บทที่ 24
หลิวหงอี้
ฉู่ซิวยืนไขว้มืออยู่ใต้ต้นหลิวด้านนอกลานกว้าง หน้าถ้ำฝึกตน เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์ยามค่ำคืน ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์ดูลึกลับและโดดเดี่ยวเป็พิเศษ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
“พี่ใหญ่…”
เสียงใสกังวานดังขึ้น
เงาร่างงดงามก้าวออกมาจากความมืดชุดกระโปรงยาวสีเขียว เน้นให้เห็นรูปร่างที่เว้าโค้งและตั้งตรงดั่งหยกงามต้องแสงจันทร์เย็นะเื แสงนวลส่องลงบนใบหน้าอันงดงามของนาง งามสะกดใจลมพัดมา พลิ้วไหวชายกระโปรงยาว พักผมดำดั่งน้ำตกของฉู่ซิว เขาหันหน้ามายิ้มให้อีกฝ่าย “ศิษย์น้อง”
เถาเหยาไพล่หลังเดินมาข้างหน้าฉู่ซิว ยิ้มหวานจนเห็นลักยิ้มน่ารักที่แก้มนวล
“ศิษย์น้องขอแสดงความยินดีกับศิษย์พี่ที่วันนี้ปีนขึ้นเสาศิลากงล้อสมุทร~”
“ศิษย์พี่ ท่านมายืนชมจันทร์เพียงลำพังเช่นนี้ มีเื่ใดให้ร้อนใจหรือ?” ฉู่ซิว ส่ายหน้าทำท่าเศร้าสร้อย “พี่คิดถึงบ้านเกิดน่ะ~”
“ศิษย์พี่…” เถาเหยา เห็นสายตาของเขาในตอนนี้ หัวใจพลันเ็ปขึ้นมาอย่างประหลาด นางกุมมือของฉู่ซิวแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่! เมืองฉีซานคือบ้านเกิดของท่าน แดนศักดิ์สิทธิ์ก็คือบ้านของท่านเช่นกันนะ”
“ข้ากับท่านอาจารย์ล้วนเป็ครอบครัวของท่าน”
นางไม่ได้พูดถึงเหรินหงอิงและเซียวอี้เฟิง ทั้งสองคนนี้นางไม่ชอบ ชอบด่าท่านพี่ใหญ่ลับหลังอยู่เสมอ
ยังมีศิาย์คนที่สี่อีก นั่นก็บ้าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรที่ไม่ยอมออกมาสักที
นางนึกทบทวนในใจ
แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ ปกครองอาณาจักรมนุษย์ ราชวงศ์เทียนฉี่ - เมืองฉีซาน เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนถูกปีศาจโจมตี ชาวเมืองฉีซานตายไปเกือบครึ่ง ปีนั้นผู้พิทักษ์เมืองฉีซานซึ่งก็คือบิดาของศิษย์พี่ใหญ่กับมารดาของเขา เพื่อต่อต้านปีศาจ ปกป้องผู้คนถอยร่นไป ทั้งสองจึงสละชีพในสนามรบ...
ท่านพี่ใหญ่ตอนอายุสามขวบโชคดีรอดชีวิตมาได้ ถูกท่านอาจารย์ที่ไปกำจัดปีศาจพากลับมาที่แดนศักดิ์สิทธิ์
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามสิบกว่าปีแล้ว…
“อืม~”
ฉู่ซิวพยักหน้ายิ้ม ตบไหล่นุ่มนิ่มของนางเบา ๆ “พวกเ้าทุกคนล้วนคือปีกของข้า”ใบหน้างามของเถาเหยาแดงก่ำก้มหน้าลง
่นี้ นางรู้สึกว่าศิษย์พี่ใหญ่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ใหญ่มักจะหลบหน้านาง ยิ่งไม่กล้ามองหน้านางตรง ๆ ตอนนี้ ศิษย์พี่ใหญ่กลับสนิทสนมกับนางมาก ทั้งตัวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทั้งยังมีเสน่ห์เป็เอกลักษณ์
“ศิษย์พี่ใหญ่ นี่คือข่าวที่ท่าน้า” เถาเหยาหยิบซองจดหมายใส่มือฉู่ซิว นางเขย่งปลายเท้าเอียงคอจูบแก้มเขาทีหนึ่งด้วยใบหน้าแดงก่ำ จากนั้นก็หมุนตัวกลายเป็แสงสีเขียวโค้งบินจากไป
“ศิษย์พี่ พักผ่อนให้มาก ๆ นะ ข้าจะกลับไปบำเพ็ญต่อแล้ว” ฉากนี้ หากผู้คนใน แดนศักดิ์สิทธิ์ได้เห็น ต้องใจนหน้าถอดสีแน่
อะไรกัน?
นังปีศาจนี่เขินอายเป็ด้วยหรือ? ยังจะไปหอมแก้มผู้ชายเองอีก?
ไม่น่าเชื่อ! นี่มันทำลายความเชื่อของผู้คนโดยสิ้นเชิง!
มองแสงโค้งที่จางหายไปในยามราตรี รอยยิ้มบนใบหน้าของฉู่ซิวค่อย ๆ จางหายไป
สามสิบปีก่อนที่ ‘ฉู่ซิว’ รอดชีวิตมาได้เพราะโชคช่วยงั้นหรือ? แน่นอนว่าไม่ใช่
นั่นเป็เพราะฉู่ซิว้าให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป การพบกับฉีเิเตี๋ยก็เป็แผนการของเขา ทั้งหมดก็เพื่อจะแทรกซึมเข้าไปในแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่
‘เครื่องมือ’ และ ‘หมาก’ ดี ๆ เช่นนี้ เขายังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็ในแดนศักดิ์สิทธิ์หรือในสำนักใหญ่ ๆ เขาล้วนแทรกซึมเข้าไปทั้งสิ้น
ฉู่ซิว ฉีกผนึกซองจดหมายนำข่าวที่้าออกมา
“สามวันก่อน หลิวหงอี้ปรากฏตัวที่เมืองฉางอันทางตะวันออก…”
แผนที่สาธารณะ
‘แผนที่ดินแดนมนุษย์: เขตตงโจว เขตจงโจว เขตหนานอวี้ เขตเป่ยหวง เขตซีโม่
หมายเหตุ: แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ ตั้งอยู่ในดินแดนหนานอวี้ซึ่งอยู่ทางใต้ ลึกเข้าไปในเทือกเขาหนึ่งแสนลูก
“ดินแดนเผ่าปีศาจ” : คลิกเพื่อดู
หลังจากดูข้อมูลเสร็จแล้ว
ฉู่ซิว ปล่อยพลังทั่วร่างฉีกกระดาษให้กลายเป็ผงธุลี หมุนตัวเดินช้า ๆ ไปยังตำหนักของเ้าขุนเขา
———————————
เขตตงโจว เมืองฉางอัน พื้นที่ปกครองของราชวงศ์ถัง
แสงดาบเย็นะเืราวกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วง กรีดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองฉางอัน
ในวังหลวง เชื้อพระวงศ์และผู้แข็งแกร่งที่คอยปกป้องพระองค์ ต่างตัวสั่นงันงกมองไปยังท้องฟ้า ที่ซึ่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองถูกดาบนี้ฟันจนกลายเป็สายฝนสีเื
หญิงสาวที่ยืนอยู่กลางอากาศราวกับปีศาจ นางสวมชุดสีแดง มือซ้ายถือดาบยาวสีเขียว ชายกระโปรงและผมยาวดุจสายน้ำตกพลิ้วไหวตามสายลม...
ดวงตาทั้งสองข้างของนางถูกปิดบังด้วยผ้าสีขาว ผิวนวลเนียนขาวราวหิมะ ใบหน้าที่งดงามบอกให้ทุกคนรู้ว่า นางงามจนสามารถทำให้บ้านเมืองล่มสลายได้
“หลิวหงอี้…”
ผู้าุโของตระกูลจี้ซึ่งเป็ตระกูลโบราณเพียงตระกูลเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมและหนวดขาวยุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปื้อนเืจนติดแนบเนื้อ สองตาขุ่นมัวจ้องมองหญิงสาวที่เหมือนปีศาจตรงหน้า
เสียงคำรามดังะเืไปหมื่นลี้...
“เ้าก็คิดจะเดินตามรอยปีศาจฉู่หรือ?”
“เ้าอยากเป็ศัตรูกับทั้งดินแดนมนุษย์และทุกกองกำลังสินะ?”
“พวกข้าตระกูลจี้จะไม่ปล่อยเ้าไป!! จะต้องฉีกเ้าเป็ชิ้น ๆ!! จึงจะสามสม” หลิวหงอี้ไม่พูดอะไร นางยกกระบี่ยาวสีเขียวขึ้นด้วยมือเรียวขาว เพียงโบกเบา ๆ เจตจำนงกระบี่สัตตะสังหาร ขั้นเข้าถึงเต๋า ทำให้หินแตกเป็ผุยผงและท้องฟ้าสั่นะเื ด้านล่างตึกในเมืองฉางอันสั่นะเืไม่หยุด แม้แต่ผืบดินเบื้องหน้าพันลี้ก็ถูกกระบี่อันน่ากลัวนี้ฟันจนเป็รอยแยกขนาดใหญ่ ซึ่งมีลมปราณของความยุ่งเหยิงไหลทะลักออกมานับไม่ถ้วน
ผู้าุโตระกูลจี้ ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายนั้น แม้แต่เสียงร้องโหยหวนก็มิอาจเล็ดลอดออกมา เขาถูกเจตจำนงกระบี่สัตตะสังหารสับเป็เถ้าธุลี!!
“...” เชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์นามว่าหลี่เค่อและขุนนางทั้งหลายต่างเงียบกริบ
“การโจมตีที่น่ากลัวเช่นนี้ หากกวาดไปถูกเมืองฉางอัน...เกรงว่าเมืองฉางอันจะถูกลบไปในพริบตา”
“พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ?”
“จะทำอย่างไรได้?” หลี่เค่อทำหน้าขมขื่น “จะให้พวกเราไปต่อสู้กับผู้นั้น?”
“แต่ตระกูลจี้จะไม่พอใจเอา...เอ่อ…พวกเราละทิ้ง…”
“ไม่พอใจ?” หลี่เค่อสีหน้าไม่ดี “แล้วจะให้ทำอย่างไร?”
“ไปตายหรือ?”
“รึขึ้นไปสู้กับหลิวหงอี้? ไม่เห็นหรือว่าขนาดขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามคนของตระกูลจี้ ต่อหน้านางยังเป็แค่ปลวกเลย!”
ขุนนางและนายพลทั้งหลายต่างเงียบกริบ ทวีปต้าเทียนฉงก็โหดร้ายเช่นนี้ ผู้แข็งแกร่งทุกสิ่ง ผู้อ่อนแอมีแต่ต้องคล้อยไปตามกระแสอำนาจนั้น
“ดู! นางหายตัวไปแล้ว!!” ไม่รู้ว่าใครเป็ผู้ร้องขึ้นมา ทุกคนรีบมองไปและก็จริงดังคาด ร่างสีแดงนั้นไม่อยู่แล้ว
“ในที่สุดก็จากไปซะที”
“ฮึ่ม…” บรรดาขุนนางต่างถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน
“นี่คือพลังของผู้แข็งแกร่งที่ติดอันดับสี่ของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์หรือ?” บุรุษที่อ่อนเยาว์กว่า ท่าทางฐานันดรสูงส่งมิแพ้กัน เขามีนามว่าหลี่หง
ร่างสูงมองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนพึมพำกับตัวเอง
“ฉู่ซิวผู้ที่เคยได้อันดับหนึ่งในอดีตนั้น จะมีพลังมากเพียงใดกัน?” หลี่เคอได้ยินก็ส่ายหน้า “บุคคลสำคัญเช่นนั้น ไม่ใช่คนระดับพวกข้าจะเดาได้หรอก”
“ต้องขยันบำเพ็ญเข้าไว้ ในโลกนี้พลังคือทุกสิ่ง...หากไร้ซึ่งพลัง ก็เป็ได้แค่มดปลวก…”
“ข้าเข้าใจแล้ว” ในดวงตาของหลี่หง เต็มไปด้วยแสงสว่างอันแปลกประหลาด กำหมัดแน่น ในใจสาบานว่าจะต้องเป็ผู้แข็งแกร่งให้ได้
——————
“หลังจากนี้ เ้าจะไปที่ใดต่อ?”
ทะเลสาบกว้างใหญ่ไพศาล ภายใต้แสงจันทร์ส่องประกาย ดุจกระจกเงาเย็นะเืฝังตัวอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ เงียบสงบและงดงามยิ่งนัก...
หลิวหงอี้ นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นหลิวริมฝั่งทะเลสาบ เพื่อฟื้นฟูพลังิญญาแท้จริงที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้
ห่างออกไปราวสามสิบจั้ง ด้านหลังนาง มีร่างของคนที่ถูกหมอกดำปกคลุมยืนอยู่ ฟังจากเสียงร่างในหมอกดำนี้น่าจะเป็หญิงสาวผู้หนึ่ง
หลิวหงอี้ เงียบไม่พูดจา ครึ่งชั่วยามให้หลัง ริมฝีปากแดงเผยอขึ้นเล็กน้อย เอ่ยอย่างสงบนิ่งสามคำว่า “ไปฆ่าคน”
“เ้า...ไยต้องทำเช่นนี้ด้วย ?” ร่างในหมอกดำอึดอัดถอนหายใจก่อนจะกล่าว “การเป็ศัตรูกับทั้งใต้หล้าจะทำให้เ้าตายได้...แม้แต่ฉู่ซิวที่แข็งแกร่งยังตาย” หลิวหงอี้เงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่มีดวงจันทร์สองดวง
“ท่านจะไม่ตายเปล่า…” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบ ไม่อาจััได้ถึงอารมณ์ใดๆ
“เหอะๆ…” ร่างในหมอกดำหัวเราะเยาะ “เ้าบำเพ็ญแบบปิดตลอดหลายปีนี้ ถูกตัวตนสูงส่งหลายสิบท่านล้อมสังหารที่หน้าผาสูญสิ้น แดนเขตต้องห้ามไร้โศก~”
อึ่ม~
เจตจำนงแห่งกระบี่ ที่ถูกขัดเกลาจนถึงขีดสุดกวาดไปทางด้านหลัง หลิวหงอี้ ชายกระโปรงปลิวไหว แต่ร่างกายไม่ขยับแม้แต่น้อย ร่างในหมอกดำหายไปจากตำแหน่งเดิมเพื่อหลบการโจมตีนี้
ด้านหลัง ดังเสียงต้นไม้จำนวนมากล้มลงดังสนั่น...ป่าที่เคยอยู่ กลายเป็พื้นที่โล่งกว้างไร้ต้นไม้ยาวนับร้อยลี้
ไม่นานนัก ร่างในหมอกดำปรากฏตัวบนยอดของต้นหลิวทางด้านซ้าย
เขาเอ่ยเสียงดัง “โอ้! ไม่ผิดจากที่คาดไว้เลย...เจตจำนงกระบี่ของเ้าเกือบจะแตะขั้นกึ่งจักรพรรดิแล้วนะ”
หลิวหงอี้ ลุกขึ้นยืน ชุดกระโปรงสีแดงลากไปบนสนามหญ้า หันหลังให้กับจันทร์สว่าง ก้าวเดินไปทางทิศตะวันออกทีละก้าว
“เ้าตั้งใจจะเป็ศัตรูกับทั้งใต้หล้าเพื่อเขาจริง ๆ หรือ?” เงาคนสีดำลอยตามไปด้วย “ทุกอย่างเป็เพราะเขาก่อเื่ขึ้นมาเอง เ้าจำเป็ต้องไปตายแทนเขาด้วยหรือ…”
หลิวหงอี้เดินไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า
“ต่อให้ต้องเป็ศัตรูกับทั้งใต้หล้า ข้าก็จะเป็!!”
“หากเขาเป็นักบวช ข้าก็จะช่วยเขาโปรดสัตว์ทั้งใต้หล้า”
“หากเขาเป็ปีศาจร้าย ข้าจะแทนที่เขาและฆ่าล้างมันให้หมด”
เดินตามทางที่ไร้ต้นไม้ราบไปราวครึ่งลี้ หลิวหงอี้ก็หยุดฝีเท้า เงยหน้ามองไปยังห้วงอวกาศที่ห่างออกไปพันลี้ มือซ้ายกุมดาบยาวไว้
ชั่วพริบตาก็หายตัวไปจากที่เดิม มีเพียงคลื่นสั่นะเืรุนแรงที่ส่งมาจากห้วงอากาศ บอกเล่าถึงการต่อสู้ที่ดุเดือด
“นังปีศาจ ตายซะ!” หนึ่งในผู้แข็งแกร่งตระกูลจี้ะโเสียงแหบพร่า
เจตจำนงแห่งกระบี่ที่คมกริบถึงขีดสุด ท่วมท้นห้วงอากาศ บดขยี้ทุกสิ่ง ูเาแม่น้ำหมื่นลี้แตก ทะลักเป็ผุยผง แผ่นดินถูกปรับให้เป็ที่ราบ...