ภายในห้องเรียบๆสีขาวโพลนตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยนิด เพียงพอแต่แค่ใช้ในการนอนหลับ
มีเด็กหนุ่มผมยาวสีดำขลับราวกับท้องฟ้ากลางคืน กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงแข็งทำจากหินอ่อน
เขานอนผลิกไปมาอยู่พักใหญ่ก่อนจะเหลืออดกับความแข็งของเตียงจนต้องตื่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิด
"ฮวาาาา.... เมื่อยชะมัด นี่เรานอนไปนานแค่ไหนนะเนี่ยทำไมถึงได้ปวดร้าวไปทั้งตัวอย่างนี้" พูดเสร็จก็หาวหวอด ก่อนจะบิดตัวคลายความเมื่อยล้าจนเสียงกระดูกลั่นดังสะท้อนไปทั้งห้อง
"ว่าแต่...ที่นี่ที่ไหนเนี่ย ทำไมเราถึงได้มานอนอยู่ที่นี่ได้ห้องอะไรก็ไม่รู้ดีไซน์แปลกชะมัด" เขากวาดสายตาไปรอบห้อง สังเกตได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ส่วนมาก ถ้าไม่ทำจากไม้ ก็จะเป็หินอ่อนปะปนกันไป ชวนให้นึกถึงฉากข้างในปราสาทโบราณของหนังยุคกลาง เว้นเสียแต่ว่าดันมีโคมไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลงยุคมาปะปนด้วย
ในขณะที่เขากำลังเพลินกับการมองข้างของต่างๆอยู่นั้นเองที่มีบางสิ่งดึงดูดความสนใจเขาไปที่บริเวณทางเข้าห้อง
นิ้วมือสีดำขลับที่ดูยังไงก็ไม่ใช่โทนสีผิวของมนุษย์กำลังค่อยๆเกาะขอบทางเข้าทีละนิ้วก่อนที่เ้าของจะโผล่หน้าออกมาจากขอบทางเข้า
เผยให้เห็นหน้ากากกระดูก? หน้าจริง? อะไรก็ตามที่กำลังแอบมองเขาอยู่ มันคือสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
"อรุณสวัสดิ์มนุษย์ นอนหลับสบายดีไหม"ผู้มาใหม่เอ่ยถามเด็กหนุ่มด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆ
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง ก่อนจะขยี้ตาสลับกับหยิกแก้มตัวเอง เผื่อว่าตัวเองยังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่
แต่สิ่งมีชีวิตประหลาดที่ขวางทางเข้าห้องก็ยังไม่หายไปไหนเขาหายใจเข้าออกลึกๆอยู่หลายครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะตอบ
"เอ่อ..... ก็ไม่เชิง... ว่าแต่จะคุยกับฉันด้วยท่านั้นตลอดไปเลยหรือยังไงดูยังไงยังไงก็ควรจะเป็ฉันมากกว่าที่ต้องกลัวแก"
"นั่นสินะ...ปกติควรจะเป็อย่างงั้นสินะ... ตามข้ามาก่อนแล้วค่อยคุยกันเ้าเองก็คงไม่อยากคุยกับข้าในห้องแคบๆที่ไม่มีทางหนีหรอกเนอะ"
ผู้มาใหม่กระแอ่มก่อนจะเลิกแอบอยู่ข้างหลังขอบทางเข้าเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่เกือบสามเมตรที่คลุมไปด้วยผ้าคลุมสีขาวขาดๆที่ยาวเสียจนมองไม่เห็นเท้า
สิ่งที่อยู่นอกผ้าคลุมมีเพียงแค่แขนคู่ยาวจนผิดสัดส่วนเมื่อเทียบกับส่วนสูง กับหน้าที่เป็กระโหลกกวาง
"ตามนั้นแหละนะ ยังไงฉันก็คงไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว เชิญนำทางได้เลย"เด็กหนุ่มเห็นร่างั์ตรงหน้าเต็มๆเป็ครั้งแรกคำนวณในหัวเสร็จสรรพว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางชนะสิ่งมีชีวิตตรงหน้าได้ จึงได้แต่พยักหน้าทำตามคำสั่งก่อนจะค่อยๆเดินตามสิ่งมีชีวิตปริศนาออกจากห้องที่เขาอยู่
ร่างั์เดินนำหน้าช้าๆ พาเด็กหนุ่มผ่านห้องโถงสีขาว เพดานสูงจนมองไม่เห็นยอดมีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟในเสาหินประดับ ด้านข้างโถงเป็เครื่องนำทางในการเคลื่อนที่ เดินหน้าต่อไปสักประมาณแปดร้อยเมตรทางเข้าห้องถัดไปก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้าแสงที่ลอดออกมาจากทางเข้าสว่างจ้าเสียจนเด็กหนุ่มไม่สามารถเปิดตาไว้ได้เขาจึงนำมือข้างหนึ่งมาบังตาพลางยื่นมืออีกข้างไว้ข้างหน้าเพื่อคลำทางไม่ให้ไปชนเข้ากับผนัง
เลยทางเข้ามาเผยให้เห็นห้องสีขาวกว้างกว่าห้องโถงที่ผ่านมาสองเท่าแต่ยาวจนแทบจะมองไม่เห็นสุดทางของห้อง
มองไปมาในห้องไร้ซึ่งสิ่งประดับใดๆ มีเพียงแต่แคปซูลกระจกสีขุ่นวางเรียงกันเป็แนวยาวอย่างเป็ระเบียบซ้ำๆไปเรื่อยๆเหลือไว้เพียงแค่ทางเดินพอให้เดินผ่านได้ตรงกลางห้องระหว่างแคปซูลที่วางเรียงไว้
“นี่ฉันต้องเดินอีกนานแค่ไหน เราถึงจะเริ่มคุยกันได้” เด็กหนุ่มทนเดินต่อไม่ไหวจึงถามร่างั์ที่เดินนำอยู่ข้างหน้าเขา
“ข้าลืมไปว่ามนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตอ่อนแอจริงๆกะจะให้เดินไปจนถึงสุดห้องก่อนถึงจะคุยกันได้ แต่ดูท่าทางเ้าคงจะไม่ไหวแล้วจริงๆเดี๋ยวข้าจะส่งเราทั้งสองไปยังบัลลังก์เดี๋ยวนี้เลยแล้วกัน” ร่างั์พูดเสร็จก็ดีดนิ้ว
ทันใดนั้นเองทิวทัศรอบๆเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากเดิมที่อยู่ตรงทางเข้าห้องก็กลายไปเป็สุดทางเดินของห้องแทน
เด็กหนุ่มทรุดตัวลง ร่างของเขาสั่นคลอนไปด้วยความรู้สึกคลื่นใส้อย่างที่ไม่เคยเป็ ก่อนจะขยอกของเหลวสีใสลงบนพื้น
เขาใช้แขนเสื้อเช็ดริมฝีปากของตน ก่อนจะค่อยๆฝืนลุกขึ้นด้วยขาที่สั่นพั่บๆ
“อ่อก! แค่กแค่ก แค่ก! แหวะ.... นี่แกทำบ้าอะไรกับฉันทำไมจู่ๆฉันถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ เมื่อกี้ยังอยู่ตรงทางเข้าอยู่เลยแท้ๆ”
“อ่า....ซอรี่ ซอรี่ ขอโทษด้วย ปกติข้าเคลื่อนที่ด้วยวิธีนี้น่ะเลยทำไปเพราะความเคยชิน จะอธิบายว่ายังไงดีล่ะ
ถ้าเ้าเคยเล่นเกมก็คงจะเรียกสิ่งนี้ว่าการวาร์ป? เทเลพอร์ต? แล้วแต่จะเรียกเลย”
ร่างั์ยกมือขึ้นประกบกันตรงหน้าพลางเอียงคอไปด้านข้างให้ดูน่ารักผิดกับรูปร่างน่าสยดสยองของมัน
“บรื่อออ เลิกทำแบ๊วเถอะเดี๋ยวฉันจะอ้วกรอบสองเอา ว่าแต่เมื่อกี้แกว่าไงนะ เกม? เกม....”เด็กหนุ่มครุ่นคิดกับคำที่คุ้นเคยแต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหน แม้จะไม่เข้าใจว่าเกมที่ร่างั์พูดหมายถึงอะไรแต่เขากลับรู้สึกว่ามันเป็คำตอบที่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
“งั้นข้าจะเริ่มอธิบายเลยแล้วกันนะข้าคือพระเ้าของโลกใบนี้ ส่วนเ้าก็คืุ์คนสุดท้ายบนโลกที่ยังตื่นได้อยู่ไงล่ะ”
ร่างั์อธิบายเสร็จ ก็เอาแขนเท้าเอวทั้งสองข้างแล้วเชิดหน้าขึ้นมองฟ้า แลดูภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองเพิ่งทำเป็อย่างมาก
“เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว... พระเ้า? มนุษย์คนสุดท้ายที่ยังตื่นได้?นี่แกพูดเื่บ้าอะไรของแก ช่วยอธิบายให้มันละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม?”
“อืมมมมงั้นจะเริ่มอธิบายั้แ่ต้นเลยแล้วกันนะ... ข้าคือพระเ้าที่เฝ้าดูโลกนี้มาั้แ่จุดเริ่มต้นของโลกจริงๆข้าก็ไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกหรอกนะ แต่พวกมนุษย์นี่ซิเอาแต่ทำลายสิ่งต่างๆบนโลก ทำากันเพียงเพราะเหตุผลโง่ๆบ้างล่ะ ทำลายธรรมชาติเพื่อความสุขสำราญของตัวเองบ้างล่ะ
ขืนปล่อยให้ดำเนินอยู่อย่างนั้นต่อไปโลกก็คงจะสิ้นสลายไปในไม่ช้าข้าก็เลย... สาปให้มนุษย์ทุกคนบนโลกหลับไงล่ะ”
ร่างั์อธิบายไปพลางพยักหน้าเห็นด้วยกับตัวเองไป
“ฮะ...เื่เพ้อเจ้อแบบนั้นใครจะไปเชื่อกันสาปมนุษย์ทุกคนบนโลกงั้นเหรอ แกคิดว่ามนุษย์บนโลกมีอยู่กี่ล้านคนกัน
แกมีพลังมากขนาดทำเื่เหลือเชื่อแบบนั้นได้เลยหรือยังไง?”
“กี่ล้าน? ข้าว่าเ้าคงจำอะไรผิดไปนะมนุษย์ทุกคนบนโลกในปี21xxน่ะ เหลือรวมกันไม่ถึงแสนด้วยซ้ำพวกมันทำลายล้างโลกซะจนแทบไม่เหลือที่ๆสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แล้วด้วยซ้ำถ้าข้าไม่ทำแบบนี้ก็คงอยู่กันได้อีกไม่กี่ปีหรอกนะ”
ร่างั์พูดเสร็จก็ผายมือไปทางอากาศตรงหน้า ทำให้จอภาพโผล่ขึ้นมาฉายให้เห็นโลกทั้งใบคลุมไปด้วยหมอกสีแดงขุ่นเหลือไว้เพียงลูกกลมๆเล็กๆสีฟ้าอยู่ตรงกลาง ร่างั์ใช้เล็บจิ้มไปที่ลูกสีฟ้า ทำให้จอภาพขยายภาพบริเวณนั้นให้เห็นภาพเมืองที่ดูล้ำสมัยราวกับหลุดมาจากภาพยนต์ไซไฟ
“ฮะ....แค่นั้นเองเหรอ? แล้วพวกหมอกแดงๆนั่นคืออะไร? ไม่มีคนอยู่เลยเหรอ?”
“หมอกพิษน่ะไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่ได้หรอก เมืองที่ข้าโชว์ให้เ้าดูนั่นเป็เมืองสุดท้ายที่มีมนุษย์อยู่บนโลกแล้ว”
“บ้าน่า....ทำไมไม่เหมือนกับที่ฉันจำได้เลย นี่ฉันหลับไปนานแค่ไหนโลกถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้? แล้วที่นี่มันที่ไหน? แล้วผู้คนที่หลับใหลไปหายไปไหนกันหมด?”
ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ตอบไม่ได้ ทุกสิ่งที่ตัวประหลาดตรงหน้าเขาพูดฟังดูเหมือนคำโกหกไปหมด แต่มันจะโกหกไปเพื่ออะไรล่ะ?
“นั่นสินะ นานแค่ไหนกันนะข้าไม่ค่อยจะสนหน่วยเวลาที่มนุษย์ตั้งขึ้นหรอกนะ คงจะตอบไม่ได้ ส่วนถ้าถามว่าที่นี่ที่ไหนที่นี่ก็คือปราสาทของข้าไงล่ะ ชื่อว่า ‘Dormina Castle’ ตามชื่อโรคหลับใหลที่พวกมนุษย์ตั้งไงล่ะคำตอบสุดท้ายก็ตอบให้ได้ไม่ยาก ลองลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆห้องสิ นั่นแหละ คำตอบ”
ร่างั์พูดเสร็จก็ผายมือไปทางแคปซูลนับไม่ถ้วนที่อยู่ในห้อง
“อย่าบอกนะว่า....” เด็กหนุ่มตั้งสติ ก่อนจะค่อยๆเดินไปทางแคปซูลที่อยู่ใกล้ที่สุดดูจากรูปร่างและขนาดแล้ว มันดูเหมือนดักแด้ที่คนเข้าไปนอนได้แต่เขาก็ยังไม่ปลักใจเชื่อ จึงเอื้อมมือไปลูบกระจกขุ่น เมื่อัักับความร้อน บริเวณที่เด็กหนุ่มลูบก็เผยให้เห็นใบหน้าของมนุษย์ที่กำลังหลับใหลอยู่ข้างใน
“เชี่ย! นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!? นี่ฉันไม่ได้กำลังฝันอยู่จริงๆเหรอ!?” เด็กหนุ่มรีบถอยหลังจนหงายหลังล้มลงก่อนจะตบหน้าตัวเองซ้ำๆจนแดงช้ำ
“พอเถอะมนุษย์ยอมรับความจริงเสียทีเถอะ ยิ่งยอมรับได้เร็วเท่าไหร่เ้าก็จะยิ่งช่วยเหลือพวกเขาได้ไวขึ้นเท่านั้น” ร่างั์ย่อตัวลงข้างหลังเด็กหนุ่มก่อนจะรวบมือทั้งสองข้างของเขาไว้ เพื่อให้เขาเลิกทำร้ายร่างกายตัวเอง
“ช่วย... ช่วยงั้นเหรอ!? ทำไมฉันถึงต้องทำอะไรอย่างนั้นด้วย!? ทำไมถึงต้องเป็ฉัน!!?ทำไมแกไม่ทำให้ฉันหลับไปเหมือนทุกคนไปซะให้สิ้นๆเื่!?” เด็กหนุ่มพยายามดิ้นให้หลุดจากร่างั์แต่ก็ไม่เป็ผล ต่อให้ออกแรงแค่ไหนพลังของมนุษย์ก็ไม่มีทางเทียบกับพระเ้าได้
“เ้าคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอ?ไม่อยากช่วยคนพวกนี้จริงๆเหรอ? แม้ว่าหนึ่งในมนุษย์ที่หลับอยู่มีมารดาของเ้ารวมอยู่ด้วยก็ตาม?”เด็กหนุ่มหยุดขัดขืนทันทีที่ร่างั์เอ่ยถึงมารดาของตน ก่อนที่มันจะนำมืออีกข้างมาปิดตาของเขา
ราวกับิญญาของเขาหลุดออกจากร่างของตนเองรอบๆตัวของเขาปกคลุมไปด้วยความมืด มืดเสียจนมองไม่เห็นแม้แต่ร่างของตนเอง เผลอตัวไปครู่นึงก็มีภาพบางอย่างฉายอยู่ข้างหน้าเขา
"เราคงไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้วนะลูกรักดูแลตัวเองให้ดีนะ" หญิงวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงพลางลูบหัวบุตรของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆเตียงของเธอในห้องผู้ป่วยโทรมๆของโรงพยาบาลก่อนที่เธอจะหลับตาไป มือของเธอที่ลูบหัวเด็กหนุ่มอยู่เมื่อครู่หล่นมาพาดอยู่ข้างๆเตียงราวกับหุ่นเชิดที่สายขาด
"ครับ...แม่ไม่ต้องห่วงนะ อีกไม่นานผมก็คงจะตามแม่ไปหลับให้สบายนะครับ... ลาก่อน..." เด็กหนุ่มกุมมือที่แน่นิ่งของมารดามาทาบที่ใบหน้าของตัวเองพร้อมกับสะอื้นเป็พักๆ
ฉากตรงหน้าค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆจนหายไปกับความมืดรอบๆ
“เฮือก!เมื่อกี้นี้มันอะไรกัน? แกให้ฉันดูอะไร?”ราวกับเพิ่งฟื้นขึ้นจากความตาย เด็กหนุ่มลุกตัวพรวดขึ้นจากพื้นก่อนจะหันไปถามร่างั์
“หืม... อดีตของเ้าไงล่ะนั่นคือตอนที่แม่ของเ้าหลับไปตลอดกาลเพราะ ‘Dormina Syndrome’ รู้อย่างนี้แล้วยังจะไม่อยากช่วยเหลือพวกมนุษย์อีกไหมล่ะ?” ร่างั์นั่งกระดิกเท้าอยู่บนบัลลังก์หินพลางหันมาถามเด็กหนุ่มอย่างยั่วอารมณ์
“นี่แกเอาแม่ฉันมาขู่ให้ฉันทำตามที่แก้าเหรอ?”เด็กหนุ่มยันตัวขึ้นมองตาขวางไปทางบัลลังก์ก่อนเอ่ยถาม
“นี่เ้าสำคัญตัวเองผิดไปหรือเปล่า?ข้าก็แค่ให้แรงจูงใจกับเ้าก็แค่นั้นเอง เ้าจะช่วยหรือไม่ช่วยพวกมนุษย์ข้าก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้วสิ่งที่ข้าทำอยู่ก็เป็เพียงแค่การให้โอกาสพวกมนุษย์อีกครั้งก็เท่านั้น แล้วเ้าตัดสินใจได้หรือยังล่ะว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยพวกมนุษย์” ร่างั์ยกสองมือขึ้นแล้วยักไหล่ก่อนจะลุกขึ้นถามเด็กหนุ่ม
“พูดตรงๆฉันก็ไม่ได้สนใจเหมือนกันแหละว่ามนุษยชาติจะเป็จะตายยังไง แต่ถ้าได้เจอแม่ของฉันอีกครั้ง จะลองทำตามที่แกบอกดูก็ได้”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ถึงจะสมเป็มนุษย์ที่ข้าเลือกไหนๆเราก็จะมาร่วมงานกันแล้วก็ควรจะรู้จักชื่อของกันและกันซะหน่อยนะ เรียกข้าว่าฮิปนอสแล้วกันนะ”ฮิปนอสยื่นมือมาหาเด็กหนุ่ม ชวนให้เขาจับมือด้วย
“ชิโระ” เขาตอบก่อนจะปัดมือฮิปนอสออก
“หึหึหึ ชิโระ งานของเ้าก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะเ้าก็แค่ต้องเข้าไปในโลกแห่งความฝันเพื่อดึงมนุษย์ที่เ้า้าช่วยกลับมายังโลกแห่งความเป็จริงง่ายใช่ไหมล่ะ?” ฮิปนอสหัวเราะชอบใจที่ชิโระไม่ยอมจับมือกับมัน
“ที่ฉัน้าช่วย? ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนหรอกเหรอ?”
“จะช่วยทุกคน หรือจะไม่ช่วยใครเลยมันก็ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของเ้าข้าไม่ได้สนใจว่าผลลัพธ์อยู่แล้ว แค่ข้าได้ดูการตัดสินใจของเ้าข้าก็สนุกพอแล้วแหละ”
ฮิปนอสตอบพลางแสยะยิ้มเยือกเย็น ทำให้ทุกรูขุมขนในร่างของชิโระลุกซู่ไปหมด
“เห้อ... แกนี่มันพระเ้าเฮงซวยจริงๆเลยนะเอาเถอะ แล้วไอ้โลกความฝันที่ว่านี่ฉันจะเข้าไปได้ยังไงล่ะ”
“ไม่ยากเลยแค่เ้ามานั่งบนบัลลังก์ในห้องนี้แล้วหลับลง เ้าก็สามารถเข้าไปในโลกแห่งความฝันได้แล้วส่วนเข้าไปแล้วต้องทำยังไงต่อก็ต้องลองเข้าไปดูก่อนนะ ถึงจะบอกได้ ฮิๆๆ” ฮิปนอสขยับออกไปข้างๆบัลลังก์ก่อนจะก้มโค้งและผายมือออกไปทางที่นั่งหินราวกับคนรับใช้เชิญแขกให้นั่งลง
“....นี่ฉันควรจะเลิกตั้งคำถามกับสิ่งที่แกพูดได้แล้วสินะอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆนะที่นี่” ชิโระกุมขมับพลางส่ายหัวก่อนจะเดินลงไปนั่งลงบนบัลลังก์
“ถูกต้องแล้วล่ะ ชิโระคิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ เชื่อทุกอย่างที่ข้าพูดซะก็จบ ข้าไม่มีเหตุผลอะไรต้องโกหกเ้าอยู่แล้ว”
“เออๆ แกว่าตามไงก็ตามนั้นไปที่อื่นซะทีเถอะ แกอยู่ใกล้ๆใครจะไปหลับลงกัน”
ชิโระขมวดคิ้วก่อนจะทำท่าปัดมือไล่ฮิปนอสเหมือนไล่สัตว์เลี้ยงที่ชอบคลอเคลียกับเ้านาย
“ฮ่าๆๆมนุษย์ที่กล้าทำอย่างนี้กับข้าก็มีแต่เ้านี่แหละชิโระ หลับให้สบายแล้วกันนะ ‘ProjectLiberator’ ผู้ปลดปล่อยของข้า...”
ฮิปนอสพูดเสร็จก็โค้งตัวลงก่อนจะดีดนิ้วแล้วหายตัวไปกับอากาศธาตุ
“เงียบหูซะที...ฮวา~” พูดเสร็จเขาก็หาวหวอดก่อนจะค่อยๆหลับตาลงสู่ความมืดมิดอย่างช้าๆ