หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 122 ตอน เดินทางไกล 12

            ณ เมืองอวิ๋นเมิ่ง

            ภายในวังหลวง

            สนมซูกำลังรอให้บุตรชายของนางเดินทางเข้าวังเพื่อทานอาหารกลางวันด้วยกัน

            ข่าวที่นางได้ยินมาวันนี้ทำให้นางกังวลใจยิ่งนัก

            เด็กคนนี้ดื้อรั้นจริงๆเหตุใดถึงชอบลงมือโดยไม่ปรึกษานางก่อน?

            หากก้าวผิดเพียงก้าวเดียวข้างหน้าอาจเป็นเหวลึกก็ได้ เหตุใดถึงไม่รู้จักไตร่ตรองให้ดี?

            ‘ข้าควรทำอย่างไรเพื่อให้เจ้าปราศจากความกังวลไปตลอดชีวิต?’

            นางกำลังกังวลมาก

            ตอนที่นางอยู่ในจวนเสนาบดีนางมักเอาชนะเย่ฮูหยินได้เสมอ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในวัง ผู้คนรอบตัวก็เพิ่มขึ้นยิ่งไปกว่านั้นหญิงงามก็พบได้ทุกที่

            เป็นเวลากว่าสองเดือนแล้วที่ฝ่าบาทไม่ได้ถามถึงนางแม้แต่คำเดียวยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเสด็จมาที่ตำหนักของนางเพื่อร่วมทานอาหารหรือพักผ่อนสักคืนเลย

            นางไม่อยากคิดเรื่องนี้

            ฝ่าบาทเปลี่ยนไปมากจริงๆ

            ตอนนี้นางมีเพียงเด็กคนนี้เท่านั้น

            สิ่งที่นางทำได้คือปกป้องเด็กคนนี้ให้ดี

            ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เหลือนางไม่กล้าคาดหวัง

            ‘เมื่อก่อนข้าหวังว่าบุตรชายของข้าจะได้สืบทอดตำแหน่งของบิดาถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายที่บิดาโปรดปรานที่สุด’

            อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าวังแล้วเย่เช่อกลับได้รับตำแหน่งอ๋องอวิ๋นเมิ่ง

            ทุกคนรู้ว่าตำแหน่งอ๋องอวิ๋นเมิ่งอยู่ห่างจากตำแหน่งไท่จื่อเพียงก้าวเดียวถึงอย่างไรบุตรชายของนางก็ได้เป็นองค์ชายเหยียนแล้ว แต่ต่อให้นางเกลี้ยกล่อมอย่างไรเขาก็ยังคงดื้อรั้น

            เดิมทีเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบและมีความสุขในตำแหน่งองค์ชาย

            นางเคยพูดคุยกับเขาหลายครั้งแล้วแทบทุกครั้งนางจะบอกเป็นนัยๆ ว่าอย่าคิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 

            แต่เห็นได้ชัดว่าคำพูดของนางไม่มีผล

            นางควรทำอย่างไร?

            นางควรเกลี้ยกล่อมให้เขาใช้ชีวิตอย่างสงบ

            หรือควรเกลี้ยกล่อมให้เขาวางมือโดยเร็วที่สุด?

            นางควรเลือกทางไหน?

            สนมซูกำลังสับสน

            ขณะที่นางกำลังใช้ความคิดนางกำนัลก็เดินเข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหู

            ทันใดนั้นอารมณ์ของนางก็ย่ำแย่ลงทันที

            ปรากฏว่าสนมเซี่ยกำลังตั้งครรภ์!

            ไม่ว่าจะเป็นเรือนหลังของจวนเสนาบดีหรือวังหลังไม่มีอนุหรือสนมคนใดตั้งครรภ์มาหลายปีแล้ว

            นี่ถือเป็นลูกคนที่สามของฝ่าบาท

            ‘ฝ่าบาทคงมีความสุขมากใช่หรือไม่?’

            บุตรชายของนางจะทำอย่างไรหากรู้เรื่องนี้?

            พวกเขาต้องแข่งขันกันอีกหรือไม่?

            สุดท้ายแล้วนางควรทำอย่างไร?

            ‘เหยียนเอ๋อเจ้าต้องการมีชีวิตแบบใดกันแน่?’

            ทันใดนั้นสนมซูก็ตระหนักว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานางไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเช่นนี้มาก่อน

            สิ่งที่ควรจะเป็นของเหยียนเอ๋อจะถูกแย่งชิงไปหรือไม่?

            อีกสองปีนับจากนี้เหยียนเอ๋อจะได้เป็นใหญ่หรือไม่?

            นางควรทำอย่างไรเพื่อให้เขาได้อยู่ที่นี่ตลอดไป?

            ดูเหมือนว่ามีหลายอย่างที่นางต้องวางแผนเพื่ออนาคตของเขา

            เมื่อคิดเช่นนี้นางก็รู้สึกว่าท้องฟ้ากำลังมืดมนลงเรื่อยๆ

            เมื่อเย่เหยียนก้าวเข้ามาเขาก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่า “เสด็จแม่เป็นอย่างไรบ้าง?”

            สนมซูยิ้มและกล่าวว่า “ก็เหมือนทุกวันเพียงแต่คิดถึงเจ้ามากเท่านั้น เจ้าไม่ค่อยมาหาแม่เลย”

            เย่เหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ปกติเหยียนเอ๋อก็มาทุกวันไม่ใช่หรือ? เสด็จแม่มีอะไรอยากพูดคุยหรือไม่?”

            สีหน้าของสนมซูเปลี่ยนไป“เจ้าช่วยอธิบายให้แม่ฟังทีว่าเกิดอะไรขึ้น”

            เย่เหยียนรู้สึกงุนงง“เสด็จแม่หมายความว่าอย่างไร?”

            สนมซูกล่าวเสียงต่ำ “แม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนเหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้?”

            จู่ๆสีหน้าของเย่เหยียนก็เปลี่ยนไป เขากล่าวว่า “เสด็จแม่กำลังกล่าวเรื่องอะไร?เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเหยียนเอ๋อแม้แต่น้อย”

            สนมซูไม่สนใจคำกล่าวของบุตรชายนางถามต่อว่า “บอกแม่ทีว่าเจ้าคิดอะไรอยู่?”

            ทันใดนั้นเย่เหยียนก็คุกเข่าลงเขาโขกศีรษะพร้อมกับกล่าวว่า “เสด็จแม่ต้องเชื่อใจเหยียนเอ๋อ บุตรชายของท่านย่อมไม่ทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นเป็นอันขาด”

            สนมซูพยุงบุตรชายให้ลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากใจก่อนจะกล่าวว่า“เหยียนเอ๋อ แม่ย่อมเชื่อใจเจ้า แต่เจ้าต้องบอกแม่ก่อนว่าเจ้าคิดอะไรอยู่?”

            เย่เหยียนก้มหน้าลงและไม่กล่าวอะไร

            สนมซูกล่าวต่อว่า“อันที่จริงแม่หวังเพียงให้เจ้ามีชีวิตที่สงบและมีความสุข เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่?”

            เย่เหยียนเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ“เสด็จแม่ แต่ที่ผ่านมาท่านไม่ได้กล่าวเช่นนั้นกับเหยียนเอ๋อ”

            สนมซูรู้สึกอึดอัดอยู่พักหนึ่ง

            เดิมทีการไม่ได้รับความรักจากฝ่าบาทก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นางทนไม่ได้แต่วันนี้นางกลับต้องเผชิญกับคำตำหนิจากบุตรชายอีก

            สนมซูอดไม่ได้ที่จะเสียใจ

            “แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วเจ้าไม่รู้หรือว่าสนมเซี่ยกำลังตั้งครรภ์? แม่หวังว่าเจ้าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไม่ตกอยู่ท่ามกลางข้อพิพาทที่ไร้ความสงบสุขเหล่านี้”สนมซูกล่าวอย่างเศร้าสร้อย

            เสียงของนางแผ่วเบามาก

            บุตรชายคนนี้เป็นบุตรเพียงคนเดียวของนางเขาย่อมเป็นความหวังสุดท้ายในชีวิตของนาง

            แต่เหตุใดทุกอย่างในชีวิตของเด็กคนนี้ถึงไม่เป็นไปตามที่นางเคยคาดคิดเอาไว้?

            ในอดีตนางหวังว่าเด็กคนนี้จะก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเช่นเดียวกับบิดาของเขา

            หลังจากเข้าวังมานางย่อมคิดอยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งนางจะได้ปกครองวังหลัง

            แต่ต่อมาเมื่อความรักความโปรดปรานจากฝ่าบาทจืดจางลงนางก็หวังเพียงให้บุตรชายได้ใช้ชีวิตอย่างสงบและมีความสุข

            อยู่ห่างจากข้อพิพาทที่ไม่จบสิ้นเหล่านั้น

            หัวใจของมารดายิ่งใหญ่ดุจมหาสมุทร

            ทันใดนั้นเย่เหยียนก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้เป็นมารดา

            เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสนมเซี่ยที่มีอายุมากกว่าเขาเพียงไม่กี่ปีตั้งครรภ์แล้วตอนนี้ดูเหมือนนางจะเป็นสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุด

            ถ้านางมีลูกสถานการณ์ของเขากับมารดาจะยิ่งลำบากกว่านี้ใช่หรือไม่?

            ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจความคิดของผู้เป็นมารดาแล้ว

            “เสด็จแม่ต้องเชื่อใจเหยียนเอ๋อเหยียนเอ๋อจะมีชีวิตที่ดีแน่นอน”

            ...

            ในภูเขาท่ามกลางป่าทึบ ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นได้ไม่นาน

            รองเท้าและถุงเท้าของอวิ๋นจื่อเปียกชื้นกลิ่นของมันทำให้นางเริ่มหมดความอดทน แสงแดดยามเช้าและความชื้นจากน้ำค้างทำให้ร่างกายเหนียวเหนอะหนะและไม่สบายตัว

            ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าป่าแห่งนี้จะไม่มีที่สิ้นสุด

            ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะออกไปได้?

            ไม่มีใครตอบได้

            อวิ๋นจื่อรู้สึกอึดอัดมาก

            ในที่สุดหลังจากคำนวณเส้นทางที่เดินมานางก็กล่าวขึ้นว่า 

            “เราพักก่อนดีหรือไม่ซูเจิน?”อวิ๋นจื่อถามอย่างเขินอาย

            ซูเจินกล่าวว่า “รีบเดินต่อในขณะที่ยังเช้าอยู่เถอะ”

            “คนที่รู้วิชากระบี่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกันซูเจินข้าอยากพักสักหน่อย” อวิ๋นจื่อพูดด้วยท่าทีขุ่นเคือง

            หมอกยามเช้ายังไม่จางหาย แต่เสียงเกือกม้าค่อยๆเงียบลงแล้ว

            นี่ทำให้อวิ๋นจื่อรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง

            ดูเหมือนว่าจิตใต้สำนึกของนางจะต้องการหลีกหนีจากฝูงชนโดยเฉพาะฝูงชนที่นางไม่รู้ว่ามีเจตนาใด

            การหลบหนีออกจากเมืองอวิ๋นเมิ่งในครั้งนั้นช่างง่ายดายยิ่งนัก

            ทว่าการหวนกลับไปช่างยากเย็นเหลือเกิน

            แต่นางเป็นผู้เลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเอง

            ไม่สินางไม่มีทางเลือกต่างหาก

            ‘ตระกูลอวิ๋น...ข้ากลับมาแล้ว’

            ‘เมืองอวิ๋นเมิ่ง...ข้ากลับมาแล้ว’

            จู่ๆเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น หมอกเริ่มรวมตัวกันอย่างหนาแน่น

            ดูเหมือนว่ามีพลังบางอย่างคอยควบคุมมันอยู่

            แต่อวิ๋นจื่อและซูเจินที่กำลังเดินตรงไปข้างหน้าไม่ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เลย

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน