Afterstory: แคโรไลน์
ฉันพบเขาครั้งแรกระหว่างซ้อมร้องเพลงในหอประชุมของโรงเรียนเขาเป็นรุ่นน้องที่มีดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กเล็ก ฉันไม่เคยเห็นใครมีสีหน้าอึ้งทึ่งขนาดนั้นหลังได้ฟังฉันร้องเพลงมาก่อน จะว่าไปก็เป็นจุดที่ทำให้เขาน่ารักมาก นี่คือ เรื่องราวของฉันและน้องลู่ --- แปะๆๆๆเสียงปรบมือดังรัวในหอประชุม ฉันแอบสะดุ้งนิดหน่อยเพราะนึกว่าไม่มีใครอยู่ฉันมาซ้อมเพราะต้องแสดงคอนเสิร์ตการกุศลที่โรงเรียนเป็นคนจัดในเดือนหน้า ตอนนี้ร้องได้แล้ว เหลือแค่ต้องปรับตัวกับเวทีเลยขอปิดห้องประชุมเป็นห้องซ้อมชั่วคราว ไม่คิดเลยว่าจะมีคนเข้ามาฟังด้วย ฉันเลยโค้งตัวให้ก่อนเดินลงจากเวทีจะว่าไป จำได้ว่าน้องคนนี้คือคนที่เชิญธงชาติเมื่อเช้ากับน้องเลย์ลา ชื่ออะไรน้า จำไม่ค่อยได้แล้ว ขึ้นต้นด้วยตัว ล ลิง“คือ...คือว่า...” เขาพูด ไหล่นี่เกร็งไปหมด “เพราะมากเลยครับ ผมโง่เรื่องดนตรีมาก แต่เพลงเมื่อกี้เพราะมากๆ เลยครับ”“ขอบใจนะ” ฉันยิ้มให้ “เอ่อ...ว่าแต่ ชื่ออะไรน่ะเรา?”“ผมชื่อลู่ครับ”“ลู่เหมือนลู่วิ่ง?”“ลู่เจี้ยนครับ พ่อผมตั้งชื่อตามพระเอกนิยายกำลังภายในครับ แหะๆ เรียกผมว่าลู่ก็พอ”โดนล้อชื่อมาเยอะเลยสิท่า...“ขอบใจที่ชมนะ เดี๋ยวฉันไปกินน้ำก่อน”“อ๊ะ ขอโทษครับ! ตามสบายเลยครับ!” เขารีบหลบพ้นทาง ฉันเห็นท่าทีนั้นแล้วขำจนต้องพูดออกไปว่า“ฉันซ้อมวันนี้เวลาเดิมทุกอาทิตย์ ถ้าไม่รังเกียจละก็ มาฟังได้นะ”ใบหน้าเขาเปลี่ยนเป็นสีชมพู ดวงตาเป็นประกาย“ครับผม มาแน่นอนครับ!” --- เขามาฟังทุกครั้งตามที่พูด ฉันก็ไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าสนใจหนักหนาเพราะฉันก็ร้องเพลงเดิมๆ ทุกครั้ง แต่เขานั่งแกว่งขาเหมือนกำลังสนุกเต็มที่วันคอนเสิร์ต เขาก็มาฟัง แถมยังให้ดอกไม้ฉันด้วย เป็นครั้งแรกที่มีคนยื่นดอกไม้ให้ฉันหลังร้องเพลงจบ ฉันเขินจนพูดไม่ออก ได้แต่ก้มคำนับแล้วรีบลงจากเวทีอะไรของเขานะ...มาทำให้ฉันใจเต้นจนรับมือไม่ถูกเลย...ถึงจะจบคอนเสิร์ตไป แต่เขาก็ยังหาโอกาสมาคุยกับฉันเรื่อยๆ และรู้ตัวอีกที เราก็ยกระดับจากคนรู้จักเป็นเพื่อนกันในที่สุด --- “พี่แคโรไลน์คะ?”ฉันสะดุ้งโหยงเมื่อฟองจันทร์เรียก“อะไรเหรอ? ขอโทษนะ เหม่อไปหน่อย”“คือ ห้องสมุด...จะปิดแล้วนะคะ”ฉันเหลือบมองนาฬิกาก็ต้องตกใจ“เวลานี้แล้วเหรอ? ไม่รู้ตัวเลย จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ฉันคืนหูฟังที่ยืมจากห้องสมุดให้ฟองจันทร์และส่งยิ้มให้เธอ ฟองจันทร์ส่งยิ้มเขินๆ กลับมาให้ฉันคิดว่าตัวเองเป็นเพื่อนเธอ แต่บางทีเธอก็ขี้อายจนดูจะเหินห่างไปบ้าง อืม...สงสัยเพราะฉันแก่กว่าสองปีด้วยมั้งฉันเดินควงกุญแจไปยังรถคันเก่าเกรอะที่พ่อให้ยืมมาหัดขับไปเรียนเอง ตอนนั้นเองก็เห็นน้องลู่นั่งไหล่ตกอยู่“อ้าว เป็นอะไรไปเหรอ?” ฉันทักทาย“พี่แคโรล!” เขาเรียนฉันด้วยชื่อเล่น “คือ ปกติผมนั่งแท็กซี่กลับบ้าน เลยต้องนั่งวินไปปากซอยแล้วโบกเอา แต่วันนี้ผมเจ็บข้อเท้าในคาบพละแถมหาวินไม่ได้เลย จะเดินไปปากซอยก็กลัวข้อเท้าบวม...”“อ้าว ก็ไม่บอก วันหลังเดี๋ยวไปส่ง เลิกเรียนเมื่อไหร่ก็บอกเลย แต่เอ...กลัวให้น้องลู่ต้องรอน่ะสิเพราะฉันเลิกเย็น” ฉันเปิดประตูรถ “มานั่งเร็ว”“ไม่กล้ารบกวนหรอกครับ!”“เถอะนะ” ฉันดึงมือเขามานั่งที่นั่งข้างคนขับ “บ้านอยู่ไหนล่ะ?”เขาบอกชื่อซอยมา“ทางผ่าน เดี๋ยวหลังจากวันนี้ฉันจะไปส่งที่บ้านทุกวันเลยแล้วกัน”“ไม่ได้หรอกครับ เกรงใจตาย!”“งอน ถ้างั้นก็ลงไปเลย หารถกลับเองนะ”“พี่แคโรล~ ก็ได้ๆ ทุกวันก็ได้ครับ!”ฉันขับออกจากโรงเรียน ระหว่างทางก็ชวนเขาคุย“พี่แคโรลจะเข้าเรียนดุริยางค์เหรอครับ? เอกขับร้องด้วย สุดยอดเลย โตขึ้นไปต้องเป็นดาราแน่ๆ สวยแถมเสียงเพราะอย่างพี่ ยังไงก็ดังระเบิด”“จะอย่างนั้นรึเปล่านะ?”“ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วครับ แต่เสียดายจัง... อีกไม่กี่เดือนพี่แคโรลก็เรียนจบแล้ว ได้อยู่กับลู่แค่แป๊บเดียวเอง”“หมายความว่ายังไงล่ะนั่น?”“เอ๊ะ ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรนี่ครับ”“ชอบพี่เหรอ?”ฉันถามไปเล่นๆ แต่อีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้างุดไม่ยอมตอบ เห็นอย่างนั้นฉันอดใจเต้นขึ้นมาด้วยไม่ได้ เสียสมาธิจนลืมเปิดไฟเลี้ยว โดนคันข้างหลังบีบแตรระนาว“ชอบครับ” อีกฝ่ายตอบเสียงเล็ก “แต่พี่เหมือนอยู่เกินเอื้อมเลย...”ฉันรู้สึกว่าใบหน้าร้อนไปหมด ไม่กล้าส่องหน้าตัวเองในกระจกเลย“...ก็...ฉันก็...ชอบน้องลู่นะ”จบประโยค เขาก็หันมามองฉันด้วยดวงตาเป็นประกายเหมือนลูกสุนัขหลังจากวันนั้น เราก็ยกระดับความสัมพันธ์เป็นแฟน... --- ฉันกับน้องลู่ถ่ายรูปคู่กันในพิธีจบการศึกษา นับจากนี้ฉันก็เรียนจบมัธยมแล้วฉันก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งนอกตัวเมือง น้องลู่สัญญาว่าจะสอบเข้าที่นี่ให้ได้แต่คนละคณะ เห็นว่าเขาจะเข้าเรียนนิเทศแต่...การเรียนดนตรีและร้องเพลงสนุกๆ กับการเรียนจริงจังนั้นต่างจากที่ฉันคาดลิบลับภายในเวลาไม่นาน อาจารย์คนหนึ่งยื่นข้อเสนอให้ฉันจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวสั้นๆ ที่งานดนตรีซึ่งจะจัดขึ้นในมหาลัยในอีกไม่นาน เพราะเรียนหนักอยู่แล้ว ฉันเลยลังเล โทรไปปรึกษาน้องลู่“ลองดูสิครับ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มาง่ายๆ เชียวนะ ยิ่งเพิ่งปีหนึ่งด้วย”“เหรอ... อื้อ อย่างที่ลู่ว่านั่นแหละ จะลองดูแล้วกันนะ”บทสนทนานั้นทำให้ฉันตัดสินใจรับข้อเสนอ ทว่า...มัน...กดดันเหลือเกินความสุนทรีย์ที่ทำให้ฉันเข้าเรียนขับร้องแต่แรกมันหายไปไหนหมด?วันๆ ก็มีแต่ซ้อม ซ้อม ซ้อม ทุกคนหน้าเคร่งเครียด แข่งขัน แก่งแย่งชิงดีกัน เปรียบเทียบกัน พอรู้ว่าฉันได้รับข้อเสนอกับอาจารย์ก็กีดกันฉัน ไม่ยอมมาคุยด้วย ฉันเลยไม่มีเพื่อนสักคน...ไม่สนุกเลยชีวิตมหาลัย...ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยเวลาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อาจารย์เคี่ยวกรำฉัน อัดเทคนิคให้ทุกอย่าง แต่ฉันกลับร้องเพลงเหมือนหุ่นยนต์ ฉันเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น อยู่ห้องซ้อมจนดึกทุกวัน บางทีก็ซ้อมไปงีบไปไม่อยากทำอะไรแล้ว...ฉันเคยชอบการร้องเพลงจริงเหรอ?เกลียดเสียงตัวเอง...อยากเลิกตอนนั้นเองก็มีสายเข้า ฉันที่นอนตะแคงบนพื้นพรมของห้องซ้อมก็ยืดแขนไปรับ“...ฮัลโหล”“พี่แคโรล อยู่ไหนเนี่ย? ทำไมวิทยาลัยดุริยางค์มันถึงใหญ่อย่างกับเป็นมหาลัยทั้งวิทยาเขตอย่างนี้ละครับ?!”ฉันลุกพรวดทันทีที่รู้ว่าเป็นเสียงน้องลู่“อยู่ไหน?”“ขะ ข้างบ่อปลาครับ มีน้องบุ๋ยเดินผ่านหน้าด้วยเนี่ย”“อยู่ตรงนั้นก่อนนะ”ฉันรุดออกจากห้องซ้อม วิ่งตรงไปยังบ่อปลา ชนคนที่แบกเครื่องดนตรีเดินสวนมาไม่รู้กี่คน แต่ในหัวฉันคิดอยู่แค่อย่างเดียวคือ... อยากเจอเขาน้องลู่นั่งยองๆ เอานิ้วจุ่มน้ำให้ปลาคาร์พดูดเล่น พอเห็นฉันก็ลุกพรวด โผเข้ามากอดทันทีตามฉบับเจ้าตัวแต่ก่อนฉันไม่ค่อยชอบเวลาเขาทำอะไรโจ่งแจ้ง แต่ตอนนี้ฉัน...ต้องการสัมผัสของเขาเหลือเกิน“พี่แคโรล มาหาแล้วนะ~” เขาพูดด้วยน้ำเสียงระรื่น“อือ...ช้ามาก จะตายอยู่แล้วเนี่ย ถ้ามาช้ากว่านี้สักสิบห้านาทีต้องตายจริงๆ แน่...”“อดใจรอสักปีนะ? ลู่อยู่ม.6แล้ว เดี๋ยวจะสอบเข้าที่นี่ให้ได้เลย”เขาจับมือสองข้างของฉันและส่งยิ้มให้ ดวงตาเป็นประกายแบบนั้น... ฉันเอาแต่ซ้อมจนไม่ได้เห็นมานานแค่ไหนแล้วนะ...แต่แล้ว...“...?” เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ฉันดีใจจนลืมปกปิด “พี่แคโรล...นี่...เป็นแผลนี่ครับ...กรีดข้อมือตัวเองเหรอครับ?”ฉันลิ้นแข็ง ไม่รู้จะตอบยังไง ได้แต่ก้มหน้ารับ“...เพราะ...เพราะอะไรเหรอ? บอกลู่ได้ไหม?” พอฉันไม่ตอบ เขาก็เดาถูกทันที “เพราะคอนเสิร์ตใช่ไหม? ถ้า...ถ้าลู่รู้ว่าเชียร์ให้พี่แคโรลตอบรับแล้วมันจะเป็นแบบนี้...สู้ตอนนั้น...”“ไม่...ฉัน...ฉันอยากแสดง แต่มันกดดันมาก มีคนดังๆ ในวงการดนตรีมาตั้งเยอะ ทั้งอาจารย์ ทั้งนักดนตรีระดับโลกที่เป็นศิษย์เก่าที่นี่ ไหนจะเพื่อนที่เอาแต่ทำตาจิกใส่ฉันอีก”“แต่ผมไม่อยากเห็นพี่แคโรลทำร้ายตัวเอง” ดวงตาสดใสของเขาปริ่มน้ำ “ถึงลู่จะเด็กกว่า แต่ลู่อยากปกป้องพี่นะ ไม่อยากเห็นพี่ต้องเจ็บปวด นี่ลู่ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ? แบ่งภาระมาให้ช่วยแบกบ้างก็ได้นะ ยังไงก็เป็นแฟนพี่”เขาจูบรอยแผลเป็นบนข้อมือฉันแผ่วเบาความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาทำให้น้ำตาฉันไหลโดยไม่รู้ตัว“ขอโทษนะ...”ฉันไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากคำนั้น นอกจากทำร้ายตัวเองแล้วยังทำร้ายคนที่รักอีก ฉันนี่มัน...ผิดคาด ลู่เงยหน้าขึ้นแล้วยิ้ม“ไปสยามกัน”“อะไรนะ...?”“ไปสยามกันครับ! เร็วๆ ถ้าวิ่งสักหน่อยอาจจะไปขึ้นรถรอบนี้ทัน!”“อะไรนะ?! เดี๋ยว!”ฉันอยู่ในเสื้อนักศึกษากับกางเกงขาย้วย ผมมัดไว้ลวกๆ ฟูเหมือนสิงโต ของก็ถือมาแค่โทรศัพท์กับกระเป๋าเงิน แต่ก็โดนน้องลู่ดึงวิ่งรวดเดียวถึงจุดจอดรถบัส คนกำลังต่อแถวขึ้นพอดีเขาควักเงินหกสิบบาทหยอดใส่กล่องเก็บค่าโดยสารและเข้ามายืนตรงท้ายคัน“ตกใจหมด อะไรกันเนี่ย?” ฉันทำหน้าง้ำแต่โดนเขาเอานิ้วจิ้มแก้ม“เปลี่ยนบรรยากาศไง!” เขายังยิ้มแฉ่ง แต่อึดใจถัดมาก็สีหน้าหมองลง “มันไม่ใช่ความผิดของพี่แคโรลหรอกนะครับ ผมรู้ว่าพี่ทำไปเพราะมันเจ็บปวด แต่ถึงยังไง...ผมก็อยากช่วยให้พี่ไม่ต้องหาทางระบายแบบนี้ เพราะผมเองก็เคยทำ ผมรู้ว่ามันเจ็บ เจ็บแต่หยุดไม่ได้”“...” ฉันพูดไม่ออก ไม่เคยคิดว่าเขาจะเคยทำแบบนั้นด้วย“เพราะงั้น เปลี่ยนบรรยากาศบ้างเนอะ?”ฉันพยักหน้า และเราก็ยืนอยู่ในรถบัสคันนั้นกระทั่งถึงสถานีรถไฟฟ้า ลงจากรถบัสและนั่งรถไฟฟ้าต่อไปพักใหญ่ก็ถึงสยาม เราก้าวลงพร้อมคนกลุ่มใหญ่ บ้างก็มาเปลี่ยนสาย บ้างก็มาเที่ยวน้องลู่ซื้อขนมเลี้ยงฉันหนึ่งจานโตๆ ฉันก็ทำหน้าง้ำไปกินไป อยากหยุดแบ่งให้เขาบ้างก็หยุดกินไม่ได้ อีกฝ่ายก็เอาแต่นั่งเท้าคางมองฉันกินเหมือนเป็นเรื่องน่าสนใจที่สุดในโลกเราเดินเที่ยวกันสักพักก็มาเจอร้านเครื่องเขียน น้องลู่ขอแวะซื้อของ เขาตรงไปหยิบปากกากึ่งพู่กันแบบที่ไว้เขียนอักษรจีนมาด้ามหนึ่ง เพียงแต่ด้ามนี้มีหมึกสีแดง หยิบเสร็จก็เดินไปจ่ายเงิน“แต่ก่อนผมใช้คัตเตอร์ แล้วคุณหมอแนะนำใช้อันนี้แทนน่ะครับ” เขายิ้มเขิน “สีแดงเยิ้มๆ เหมือนกัน แก้ขัดไปก่อนได้ไหมครับ?”“นี่...ให้ฉันเหรอ?”“อื้อ ผ่านมันไปด้วยกันนะครับ” เขาลูบหัวฉันเป็นครั้งแรกตั้งแต่คบกัน ท่าทางเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิมของเขาทำเอาใจเต้น ฉันเอาปากกาสีแดงนั่นแนบอก“จะรักษาไว้อย่างดีเลย...”สุดท้ายแล้วฉันก็ไม่ได้เอาทั้งคัตเตอร์หรือปากกาด้ามนั้นมาใช้ เวลารู้สึกแย่ก็ส่งไลน์ไปหาน้องลู่แทน เขาก็จะให้กำลังใจและคอยรับฟัง บางทีแค่โทรไปแล้วได้ยินเสียงเขาก็พอแล้ววันคอนเสิร์ตมาถึงฉันเห็นเขาอยู่ในกลุ่มผู้ชมที่เป็นเหมือนก้อนสีดำทะมึนแค่นั้นก็พอแล้ว...แค่นั้นก็พอแล้วจริงๆวันนั้นเป็นวันที่ฉันรู้สึกว่าร้องได้ดีที่สุด ไม่เสียความพยายามทั้งหมดที่ทำไป --- วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น แต่ในที่สุดน้องลู่ก็สอบผ่านและเข้ามาเป็นนักเรียนปีหนึ่งในมหาลัยเดียวกันได้โดย สวัสดิภาพหลังจากลุ้นกันแทบตาย“ฮื้ม ฮืม~” เขาฮัมเพลงขณะเรากลับหอในเย็นวันหนึ่ง ฉันกับน้องลู่อยู่หอใกล้ๆ กันพอดี วันไหนตารางตรงกัน ฉันก็ขับรถรับเขาไปกินข้าวด้วยกันต่อ“อารมณ์ดีอะไรเหรอ?”“เอ๊ะ ผมเผลอฮัมเพลงเหรอเนี่ย?”“เผลอสิ คิดอะไรอยู่?”“ไม่บอก เขินแย่” เขาเหมือนจะแอบแลบลิ้นจนฉันเกิดมันเขี้ยวขึ้นมา“อืม~ หรือว่าไปเจอรุ่นพี่สาวในคณะ?”“เปล่านะครับ!”“หยอกเล่นหรอก”“ผมคิดเรื่องอื่นต่างหาก เรื่องที่ว่า...” เขาพูดได้ครึ่งประโยคก็เงียบไป“ว่า?”“เรื่อง...ห้าปี สิบปีหลังจากนี้น่ะครับ เรื่องพี่แคโรล เรื่องตัวเอง เรื่องหลังเรียนจบ”“คิดเยอะ ฉันยังไม่เห็นคิดอะไรเลย”“อ้าว?!”“ก็ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็มีความสุขมากพอแล้ว เลยไม่คิดไง” ฉันอมยิ้ม “แต่ก็แอบหวังว่าในอนาคตจะมีความสุขยิ่งกว่านี้นะ”ข้างในรถเปี่ยมด้วยบรรยากาศอบอุ่น เราขับออกจากตัวมหาลัย ในหัวฉันนึกแค่ว่าเย็นนี้จะชวนน้องลู่ไปกินอะไรดี