไป เขาอยากเป็นคนเช่นแม่แต่เขาคงเป็นไม่ได้เพราะเขาไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น ...หรือเปล่านะ ?
สุดท้ายอมเรศก็ต้องลงเรียนวันเสาร์เพราะพ่อบังคับให้เงินมาแล้วด้วยเกิดเหตุวุ่น ๆ ก่อนที่เขาจะลงมาทานข้าวกลางวัน
เขาชินชาแล้วกับชีวิตดี ๆที่ลงตัวในโรงเรียนแห่งนี้ ยอดเยี่ยมสุดยอด ...ประชดน่ะนะ…
ตอนนี้ใครเรียกเขาไปด่าเขาก็ชินและชาเริ่มกลายเป็นความปกติประจำวัน คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อแต่เขาก็แค่นึกถึงใครคนหนึ่ง… อยากให้คน ๆ นั้นเป็นคนเดียวที่ไม่เกลียดเขาก็พอ
เขาเดินไปโรงอาหารจวนจะหมดเวลาพักกลางวันของ ม.ต้นอยู่แล้วเพราะเสียเวลากับทั้งครูหมวดคณิตและหมวดวิทย์นานเกินไป
เขาเห็นร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยของกฤตธีรายืนซื้อข้าวอยู่ที่โรงอาหาร
‘...’
อมเรศไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปทัก
“สวัสดีครับ” เขายกมือไหว้ฝ่ายนั้น สีหน้าของเขายิ้มออกมาเองแม้ว่าก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่นาทีจะเจอเรื่องแย่ ๆ
“อมเรศทานข้าวแล้วเหรอ” ชายหนุ่มถามเขากลับ เขารีบสั่นศีรษะ
“ไม่ๆ--คือผม--เพิ่งจะไปสมัครเรียนวันเสาร์ ผมเพิ่งจะลงมาจากตึก 1 เมื่อกี้”
“อาจารย์กณิศหรืออาจารย์ยูมิให้เรียนล่ะเสียดายจังครูไม่ได้สอนนะ”
อมเรศรีบยิ้ม เขาตอบว่า “พ่อของผม บังคับ”
“กะแล้วว่าแต่รีบซื้อข้าวสิ จะหมดเวลาพักอยู่แล้วนี่”
“อ้อ ครับ ๆ”
ดูมันเคอะ ๆ เขิน ๆ ชอบกลอมเรศไม่เคยเป็นเช่นนี้กับใครมาก่อนเลย นี่เขาคงชอบฝ่ายนั้นจริง ๆ สินะ...ก็ช่วยไม่ได้… ชอบมาตั้งแต่ห้าขวบแล้วนี่ ?
สรุปว่าเป็นงั้นจริง ๆว่าแต่คาดไม่ถึงเลยน้าา…
อมเรศรีบซื้ออาหารที่คิดว่าสั่งได้ง่ายที่สุดและได้ไวที่สุดและจะกินได้เร็วที่สุด
ข้าวผัดอเมริกัน--หน้าตาไม่น่าพิศวาสเอาเลยแต่ก็ช่างเถิดเขาถือจานข้าวสีฟ้าซีด ๆ ที่ดูทำให้อาหารน่ารับประทานน้อยลงไปอีก 50% อีกมือหนึ่งถือน้ำโกโก้ปั่น
เข้ากันดีฉิบ
อมเรศเดินวน ๆอยู่ตรงทางขึ้นโรงอาหารใต้ถุนตึก 6 สักพัก นั่งตรงไหนดี เพราะพวก ม.ปลาย เริ่มมาจับจองที่แล้ว
“น้องอำ” เขาได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขา พอหันไปไม่ใกล้ไม่ไกลนั้นกฤตธีรานั่งอยู่ตรงนั้นสายตาสีน้ำตาลเทามองมาที่เขาและพยักหน้าเรียก
ไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้สักวินาทีเขารีบเดินเข้าไปหาครูหนุ่มไม่ต้องบอกให้นั่งเมื่อเขาสอดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ยาวสแตนเลสนั่น ฝั่งตรงข้ามกับครู
“ขอบคุณมากครับ”เขารีบพูด
“ท่าทางเธอคงจะมีชีวิตที่ลำบากมากเลยสิแล้วเพื่อนล่ะ ไม่มีเลยสักคนเหรอ”
“มี…แต่เพื่อนห้องอื่นครับ”
“ทำไมล่ะ”
รอยยิ้มเย็นปรากฏบนริมฝีปากของบุตรชายอาจารย์ยูมิ
“ผมชอบไม่เหมือนพวกเขาก็เลยเข้ากันไม่ได้”
“ชอบที่ว่าน่ะอะไรเหรอ”
อมเรศแทบจะหลุดขำออกมาไม่ใช่ว่าตลกแต่เพราะสมเพชทั้งตัวเองและคนเหล่านั้นอย่างไรชอบกล
“ดาราน่ะครับ”
“อะไรนะ ?” กฤตธีราแทบจะหัวเราะแทนแล้วตอนนี้ “เด็กจริง ๆทะเลาะกันเรื่องดาราเนี่ยนะ”
“ผมติ่งสากลพวกเขาติ่งเกาหลี แค่นั้นแหละครับ”
“โอ้ย…” ครูหนุ่มหัวเราะเบา ๆ อมเรศมองใบหน้าอันหล่อเหลาของครูที่ยิ้มแบบนี้แล้วรู้สึกใจเต้นไม่เบา
“อาจารย์หล่อมากเลยครับ”
เขาพูดออกไปตามที่ใจคิด
“อยู่ดี ๆพูดอะไรเนี่ย”
คู่สนทนาของเขายิ้มหวานอมเรศรีบพูดต่อไป
“แต่จะว่าหล่อก็พูดไม่เต็มปากที่จริงหน้าของอาจารย์น่ะสวยมากกว่าหล่อครับ”
“...”
กฤตธีราไม่พูดอะไรต่อ แต่มองอมเรศลูกชายของอาจารย์กณิศไม่พูดอะไรแล้วเช่นกันแต่ยิ้มแล้วรีบก้มหน้าก้มตาจัดการกับข้าวผัดอเมริกันตรงหน้า
“โลกของผมในโรงเรียนนี้ค่อยสดใสขึ้นมาเพราะมีอาจารย์ครับ”
...ถ้าเขาเป็นลูกสุนัขเขาคงแทบจะกระดิกหางเมื่อเห็นกฤตธีราเชียวแหละ...