ตอนที่ 161 ยังมีคนชอบนินทาอยู่เสมอ
“เสี่ยวฮวา เธออิ่มแล้วจริงๆ เหรอ?”
หานชีเยวี่ยถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน หลังจากเสี่ยวฮวามองหานชีเยวี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลง ไม่กล้ามองเธออีก
“อิ่มแล้วจริงๆ ค่ะ”
“ถ้าเสี่ยวฮวาอิ่มแล้ว พี่สาวจะเอาข้าวต้มที่เหลือไปทิ้งนะ”
ทันทีที่ได้ยินหานชีเยวี่ยพูดแบบนั้น เสี่ยวฮวาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ดูเหมือนเธอจะไม่คิดว่าหานชีเยวี่ยจะพูดว่าจะเอาข้าวต้มไปทิ้ง
นี่มันข้าวต้มนะ ไม่เหมือนน้ำซาวข้าวที่เธอกินทุกวัน จะทิ้งได้ยังไง? แม้แต่น้ำซาวข้าวที่บ้านที่พอมีกลิ่นข้าวติดอยู่บ้าง เธอยังไม่ยอมทิ้งเลย
“พี่สาว อย่าทิ้งนะคะ!”
เสี่ยวฮวารีบยื่นมือเล็กๆ ทั้งสองมือออกมาห้าม แต่หานชีเยวี่ยกลับเห็นรอยแผลเป็นบนแขนของเด็กน้อย หลังจากพูดออกไป เสี่ยวฮวาก็เหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ใบหน้าเล็กๆ แสดงออกถึงความประหม่าและหวาดกลัวในทันที
“ทำไมจะทิ้งไม่ได้ล่ะ? เสี่ยวฮวาอิ่มแล้วนี่นา ถ้าเก็บไว้ถึงตอนเย็นก็จะไม่ดี”
“พี่สาว…”
เสี่ยวฮวายื่นมือออกไปดึงชายแขนเสื้อของหานชีเยวี่ยเบาๆ ก่อนจะรีบดึงมือเล็กๆ ที่สกปรกกลับ
“ทำไมเสี่ยวฮวากินแค่นี้ก็อิ่มแล้วล่ะ?”
“พ่อบอกว่า หนูเป็นตัวถ่วง กินแค่สองสามคำให้ไม่หิวตายก็พอแล้วค่ะ!”
เสียงของเสี่ยวฮวาเบาเหมือนเสียงยุงบิน ถ้าหานชีเยวี่ยไม่ตั้งใจฟังก็คงไม่ได้ยินอย่างชัดเจน แต่คำพูดที่แฝงไปด้วยความไม่มั่นคงของเสี่ยวฮวา ทำให้สีหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนไปในทันที
นี่มันคำพูดของมนุษย์ทั่วไปหรือ? ลูกของตัวเองแท้ๆ ทำกับลูกแบบนี้ได้ยังไง? แต่เพราะกลัวจะทำให้เสี่ยวฮวากลัว หานชีเยวี่ยจึงพยายามอดทนระงับความโกรธในใจ
“เสี่ยวฮวา กินให้เต็มที่เลยนะ นี่พี่สาวเอามาให้หนู”
หานชีเยวี่ยรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล เมื่อเทียบกับตัวเธอแล้ว ชีวิตของเสี่ยวฮวาที่เหมือนดอกหญ้าริมทางลำบากกว่าเธอมาก ข้าวต้มเกือบเต็มกล่อง เสี่ยวฮวากินจนหมดเกลี้ยง
หลังจากกินเสร็จ เธอก็ลูบท้องป่องๆ ของตัวเองแล้วพูดว่า “พี่สาว หนูอิ่มจังเลยค่ะ!”
หานชีเยวี่ยอดหัวเราะไม่ได้ เธอยื่นมือออกไปจะลูบหัวเด็กน้อย แต่พอเห็นบาดแผลบนหัว เธอก็ชะงักมือไว้ไม่ได้ลูบหัวต่อ
“เสี่ยวฮวานอนพักอีกหน่อยนะ เดี๋ยวอีกครู่หนึ่งพยาบาลจะมาฉีดยาให้ เสี่ยวฮวากลัวไหม?”
เสี่ยวฮวาส่ายหัว: “หนูไม่กลัวค่ะ”
เด็กน้อยทำสีหน้าเข้มแข็ง ทำเอาหานชีเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะชมเธอ ในตอนนั้น ก็มีคนเดินเข้ามาในห้องพัก หานชีเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหวงพั่นหลานกับผู้หญิงอีกสองคนที่เธอไม่รู้จัก
“กูหนาย ทำไมถึงมาที่นี่ด้วยคะ?”
“เด็กๆ ไปโรงเรียนกันหมดแล้ว ฉันก็ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เลยตามมาดู ชีเยวี่ยจ๊ะ เธอควรจะไปทำงานได้แล้วกระมัง?”
หานชีเยวี่ยพยักหน้า “ค่ะ ฉันควรจะไปทำงานแล้ว กูหนาย งั้นฉันฝากกูหนายกับคุณอาทั้งสองด้วยนะคะ”
ดูเหมือนเพราะเป็นช่วงกลางวัน ผู้หญิงสองคนที่มารับหน้าที่ดูแลเสี่ยวฮวาวันนี้ดูจะอายุมากกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย
“เธอไปเถอะ พวกเราผู้ใหญ่สามมีประสบการณ์คนเลี้ยงเด็กมากกว่าเธอเยอะ สบายใจได้จ้ะ” หวงพั่นหลานพูดเร่งด้วยรอยยิ้ม
“อาเจียง นี่หลานสาวแกเหรอ น่ารักจริงๆ มีแฟนหรือยัง?”
หานชีเยวี่ยเพิ่งจะเดินออกจากห้อง ก็ได้ยินผู้หญิงคนหนึ่งพูดแบบนั้น
“ป้าฉางเต๋อ อย่านะ แกอย่าคิดอะไรแปลกๆ หลานสาวฉันเพิ่งจะสิบเจ็ดเอง” หวงพั่นหลานรีบพูดด้วยท่าทางระแวง
หลานสาวของเธอทั้งสวยทั้งเก่ง ไม่ใช่คนที่หลานชายของบ้านฉางเต๋อที่ทำอะไรก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันจะคู่ควรด้วย
“ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ แกจะรีบร้อนไปทำไม ราวกับฉันจะมาแย่งหลานสาวแกไปงั้นแหละ!”
หวงพั่นหลานจ้องเธอเขม็ง “แกกล้าพูดว่าแกไม่ได้คิดจะแย่งหลานสาวฉันไปจริงๆ เหรอ?”
ผู้หญิงคนนั้นยิ้มแห้งๆ เรื่องนี้ก็จบลงแค่นั้น ส่วนเสี่ยวฮวา เมื่อเห็นหานชีเยวี่ยออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความหวาดกลัวและไม่มั่นคง
หวงพั่นหลานเห็นเด็กน้อยเป็นแบบนั้น ก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ
“เสี่ยวฮวา ย่าชื่อหวง รู้จักย่าไหม? ย่าของเล่อเล่อไง!”
หวงพั่นหลานนึกถึงหลานชายของตัวเองที่แสดงสีหน้าหวาดกลัวแบบเดียวกัน เพราะเรื่องนี้ เธอจึงรู้สึกเห็นใจเสี่ยวฮวามากขึ้น
เสี่ยวฮวาพยักหน้าอย่างลังเล
หวงพั่นหลานลูบมือเล็กๆ ของเสี่ยวฮวาด้วยความสงสาร “เด็กดี ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่ต้องกลัวแล้ว”
ในห้องพักเดียวกันมีคนอยากรู้อยากเห็น เมื่อกี้ไม่กล้านินทาหานชีเยวี่ยเพราะเห็นว่าเป็นเด็กสาว ตอนนี้พอมีคนอายุมากกว่าเข้ามา พวกเขาก็รีบเข้าไปซุบซิบนินทาทันที
กูหนายหวงโกรธหลิวหงซิ่งสองผัวเมียที่ใจไม้ไส้ระกำ เธอจึงไม่คิดจะปกปิดอะไร แต่เล่าเรื่องทั้งหมดออกมาผู้คนในห้องพักต่างก็พากันด่าทอหลิวหงซิ่ง
เมื่อหานชีเยวี่ยกลับมาถึงโรงงาน ก็แปดโมงครึ่งพอดี ทันเวลาเข้าทำงาน เหล่าคนงานกำลังเดินไปทางหอประชุม หานชีเยวี่ยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีประชุม เธอจึงไปเอาสมุดบันทึกกับปากกาที่ห้องทำงานด้วย แล้วเดินตามคนอื่นๆ ไปที่หอประชุม
หอประชุมของโรงงานทอฝ้ายขนาดใหญ่แห่งนี้ดูโอ่อ่ามาก สามารถจุคนสองถึงสามพันคนได้ทั้งหมดแบบไม่มีปัญหาเลย หานชีเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะอุทานในใจ นี่มันโรงงานใหญ่จริงๆ
ตอนนี้ภายในหอประชุมขนาดใหญ่เต็มไปด้วยผู้คน มองคร่าวๆ ก็มีประมาณพันถึงสองพันคน หลายที่นั่งมีคนนั่งอยู่แล้ว หานชีเยวี่ยกำลังคิดว่าตัวเองควรจะนั่งตรงไหนดี
“สหายเสี่ยวหาน ในที่สุดเธอก็มา หัวหน้าเจียงให้ฉันรอเธออยู่ที่นี่ เร็ว ไปกันเถอะ”
เลขานุการของเจียงอวี้หมิงดึงมือหานชีเยวี่ย
เด็กสาวไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไง แต่ก็เดินตามเขาไป เมื่อเดินไปถึง หานชีเยวี่ยก็พบว่าที่นั่งของเธอถูกจัดให้อยู่แถวหน้าสุด หันหน้าตรงไปยังเวที
เป็นเพราะเด็กสาวเดินไปนั่งแถวหน้าสุด ในตอนนี้สายตาของคนรอบข้างต่างก็มองมาที่เธอ ถึงแม้เธอจะเป็นคนที่ไม่สนใจสายตาคนอื่น แต่ก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้ หล่อนได้แต่บ่นในใจ ตัวเองเป็นแค่พนักงานใหม่ แถมยังเป็นพนักงานชั่วคราว ทำไมถึงได้มานั่งแถวหน้าสุดได้ล่ะ?
แถวหน้าสุดก็ว่าแปลกแล้ว ทำไมยังเป็นที่นั่งตรงกลางอีก?
ไม่แปลกใจเลยที่คนรอบข้างมองเธอแบบนี้
“พาฉันมานั่งผิดที่หรือเปล่าคะ?” หานชีเยวี่ยถามด้วยเสียงเบา
“นี่แหละที่ของเธอ รีบนั่งลงเถอะ พอนั่งลงแล้วคนอื่นก็จะเลิกมองเธอแล้ว!”
เลขานุการพูดจบก็เดินจากไป หานชีเยวี่ยได้แต่นั่งลงท่ามกลางสายตาที่สงสัยและอิจฉาของคนรอบข้าง แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่เลขานุการพูด พอเธอนั่งลงคนอื่นก็ไม่ได้เลิกมอง
ในความเป็นจริง หลังจากที่เธอนั่งลง เสียงพูดคุยรอบข้างก็ไม่ได้ลดลงเลย แถมบางคนยังพูดเสียงดัง เหมือนตั้งใจจะให้เธอได้ยิน คำพูดของคนเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยความก้าวร้าวและมุ่งร้ายต่อหานชีเยวี่ย
หานชีเยวี่ยรู้สึกอึดอัด ในตอนนี้เธอไม่สามารถลุกขึ้นเดินออกไปได้ และก็ไม่สามารถทะเลาะกับคนพวกนั้นได้ดูเหมือนคนรอบข้างจะรู้ว่าหานชีเยวี่ยกำลังอึดอัด พวกเขาจึงยิ่งพูดเสียงดังขึ้น บางคนพูดว่าหานชีเยวี่ยเป็นคนกร่าง บางคนพูดว่าเธอใช้เส้นสาย
ทำให้หานชีเยวี่ยที่ไม่เคยโดนนินทาแบบนี้มาก่อนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว
ในที่สุด หานชีเยวี่ยก็ตัดสินใจว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมนี้แล้ว แต่ทันทีที่เธอลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินออกไป ก็มีคนดึงเธอไว้
“สหายเสี่ยวหาน ใกล้จะเริ่มประชุมแล้ว เธอจะไปไหน?”