ณ เรือนท่านพระยาพิชิตมหาเสนา เ้าพระยากรมพระกลาโหม บริเวณเรือนนี้ใหญ่โตโอ่อ่ากินพื้นที่หลายพันไร่ ตัวเรือนปลูกสร้างอย่างสวยงามและใหญ่โต มีเรือนเล็กเรือนน้อยแบ่งแยกเป็สัดส่วน ภายในอาณาเขตบริเวณเรือนนี้ยังมีปางช้างและคอกม้าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงศรีอยุธยารวมอยู่ด้วย เหตุเพราะก่อนท่านจะได้เลื่อนยศเป็เ้าพระยากรมพระกลาโหมท่านเคยรั้งตำแหน่งเ้ากรมคชบาลดูแลช้างศึกม้าศึกให้แก่ขุนหลวงมาก่อนเมื่อได้เลื่อนขั้น ตำแหน่งเ้ากรมคชบาลก็ถูกส่งให้หลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโชผู้รั้งตำแหน่งเ้ากรมราชองครักษ์เป็ผู้ดูแลอีกทอด
ลึกเข้าไปยังจัดสรรพื้นที่ไว้สำหรับสัตว์น้อยใหญ่หายากที่ได้จากเรือของพวกต่างชาติที่มาทำการค้า บางส่วนยังได้รับพระราชทานมาจากขุนหลวง นับได้ว่าท่านพระยาพิชิตมหาเสนาและหลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโช คือผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในกรุงศรีอยุธยา เป็รองเพียงขุนหลวง[1]เท่านั้น เพราะนอกจากจะเป็ขุนศึกคู่พระทัย เป็สหายวัยเยาว์ ยังเป็พระขนิษฐภรรดา[2]ของพระองค์อีกด้วย และเนื่องจากขุนหลวงยังไม่มีพระราชโอรสและมีเพียงพระธิดาพระองค์น้อยพระองค์เดียวประกอบกับพระขนิษฐภคินี[3]ร่วมอุทรของพระองค์ท่านหญิงทิพย์วิมลได้สิ้นไปั้แ่หลวงสรศักดิ์เพิ่งได้ห้าขวบ จึงทรงเอ็นดูพระราชนัดดา[4]คนนี้มากเป็พิเศษ ถึงขนาดมีข่าวลือว่าจะทรงรับเป็ราชบุตรบุญธรรมเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่ามารดาของหลวงสรศักดิ์จะจากโลกนี้ไปนานแล้วแต่พระยาพิชิตมหาเสนากลับไม่ได้ตบแต่งภรรยาคนใดอีกเหตุเพราะยังอาลัยรักในตัวท่านหญิงทิพย์วิมลมิจางหาย ภายในเรือนจึงมีแต่บ่าวรับใช้ชายเป็ส่วนมากบ่าวรับใช้หญิงที่มีก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยนั่นยิ่งทำให้ขุนหลวงทรงโปรดปรานในความซื่อสัตย์และภักดีของพระยาพิชิตมหาเสนามากยิ่งขึ้น
จะมีก็แต่หลวงสรศักดิ์ที่ใช้ชีวิตั้แ่แตกเนื้อหนุ่มได้อย่างคุ้มค่าจะขึ้นเหนือล่องใต้ สุรานารีล้วนลิ้มลองมาแล้วทั่วทั้งสิ้นจนกระทั่งสองปีที่ผ่านมาจึงค่อยเพลาเื่นารีลงเหลือไว้แต่เื่สุราเท่านั้น
ความโปรดปราณของขุนหลวงที่มีให้สามารถดูได้จากเรือนแห่งนี้ที่ถึงแม้จะไม่มีแม่เรือนคอยดูแลแต่ก็ยังสวยงามเรียบร้อย เครื่องเรือนของใช้ล้วนเป็ของหายากมูลค่ามหาศาลไม่แพ้ตำหนักในพระราชวังเพราะขุนหลวงท่านทรงสั่งให้กรมวังช่วยดูแล อีกทั้งข้าทาสในเรือนก็ไม่ใช่ข้าทาสทั่วไปแต่เป็นางในที่ส่งมาจากฝ่ายในของราชวังโดยเฉพาะซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของแม่วิไลอดีตคุณท้าวต้นห้องของท่านหญิงทิพย์วิมล
…
สองพ่อลูกที่เพิ่งกลับมาจากเรือนท่านพระยาวิสุทธิ์โหราก็ทิ้งตัวลงนั่งที่โถงกลางเรือนของตน มือรับผ้าเช็ดหน้าและน้ำชาจากแม่วิไลที่เตรียมไว้ต้อนรับโดยมีแม่วันหลานสาวของแม่วิไลนั่งเป็ลูกมือส่งสายตาหวานหยดให้หลวงสรศักดิ์ที่ไม่ได้ชายตาแลตนอยู่ด้านข้าง เมื่อเสร็จแล้วบ่าวทั้งสองจึงถอยร่นออกไปรอรับใช้ด้านหลังอย่างรู้งาน
“พ่อพาฬ เอ็งเป็กระไร ใยนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดั้แ่ออกจากเรือนท่านออกญาวิสุทธิ์แล้ว”
พระยาพิชิตมหาเสนาถามบุตรชายที่ไม่เอ่ยปากพูดั้แ่ออกจากเรือนผู้อื่น
“ข้าข้องใจท่านพ่อ”
“ข้องใจอันใด”
“ก็เื่แม่ราตรีอย่างไรเล่า ท่านพ่อเชื่อรึว่านางมิได้ทำ”
“เชื่อ มิมีเหตุที่จะมิเชื่อ น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของท่านออกพระโหราธิบดีนั้นศักดิ์สิทธิ์สมชื่อ แม้นใครได้ดื่มแล้วไซร้หากผิดคำสาบานก็จะมีอันเป็ไปอย่างอเนจอนาถ มิรอดสักรายพ่อเห็นมากับตาหลายครั้งหลายหน”
“ท่านพ่อมิคิดว่าท่านลุงออกญา จะช่วยนางบ้างรึ”
หลวงสรศักดิ์ยังไม่คลายสงสัยถามย้ำอีกครั้ง
“มิช่วยดอก คู่กรณีเป็ถึงออกญาธรรมราชที่คบค้าสมาคมกันมาั้แ่หนุ่มๆ อีกทั้งยังเป็ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของลูกชายท่าน แม่ดวงแขก็เหมือนหลานอีกคนเห็นกันมาั้แ่เล็ก หากช่วยแม่ราตรี มิรู้ผลกระทบจะตกไปถึงไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น”
“กระไรรึท่านพ่อ”
“ท่านมิเคยพูดปด และท่านเป็ขุนนางผู้ใหญ่ที่มีความซื่อสัตย์มากที่สุดเท่าที่พ่อเคยพบมา ท่านมิมีทางเอาเื่เช่นนี้มาทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเองดอก”
พระยาพิชิตมหาเสนายังยืนยันหนักแน่นในความคิดของตน แต่คิ้วเข้มของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็ยังไม่คลายปม
“แต่ข้าก็ยังข้องใจเื่แม่หญิงราตรีอยู่ดี”
“เอ็งยังข้องใจเื่กระไรอีก”
“ก็..นางดูผิดแผกไปโขหรือท่านพ่อมิรู้สึก”
“พ่อก็คลับคล้ายคลับคลาว่านางผิดแผกไปแต่มิรู้ว่าผิดแผกที่ใดด้วยมิคุ้นเคยกันดีนัก”
ผู้เป็พ่อตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจ
“ที่ข้าเคยเจอนาง นางมิใช่เยี่ยงนี้ นางร้ายกาจมาก วาจาน่ารังเกียจ กิริยารึก็น่าชัง แต่ตอนนี้…”
“เป็อย่างไรเล่า”
คิ้วของพระยาพิชิตมหาเสนาเลิกขึ้นอย่างสงสัย
“ทั้งกิริยามารยาท ทั้งการพูดจา ทั้งน้ำเสียง ไหนจะสายตาของนาง...ข้ารู้แต่ว่านางมิใช่คนเดิม”
“หืม แล้วตอนนี้มันเป็อย่างไรว่ะ”
“นางดูสงบนิ่ง เยือกเย็นราวกับว่ามิอาวรณ์สิ่งใดอย่างไรข้าก็บอกมิถูก”
“ปานนั้นเชียว นางอาจจะเกรงที่โดนคุณหญิงพวงทองท่านเฆี่ยนตีไปเมื่อหลายวันก่อนจึงรู้จักเข็ดหลาบแล้วก็เป็ได้หนา”
พระยาพิชิตมหาเสนาพูดพลางยกยิ้มด้วยเห็นว่านางเป็แค่แม่หญิงธรรมดาที่โดนลงโทษคงจะต้องรู้จักกลัวบ้าง แต่หลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโชกลับไม่คิดเช่นนั้น
“มิมีทาง มันจะเป็ไปได้อย่างไรท่านพ่อ คนเช่นนางรึจะรู้จักกลัวเกรง เมื่อมิกี่วันก่อนข้าเพิ่งเจอนาง ตอนนั้นนางยังไล่ตบตีบ่าวไพร่จนได้เื วาจารึก็มิต่างจากพวกไพร่ชั้นต่ำ กิริยามารยาทยิ่งแล้ว หยาบกระด้างเสมือนหนึ่งมิมีผู้ใดอบรม แม้แต่ข้านางยังมิเกรง ข้ามิมีทางเชื่อดอก ว่าเพียงข้ามวันจะทำให้นางเปลี่ยนสันดานได้”
“เอ็งมิเชื่อแล้วจะทำกระไรได้”
ผู้เป็พ่อถามลูกชาย ตาก็กวาดมองท่าทางของลูกชายเพียงคนเดียวด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ข้าจะจับตาดูนาง ข้าเชื่อว่านางจะต้องมีแผนการร้ายกระไรอยู่ในหัวเป็แน่”
คำที่ออกจากปากลูกชายอย่างหนักแน่น ทำให้ผู้เป็พ่อยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก
...ไอ้ลูกชายคนนี้ มันทะแม่งๆ อย่างไรชอบกล
“เอาเถิดจะทำกระไรก็ทำ แต่เอ็งต้องไตร่ตรองให้ดีหนาอย่างไรนางก็เป็หลานสาวท่านออกญา พ่อมิอยากมีปัญหากับผู้ใหญ่..เฮ้อ..ประเดี๋ยวพ่อจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปดูพวกเด็กๆซ้อมดาบสักหน่อย”
กล่าวจบพระยาพิชิตมหาเสนาก็เดินหายเข้าไปทางห้องนอนของตนไม่สนใจลูกชายที่นั่งครุ่นคิดเื่ของผู้อื่นไม่เลิก
...หึ...ข้าจะทำให้เ้าเผยธาตุแท้ออกมาให้ได้..แม่ราตรี
เ้าของใบหน้าดุดันยังคงนั่งครุ่นคิดถึงสาวงามแห่งเมืองสองแควผู้นั้น ด้วยข้องใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปราวนรกกับ์อย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่สนใจบ่าวสองป้าหลานที่นั่งฟังบทสนทนาของตนหูผึ่งอยู่ใกล้ๆ
...
“แม่นายน้อยเ้าค่ะ ใกล้ได้เวลารับสำรับเย็นแล้วเ้าค่ะ”
ชดเดินเข้ามาเรียกราตรีเบาๆที่ข้างเตียง เมื่อใกล้ได้เวลาอาหารเย็น
“แม่นายน้อยจะออกไปรับที่หน้าเรือนหลักหรือจะรับที่นี่เ้าค่ะ”
ช้อยที่เห็นว่านายสาวของตนตื่นแล้วจึงถามย้ำอีกครั้ง
“ไปรับที่หน้าเรือนหลักก็แล้วกัน รับที่นี่เดี๋ยวคุณป้าจะดุเอาอีก”
ราตรีกล่าวเสียงเบา จากนั้นจึงค่อยๆลุกแล้วเดินไปนั่งที่หน้ากระจก ชดกับช้อยที่รู้หน้าที่ต่างก็ช่วยกันปรนนิบัติราตรีตามปกติ ภาพที่สะท้อนออกมาจากกระจกทองเหลือง อดทำให้ราตรีอมยิ้มมุมปากออกมาไม่ได้ คนหนึ่งหวีผมคนหนึ่งจัดชุดแลดูเป็ภาพความสงบที่แสนเรียบง่ายนางจึงค่อยตระหนักว่านางคิดถึงกิจวัตรที่เรียบง่ายเช่นนี้เพียงใด
เมื่อได้นอนหลับไปตื่นหนึ่งราตรีก็รู้สึกว่าร่างกายของตนทุเลาขึ้นมาก อาการอ่อนเพลียและเจ็บป่วยก่อนหน้าก็แทบจะไม่รู้สึกแล้ว นางจึงอยากออกไปพบเจอผู้คนบ้าง
“เสร็จแล้วเ้าค่ะ”
ช้อยที่หวีผมให้นายสาวเสร็จแล้วยกยิ้มอย่างพอใจในผลงานของตน พลางเอ่ยปากชมไปด้วย
“งามมากเ้าค่ะ สีหน้าแม่นายน้อยดูดีกว่าเมื่อเช้ามาก แผลที่หลังก็หายแทบมิทิ้งรอยแล้วด้วย”
“คงเป็เพราะได้นอนหลับเต็มที่นะ อ้อ ข้าขอถามกระไรพวกเ้าสองคนสักอย่างสิ”
ราตรีหันมาถามสองบ่าวถึงเื่ที่ข้องใจ
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
“ออกหลวงสรศักดิ์นี่เป็ผู้ใดกัน”
ทันทีที่เอ่ยจบสองบ่าวก็แตกตื่นเป็การใหญ่ ทำเอาราตรีต้องขมวดคิ้วด้วยความงงงวย
“แม่นายน้อย! แม่นายน้อยลืมสิ้นแล้วรึเ้าค่ะ อีชดเอ็งไปตามหมอมาดูอาการแม่นายน้อยหน่อยสิ”
“แม่นายน้อยรอก่อนหนาเ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวจะรีบไปตามหมอบัดเดี๋ยวนี้”
“หยุด..พอ..มิต้องไปที่ใดทั้งนั้น เพียงข้าถามถึงคนผู้หนึ่ง กลายเป็เื่ใหญ่เื่โตปานนี้เชียวรึ”
“โธ่ แม่นายน้อยของบ่าว แต่นั่นออกหลวงสรศักดิ์หนาเ้าค่ะ” ชดยังย้ำไม่เลิก
“ก็แล้วอย่างไรเล่า” ราตรีก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“ออกหลวงท่านกับออกญาพ่อของท่าน ถือว่าเป็ผู้มีอิทธิพลที่สุดในกรุงศรีฯเลยหนาเ้าค่ะ”
“แล้วอย่างไรข้ามิรู้จักก็มิเห็นแปลกวันๆข้ามิได้ย่างกลายออกจากเรือนไปเจอผู้คนที่ใดนี่นา”
ราตรีกล่าวตามความเป็จริง อย่าว่าแต่ออกจากเรือนใหญ่ออกจากเขตปีกเรือนตะวันออกที่เป็ห้องนอนของตนยังแทบนับครั้งได้ แต่สีหน้าของชดและช้อยยิ่งพูดยิ่งย่ำแย่ในใจไพล่คิดไปว่านายของตนป่วยหนักเข้าเสียแล้ว แต่ชดก็ยังพยายามเล่าต่อไปอย่างใจเย็น
“แต่สองปีหลังมานี่ ออกหลวงท่านถือเป็แขกประจำเรือนเราเลยหนาเ้าค่ะ ท่านเป็สหายกับออกขุนท่าน”
“สหายของคุณพี่เด่น แล้วข้าต้องรู้จักด้วยรึ”
“หากเป็ผู้อื่นมิรู้ก็ได้ แต่ผู้นี้…”
ชดเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ
“แม่นายน้อยมิเคยออกจากเรือน แต่พอออกไปมักเจอออกหลวงท่านประจำเลยหนาเ้าค่ะ”
ช้อยกล่าวเสริม
“มิเพียงแต่เจอเท่านั้น ยัง…ยัง”
“ยังกระไร รีบพูดมา”
ราตรียิ่งเร่ง ชดยิ่งอ้ำอึ้ง ช้อยทนไม่ไหวต้องพูดแทน
“ยังปะทะคารมกับท่านมิได้เกรงกลัวเลยหนาเ้าค่ะ”
“จริงรึเหตุใดข้าจำมิได้”
ราตรีย้ำถามเพื่อความแน่ใจ ในหัวก็พยายามคิดทบทวนความทรงจำครั้งเก่า แต่ก็จำเื่ราวใดเกี่ยวกับออกหลวงผู้นี้ไม่ได้เลย จนชดและช้อยต้องรีบเล่าเื่ราวระหว่างราตรีและออกหลวงหนุ่มให้ฟังอีกระลอก
“จริงเ้าค่ะ แม่นายน้อยมิค่อยชอบออกหลวงท่านเพราะว่าออกหลวงท่านเ้าชู้ แม่นายน้อยกลัวออกขุนท่านติดนิสัยเ้าค่ะ ก็เลย…”
“ก็เลยชอบปะทะคารมกับออกหลวงท่านประจำ” ชดว่า
“งั้นรึ ปะทะอย่างไร”
ราตรีพยายามนึกแต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี ช้อยจึงกล่าวเสริมต่อไปว่า
“ส่วนมากก็จะเป็พูดจาเหน็บแนมประชดประชันกันไปมาหนาเ้าค่ะ แล้วก็ยังกลั่นแกล้งเื่เล็กๆน้อยๆบ้าง แต่น่าแปลกหนาเ้าค่ะ ได้ยินมาว่าออกหลวงท่านเป็คนดุ ผู้ใดก็มิกล้าขัดใจ แต่ออกหลวงท่านก็มิเคยเอาโทษจริงๆจังๆกับแม่นายน้อยเลยหนาเ้าค่ะ”
“งั้นรึ เื่ออกหลวงผู้นี้เอาไว้ก่อนเถิดข้าหิวแล้ว ไปกินข้าวดีกว่า”
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
ราตรีที่นึกอย่างไรก็นึกเื่ราวของหลวงสรศักดิ์ไม่ออก จนเกือบจะพาลให้หงุดหงิด จึงเลิกคิดและพาบ่าวทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเรือนหลักแทน โดยที่ชดและช้อยมองตามหลังนายสาวและลอบมองหน้ากันเองอย่างหนักใจ
…
อาหารมื้อเย็นวันนี้ราตรีก็ยังคงทำให้ทุกคนบนเรือนตกตะลึงอีกครั้ง เพราะนางเอาแต่กินข้าวเปล่ากับผักไม่ยอมแตะต้องอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์เลยทั้งๆที่เมื่อก่อนนางเกลียดผักเป็ที่สุด หลังมื้ออาหารนางก็ไม่ได้กลับห้องนอนของตนทันทีแต่ยังขอคุณหญิงของเรือนไปนั่งสวดมนต์ไหว้พระในห้องพระใหญ่แถมยังนั่งสมาธิอยู่อีกเป็นาน ทำเอาทุกคนบนเรือนต่างนำเื่ประหลาดนี้ไปเล่าลือกันไม่จบสิ้นทั้งคืน ต่างคนต่างคิดเห็นไปต่างๆนาๆ ว่านางแกล้งทำหรือตั้งใจจริงกันแน่แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นกันข้างที่ว่านางแสร้งทำได้ไม่น่าจะเกินสามวันเป็แน่ บางคนก็แย้งว่าทำได้แค่วันเดียวจนเกิดการพนันขันต่อกันเล็กน้อยที่มุมหนึ่งของเรือน
ก่อนนอนราตรียังไม่วายกำชับบ่าวทั้งสองให้เตรียมของใส่บาตรและปลุกตนแต่เช้าเพื่อไปใส่บาตร คำสั่งนี้ทำเอาชดและช้อยเบิกตาโตอ้าปากค้างด้วยความใเพราะนายสาวของตนไม่เคยตื่นเช้ามาก่อนยิ่งการทำบุญใส่บาตรยิ่งไม่เคยไปใหญ่ ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าหากพรุ่งนี้มาถึงขอให้นายสาวไม่กลับไปเป็คนเดิมเสียก่อนที่พอโดนปลุกก็ลุกขึ้นมาตบตีอาละวาดบ่าวทั้งสองระบายความหงุดหงิด
...
รุ่งเช้าที่หน้าห้องนอนของราตรีชดและช้อยกำลังเกี่ยงกันเข้าไปปลุกนายสาวของตน
“มึงว่าเราจะโดนกระไรรึไม่อีชด”
“มิโดนดอกก็แม่นายน้อยสั่งให้ปลุกเองนี่หว่า”
“งั้นมึงเข้าไปปลุกสิอีชด”
“มึงนั่นแหละเข้าไปสิอีช้อย”
“มึงนั่นแหละ”
“มึง..”
“มิต้องเถียงกัน เข้ามาทั้งคู่นั่นแหละ”
เสียงสุดท้ายเป็น้ำเสียงเ็าของราตรีที่ตื่นมารอได้สักพักแล้วและได้ยินเสียงเถียงกันของสองบ่าวหน้าห้อง ชดและช้อยได้ยินดังนั้นจึงรีบก้มหน้าก้มตาเข้าไปรับใช้ ในใจก็คิดว่าต้องโดนราตรีดุแน่แล้วแต่ก็ไม่โดน ชดเข้าไปเก็บที่นอนให้ราตรีส่วนช้อยเข้ามาช่วยราตรีหวีผมแต่งตัว ปากก็ถามด้วยความสงสัย
“เหตุใดแม่นายน้อยตื่นเร็วนักเ้าค่ะ”
“ตื่นมาทำวัตรเช้า”
ช้อยไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้จึงทำตาโตอ้าปากค้างหวีในมือแทบจะร่วง จากนั้นจึงลอบมองหน้ากับชดที่กำลังเก็บที่นอนอยู่ ชดที่จับที่นอนแสนเย็นชืดดูก็รู้ว่านายสาวตื่นนานแล้วจริงๆจึงพยักหน้าตอบช้อยอย่างช้าๆ สายตาของบ่าวทั้งสองหันมามองนายสาวของตนเหมือนเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น ครั้นพอแต่งตัวเสร็จราตรีทำเพียงเดินออกไปรอใส่บาตรที่ท่าน้ำเท่านั้น ไม่มีท่าทีหงุดหงิดอย่างที่ทำประจำแม้แต่น้อย จนสองบ่าวต้องลอบกระซิบกระซาบกัน
“อีช้อยนี่กูฝันไปรึไม่”
“ถ้ามึงฝันกูก็ฝัน”
ที่ท่าน้ำนอกจากราตรีที่มารอใส่บาตรแล้วยังมีคุณหญิงพวงทองและนังแป้นพร้อมทั้งบ่าวอีกสามถึงสี่คนอยู่ด้านหลังทุกคนเมื่อเห็นราตรีก็มองจนตาค้างด้วยความประหลาดใจ
“ตื่นเช้าเป็ด้วยรึแม่ราตรี”
“เ้าค่ะ ต่อไปนี้ข้าจะตื่นเช้ามาใส่บาตรทุกวัน”
คำตอบของราตรีทำเอาทุกคนใมากขึ้นจนอ้าปากค้างอยู่เป็นานเลยทีเดียว
“พระมาแล้วเ้าค่ะ”
ราตรีบอกคุณหญิงพวงทองที่เอาแต่จ้องตน แล้วจึงหันไปนั่งพับเพียบมือยื่นไปรับของจากชดและช้อยรอใส่บาตรด้วยท่วงท่าที่เป็ธรรมชาติประหนึ่งเป็กิจที่ทำอยู่เป็ประจำ เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้วราตรีก็ทำเพียงกล่าวลาคุณหญิงพวงทองพร้อมทั้งยกมือไหว้และเดินจากไปเงียบๆ ทุกสิ่งตกอยู่ภายในสายตาของคุณหญิงพวงทองและบ่าวในเรือน ทั้งๆที่เห็นอยู่ตรงหน้าแต่ก็ไม่มีผู้ใดอยากจะเชื่อว่าแม่หญิงที่แสนร้ายกาจผู้นี่จะประพฤติตัวดีงามได้ นังแป้นที่ยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองจึงเอ่ยปากบอกคุณหญิงของมันถึงเื่ที่ได้ยินเมื่อเช้ามืด
“คุณหญิงเ้าค่ะเมื่อเช้ามืดบ่าวเดินผ่านห้องนอนแม่หญิง บ่าว บ่าวได้ยิน”
“ได้ยินกระไร พูดมา อย่ามัวแต่อ้ำอึ้ง”
“แม่หญิงสวดมนต์ทำวัตรเช้าเ้าค่ะ”
“จริงรึ มิใช่นางพร่ำบ่นกระไรมิรู้ความรึ”
คุณหญิงพวงทองถามด้วยความไม่เชื่อถือ
“จริงเ้าค่ะ นังพวกนี้ก็ได้ยินแม่หญิงสวดมนต์มิผิดแน่เ้าค่ะ”
แม่แป้นยังยืนยันหนักแน่น บ่าวที่อยู่ด้านหลังก็พยักหน้ายืนยันตามอย่างแข็งขันเช่นกัน
“เ้าค่ะ / เ้าค่ะ”
“นี่ข้าฝันไปหรือนางผีเข้ากันแน่”
คุณหญิงพวงบ่นพึมพำกับตนเองเพราะไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน สายตาก็มองไปยังทิศทางที่ราตรีเดินจากไป
…
ฮือ...ฮือ...ฮือ...
ราตรีที่กำลังจะก้าวเท้าขึ้นเรือนกลับหยุดชะงักเพราะได้ยินเสียงบางอย่างจนชดและช้อยแปลกใจ
“มีกระไรรึเ้าค่ะ แม่นายน้อย”
“ตรงนั้นมีกระไร”
ราตรีชี้ไปยังทิศทางหนึ่งด้านข้างเรือน ชดและช้อยมองตามไปแล้วจึงเป็ชดที่เป็ฝ่ายตอบ
“อ๋อ ตรงนั้นเป็กอไผ่และมีศาลาริมบึงเก่าอยู่หลังหนึ่งเ้าค่ะ แต่มันรกร้างมากแล้ว มิค่อยมีผู้ใดไปดอกเ้าค่ะ”
ฮือ...ฮือ...ฮือ...
“พวกเ้าได้ยินเสียงกระไรรึไม่”
“เสียงกระไรเ้าค่ะ”
ราตรีมองหน้าบ่าวทั้งสองที่เหมือนไม่ได้ยินเสียงร้องไห้เหมือนที่ตนได้ยิน จึงมุ่งหน้าเดินเข้าไปยังทิศทางของเสียงนั้นไม่สนใจเสียงห้ามปรามของชดและช้อย
“แม่นายน้อยระวังเ้าค่ะมันรกหนาเ้าค่ะ”
“อย่าไปเลยเ้าค่ะ แม่นายน้อย”
เมื่อมาถึงกอไผ่ด้านข้างเรือน ตรงนี้เป็ที่รกร้างใกล้ๆยังมีศาลาไม้เก่าอยู่หลังหนึ่งแม้ไม่ได้ผุพังแต่ก็เห็นได้ว่าฝุ่นจับหนา ต้นไม้ยังเลื้อยไปตามเสาและหลังคาของศาลานี้ ด้านข้างยังมีบึงน้ำขนาดย่อมที่น้ำในบึงใกล้แห้งขอดเต็มที ถึงแม้ว่าพื้นที่นี้จะอยู่ในเขตเรือนใหญ่แต่ก็รกร้าง คงจะเป็เพราะไม่ค่อยมีใครเข้ามาใช้งาน
ทันทีที่ราตรีเดินมาถึงสิ่งที่ปรากฎสู่สายตากลับเป็ร่างโปร่งแสงของสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่ข้างในศาลา
“หึ ถึงว่าหลายวันแล้วยังมิฟื้น หลงทางกลับเรือนมิถูกดอกรึ”
“แม่นายน้อยว่ากระไรหนาเ้าค่ะ”
ชดและช้อยที่กำลังยกมือลูบแขนตัวเองเพราะอยู่ๆก็รู้สึกขนลุก เอ่ยปากถามราตรีที่บ่นพึมพำไม่เป็ภาษาอยู่คนเดียว
“ข้าอยากได้ขลุ่ย พอจะหาให้ข้าได้รึไม่”
“ขลุ่ยรึเ้าค่ะ เอ้ นังช้อยเหมือนข้าจะเคยเห็นบ่าวเรือนหลังมีหนา”
“แต่มันเป็เพียงขลุ่ยที่เหลาหยาบๆ ที่พวกบ่าวไพร่ทำไว้ สุ้มเสียงก็มิดี แม่นายน้อยจะเอามาทำกระไรเ้าค่ะ”
“ไปหามาให้ข้า เอาอัฐไปแลกมาอย่าได้ตระหนี่ แล้วก็ทำความสะอาดที่นี่เสียข้าจะนั่งเล่นที่นี่”
“แม่นายน้อยจะนั่งเล่นที่นี่รึเ้าค่ะ ได้เ้าค่ะบ่าวจะรีบทำประเดี๋ยวนี้ แม่นายน้อยขึ้นไปรอบนเรือนก่อนหนาเ้าค่ะ เสร็จแล้วบ่าวจะขึ้นไปตาม”
ชดที่กำลังเอ่ยแย้งต้องรีบสงบคำเมื่อปะทะเข้ากับสายตาเ็าของราตรี
“ไปเถิดข้าจะรออยู่ที่นี่”
ว่าจบร่างงามก็ย่อกายลงนั่งรอที่ศาลาอย่างไม่มีทีท่ารังเกียจ ชดและช้อยจึงแยกย้ายกันไปทำตามความ้าของนายสาวทันที
ตอนนี้ก็เหลือเพียงราตรีผู้เดียวกับร่างโปร่งแสงที่ไม่มีใครมองเห็น ร่างโปร่งแสงนี้เมื่อเห็นราตรีก็มีทีท่าหวาดกลัวลนลานเสียงร้องไห้ก็ยิ่งมายิ่งดังขึ้นไปอีก
“มิต้องหวาดกลัวข้าปานนั้น ข้ารู้ว่าข้าทำมิดีต่อเ้ามามากนัก ข้าขออภัยสำหรับทุกเื่อภัยให้ข้าเถิดหนา ข้าจะพาเ้ากลับเรือนเองแม่ดวงแข”
ร่างโปร่งแสงของแม่ดวงแขคราแรกก็รู้สึกหวาดกลัวแต่ไม่รู้เพราะอะไรทันทีที่ได้ยินเสียงที่แสนเฉยชาของราตรีบอกว่าจะพากลับเรือนใจที่แสนหวาดกลัวก็กลับมาสงบและยอมเชื่อราตรีจนหมดหัวใจยอมนั่งลงข้างๆร่างของแม่หญิงผู้เคยรังแกตนอย่างเรียบร้อยไม่ฟูมฟายอีกแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมาทุกอย่างก็พร้อมสรรพ ภายในศาลาที่ทำความสะอาดแล้วมีร่างงดงามของราตรีนั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อยอยู่บนเบาะนุ่มที่ชดสรรหามาวางไว้ให้ ข้างกายยังมีขนมและน้ำชาของโปรด ภายในมือเรียวมีขลุ่ยไม้ไผ่ที่เหลาอย่างหยาบๆอันหนึ่งที่ช้อยไปหามาให้
“ขลุ่ยนี่หยาบก็หยาบ สุ้มเสียงก็มิดี แม่นายน้อยจะเอามาทำกระไรเ้าค่ะ”
ราตรีไม่ได้กล่าวอะไรเพียงยกยิ้มมุมปากบางเบาและปิดเปลือกตาลงปิดกั้นตนเองจากสรรพสิ่ง จากนั้นจึงเริ่มจรดริมฝีปากไปที่ขลุ่ยตัวนั้น ทันทีที่ราตรีเริ่มเป่าท่วงทำนองไพเราะแสนประหลาดก็เผยออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทำเอาชดและช้อยแอบมองตาโตด้วยไม่คิดว่านายของตนจะเป่าขลุ่ยเป็แถมเสียงของมันยังดังก้องกังวานจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็เพียงขลุ่ยที่ทำแบบหยาบๆอันนั้น
ท่วงทำนองที่ไพเราะนี้ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งเรือน จนบ่าวไพร่ที่ได้ยินต่างพากันเดินตามเสียงมาจนแน่นขนัดไปหมด หนึ่งในนั้นยังมีขุนศรีสุนทรและพระยาวิสุทธิ์โหราที่กำลังจะก้าวลงเรือไปเข้าประชุมเช้าแต่เมื่อได้ยินเสียงเพลงจึงเดินตามเสียงไปดั่งต้องมนต์
สักพักเมื่อร่างบางไม่รู้สึกถึงดวงจิตของแม่ดวงแขแล้วเมื่อนั้นเสียงขลุ่ยจึงสิ้นสุดลง ราตรีค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นสายตาเ็ากวาดมองรอบบริเวณอย่างช้าๆนั่นจึงทำให้ทุกคนหลุดออกจากภวังค์ทันใด
แปะๆๆๆ…
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไพเราะยิ่งนักแม่ราตรี ลุงมิรู้เลยว่านอกจากหลานจะสีซอได้แล้วยังเป่าขลุ่ยได้ไพเราะถึงเพียงนี้”
เป็พระยาวิสุทธิ์โหราที่ปรบมือเป็คนแรกและยังหัวเราะอย่างอารมณ์ดีอีกด้วย
“ขอบพระคุณเ้าค่ะคุณลุง”
ราตรีกล่าวขอบคุณและยกยิ้มบางเบา ด้านขุนศรีสุนทรกลับยืนอึ้งไม่รู้จะเอ่ยวาจาใด คิ้วเข้มขมวดมุ่น สักพักจึงเอ่ยคำถามในใจออกมา
“นี่เ้ามาทำกระไรที่ตรงนี้ ต้นไม้ขึ้นรกไปหมด ปกติเ้ามิใช่มิชอบออกจากห้องหับของเ้ารึ”
“ข้าชอบที่นี่เ้าค่ะ มันสงบดี”
ราตรีเอ่ยตอบด้วยใบหน้าและน้ำเสียงนิ่งสงบเช่นเดิม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องชอบก็มิเป็กระไรดอกพ่อเด่น ไอ้ม่วงประเดี๋ยวเอ็งพาคนมาปรับปรุงที่ตรงนี้ด้วยหนาอย่าให้รกอีก หลานข้าชอบ”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ คุณลุง”
“ไปพ่อเด่นรีบไป ใกล้จะสายแล้ว คนอื่นๆก็ไปทำการทำงานตามหน้าที่เถิดอย่ามารบกวนหลานข้า”
“ขอรับคุณพ่อ”
“ขอรับ/ขอรับ”
พระยาวิสุทธิ์โหราที่อารมณ์เบิกบานถึงขีดสุดหันไปสั่งการกับบ่าวคู่ใจแล้วหันมาสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไป ก่อนเดินนำไปที่ท่าน้ำหน้าเรือน ก่อนไปขุนศรีสุนทรยังไม่วายหันกลับมามองราตรีแต่ในหัวก็ยังอดครุ่นคิดถึงท่าทางของนางที่เปลี่ยนไปในสองวันนี้ไม่ได้
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ราตรีที่มองไปรอบๆศาลาก็ไม่เห็นร่างโปร่งแสงของแม่ดวงแขอยู่ที่นี่อีกแล้ว ทิ้งไว้แต่เพียงลำแสงสีขาวจางๆ ที่ทอดยาวไปทางของเรือนท่านพระยาธรรมราชคาดว่านางคงตามลำแสงนี้เพื่อกลับเรือนของนางไปแล้ว
...หมดเวรหมดกรรมกันแต่เพียงนี้เถิดหนาแม่ดวงแข
...
[1] คำเรียกพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาที่ดำรงพระชนม์อยู่ จากคำวินิจฉัยของกรมพระยาดำรงาานุภาพ มีทั้ง ขุนหลวง ,พระเปนเ้า ,พระเ้าอยู่หัว
[2] น้องเขย
[3] น้องสาว
[4] หลานชายหรือหลานสาว