บทที่ 22 ความมืดพลิกวิกฤต
พิษสีม่วงกลืนกินท่วมร่างของเฉินซือหยาง ชายหนุ่มต่อให้มีปฏิกิริยาที่รวดเร็วกว่านี้มันก็มิอาจหนีจากมวลพิษที่ถาโถมได้ พริบตาเดียวร่างที่หยัดยืนเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรมาโดยตลอดก็พลันล้มฟุบลง จินเยว่พยายามถ่ายทอดกระแสเสียงเรียกหาชายหนุ่ม แต่นางก็ได้รับแต่เพียงความเงียบงันที่ตอบกลับมา
ด้วยเพราะรู้ว่าพิษของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลรุนแรงแลร้ายกาจเพียงไหน จินเยว่จึงยิ่งบังเกิดความร้อนใจดั่งไฟสุม หากเฉินซือหยางตายนางเองก็จะจบสิ้นด้วย เช่นนั้นนางจึงพยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตชายหนุ่ม แต่ถึงแม้นางจะฝืนปลดปล่อยพลังจิติญญามากเพียงไหน ทว่าเมื่อยังติดอยู่ภายในมิติอื่น พลังจิติญญาที่พวยพุ่งออกมาจึงไม่มีผลแม้เพียงกระผีก ทำได้แค่สร้างสายลมให้พัดโหม ซึ่งสายลมนี้เพียงพอต่อการให้ต้นไผ่ไหวลู่ ทำให้เนินหินแตกกระจายเสียรูป แต่มิอาจปัดเป่าพิษที่ปกคลุมร่างของเฉินซือหยางให้หายไปได้ พิษสีม่วงเรืองรองยังคงกลืนกินเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มอย่างต่อเนื่อง
อาศัยกายาที่มีโครงสร้างแก่นฐานจากไขกระดูกัา ชายหนุ่มอาจทานทนต่อสภาพการกัดกร่อนของพิษได้หลายชั่วยาม แต่ความร้ายกาจของพิษสีม่วงนี้มิใช่การกัดกร่อนที่ภายนอก แต่มันเป็พิษที่แทรกซึมสู่เส้นเืและมุ่งตรงไปยังหัวใจ หากพิษร้ายแล่นเข้าสู่หัวใจเมื่อใด เมื่อนั้นมนุษย์ที่ไร้พลังจิติญญาต่อต้านก็จะจบสิ้นทันที เฉินซือหยางที่เพียงพึ่งเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการเพาะบ่มพลังจิติญญา ยังไม่สามารถเติมเต็มแลปลุกพลังจิติญญาขึ้นมาได้ แน่นอนว่ามันย่อมไม่มีทางที่จะต่อต้านหรือขับไล่พิษที่กำลังจะมุ่งไปสู่หัวใจ!
พลังจิติญญาสีเขียวมรกตของจินเยว่จึงพยายามปกคลุมเป็ชั้นเกราะกำบังให้แก่หัวใจของชายหนุ่ม แต่พลังของนางมีข้อจำกัดในการถูกกักขังในห้วงมิติที่เป็เอกเทศ นางจึงฝืนปลดปล่อยพลังได้ไม่นานก็ถูกพิษสีม่วงกลืนกินพลังจิติญญาจนปรากฏรูรั่วจำนวนมาก พิษสีม่วงจึงแทรกซึมผ่านเข้าสู่หัวใจของเฉินซือหยางในที่สุด!
ตอนนี้ไม่เพียงเฉินซือหยางที่ได้รับผลกระทบจากพิษ พลังจิติญญาอันน้อยนิดที่หลุดจากมิติของจินเยว่ที่ส่งมาคุ้มกันหัวใจของชายหนุ่มก็ได้ถูกพิษบางส่วนคืบคลานผ่านพลังจิติญญานั้นมุ่งหาตนเองด้วย จินเยว่จึงพลอยถูกพิษร้ายเล่นงานเช่นกัน แม้ไม่มากนักแต่ก็สร้างความเ็ปทรมานแก่นางไม่น้อย นางได้แต่กัดฟันกำหมัดแน่น
“งูบัดซบ หากข้าออกไปได้ ข้าจะเฉือนเ้าไม่เหลือชิ้นดี!”
จินเยว่นอนกุมหน้าอกด้วยผลกระทบจากการฝืนใช้พลังภายใต้กฎเกณฑ์ที่ขัดแย้ง ซ้ำยังถูกพิษร้ายเล่นงานอย่างหนักหน่วง ทำได้แค่ปลดปล่อยพลังจิติญญาของตนต่อต้านป้องกันเท่านั้น นางในตอนนี้เพียงรักษาตนยังลำบาก จึงมิอาจฝืนส่งพลังไปช่วยเฉินซือหยางได้อีกแล้ว
การที่รับรู้ว่าบุรุษซึ่งเป็ความหวังเดียวใกล้ตาย นางก็รู้สึกเ็ปแลแค้นใจอย่างบอกไม่ถูก นางได้แต่หลับตากัดฟัน จนปัญญาที่จะรักษาชีวิตของชายหนุ่มจากสถานการณ์เช่นนี้ได้ การรับมือกับสัตว์อสูรโดยไร้ซึ่งพลังจิติญญา เป็ความต่างชั้นที่ไม่อาจเห็นหนทางที่จะชนะได้เลยจริงๆ
ความสิ้นหวังและความจมดิ่งเกิดขึ้นในจิตใจของสตรีสะคราญโฉม นางไม่เห็นแสงสว่างหรือทางออกใด เห็นแต่เพียงความมืดมนจนหนทางตรงหน้า นางเห็นความมืดนี้เกิดขึ้นโดยที่ยังหลับตาอยู่ นางจึงพลันลืมตาตื่นขึ้นมาทันใด
หลับตาย่อมเห็นความสิ้นหวัง แต่การหลับตาเมื่อครู่สิ่งที่เห็นหาใช่ความสิ้นหวังไม่ นางเห็นมหานทีสีดำที่กำลังลุกโหมขึ้นมาอีกครั้งจากหัวใจของชายหนุ่ม!
ปกติความมืดคือสีแห่งความสิ้นหวัง แสงสว่างต่างหากจึงจะเป็แสงแห่งความหวัง ทว่าความมืดที่นางััได้จากหัวใจของชายหนุ่ม ความมืดที่กำลังคลุ้มคลั่งราวกับถูกบางอย่างกระตุ้นให้ฟื้นตื่น ความมืดนี้ก่อเกิดเป็มวลมหานทีที่ลึกล้ำกลางใจ จนคล้ายกับหลุมดำที่พร้อมจะสูบกลืนทุกสรรพสิ่ง หลุมดำอันดำมืดสามารถดูดซับได้แม้กระทั่งพิษที่มีความรุนแรงมิเป็สองของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล ความมืดนี้จึงกลับกลายเป็ความหวัง
“อะไรกัน?"
พิษสีม่วงเรืองรองที่แทรกซึมไปตามเส้นเืมุ่งสู่หัวใจของเฉินซือหยาง แทนที่มันจะทำลายหัวใจดวงนี้ให้ย่อยยับ แต่มันกลับถูกมวลมหานทีสีดำไร้ก้นบึ้งดูดกลืนพิษราวกับจะไม่มีจุดสิ้นสุด แทนที่พิษจะเล่นงานชายหนุ่ม กลับกลายเป็หัวใจของชายหนุ่มดูดกลืนพิษเหล่านี้แทน และดูเหมือนมันกำลังดูดพิษที่เกิดจากพลังการเพาะบ่มของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ดั่งว่าหากพิษของสัตว์อสูรตนนี้ไม่หมดตัว แรงดึงดูดก็จะไม่มีวันหยุดลง
สัตว์อสูรและสัตว์เทวะล้วนมีพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งในร่าง ซึ่งความจำเพาะของพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งของสัตว์แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน สุนัขฟ้า์สามตามีพลังจิติญญาสรรพสิ่งอยู่ดวงตาที่สาม ส่วนอสรพิษม่วงเกล็ดนิลมีพลังจิติญญาสรรพสิ่งอยู่ที่พิษ การที่มันถูกดูดกลืนพิษอย่างบ้างคลั่ง นั่นย่อมหมายถึงมันกำลังถูกแย่งชิงพลังจิติญญาสรรพสิ่งของตนไป!
ในมหาจักรวาลล้านดารา ยังไม่เคยปรากฏสิ่งใดหรือตัวตนไหนสามารถชิงพลังจิติญญาสรรพสิ่งไปจากผู้อื่นทั้งเป็ได้ หาก้าพลังจิติญญาของผู้อื่นมีแต่ต้องเอาชนะพร้อมสังหารเป้าหมายให้ตายเท่านั้น และเมื่อตายไปแล้วแก่นกำเนิดพลังจิติญญาที่อยู่หัวใจจะเกิดการตกผลึกแห่งจิติญญา ซึ่งผลึกจิติญญานี้สามารถส่งเสริมพลังจิติญญาของผู้ที่กินมันได้ โดยพลังจิติญญาที่ก่อเกิดจากผลึกจิติญญาจะให้พลังส่งเสริมอยู่หนึ่งถึงสามส่วน และนี่เป็เพียงวิธีเดียวของการชิงพลังจิติญญาของผู้อื่นมา
ทว่าไม่เคยปรากฏมิได้หมายความว่าไม่มี
จักรวาลที่ไร้จุดสิ้นสุด ในแดนดาราแห่งหนึ่งที่มีแต่ความมืดมิด แดนดารานั้นได้ก่อเกิดมวลมหานทีสีดำมืด กวาดม้วนพัดพาเหล่าสัตว์อสูรทั้งมวลให้พลัดพรากจากถิ่นกำเนิด อสรพิษม่วงเกล็ดนิลจำนวนมากก็ตกอยู่ในมหานทีสีดำมืดนี้ พวกมันไม่รู้ว่ามหานทีที่ไร้ต่อต้านจะนำพวกตนไปแห่งหนใด แต่ในระหว่างทางที่ไป มันจะคอยดูดกลืนพลังจิติญญาของเหล่าสรรพสัตว์อสูรทั้งเป็ นั่นจึงนับเป็ครั้งแรกที่อสรพิษม่วงเกล็ดนิลได้เห็นภาพการแย่งชิงพลังจิติญญาที่เหนือความเข้าใจและบ้าคลั่งน่าหวาดหวั่น
มีสัตว์อสูรหลายชนิดถูกมหานทีสีดำมืดดูดกลืนพลังจิติญญาจนสูญพันธุ์ อสรพิษม่วงเกล็ดนิลก็แทบสูญพันธุ์ไปเช่นเดียวกัน ยังดีที่หลงเหลือมันรอดอยู่ มันโชคดีที่มีผู้สามารถหยุดยั้งการเคลื่อนไปของมหานทีสีดำมืดได้ มันและเหล่าสัตว์อสูรอื่นๆ ที่หลงเหลือจึงหลุดจากการสูบกลืนพลังจิติญญาอย่างหวุดหวิด พอหลุดจากมหานทีสีดำมืดมาได้ พวกมันก็คิดว่ารอดแล้ว ไม่หลงเหลือสิ่งใดคุกคามแลควบคุมได้แล้ว พวกมันจึงคิดหวังหลบหนี
แต่ความโชคร้ายก็ยังมิได้เคลื่อนผ่านเ้าอสรพิษเช่นมันไป มหานทีแห่งความมืดในตอนนั้นที่หม่นประกาย ความมืดเริ่มเจือจางใกล้มอดดับลงในทุกที เป็มหานทีแห่งความมืดที่ดูมิน่าหวาดหวั่นเหมือน่ตอนก่อนหน้าแต่อย่างใด ทว่าเพียงมันประจันหน้าตน ั์ตาที่แดงก่ำทรงอานุภาพ เหล่านี้ก็สะกดให้ตนมิอาจต่อต้านมันได้ ความหวาดกลัวและความโชคร้ายกัดลึกไปถึงจิตใจ เสียงแหบพร่าพร้อมกับการกระทำบางอย่างทำให้ตนจดจำและหวาดกลัวไม่รู้ลืม คำกล่าวประโยคสุดท้ายของมันที่ฝังอยู่ในจิต ของสิ่งหนึ่งที่ถูกฝังอยู่ในร่าง คือสิ่งที่ทำให้ตนต้องหนีจากแดนดาราอันเหมาะต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ ฝ่าฝันอันตรายข้ามห้วงจักรวาลล้านดารา จนมาโผล่ที่แดนดาราอันแสนต่ำต้อยไร้ทรัพยากรหนุนเสริมนี้ แต่ขนาดหนีมาไกลจนสุดขอบจักรวาลแล้วแท้ๆ ผ่านพ้นเวลาหลายสิบปีแล้วแท้ๆ
มันก็ยังตามมาพบ!
อสรพิษม่วงเกล็ดนิลแสดงท่าทางตื่นกลัวอย่างสุดแสน ั์ตาขวาที่เหลือเพียงข้างเดียวเบิกถลนจนลูกตาแดงก่ำแทบจะกระดอนออกมา พิษในกายถูกดูดกลืนออกไปอย่างคลุ้มคลั่ง แรงจะเคลื่อนหนีก็มิอาจกระทำได้ ทำได้เพียงเบิกตาจับจ้องร่างที่ถูกปกคลุมไปด้วยพิษสีม่วงที่ลุกยืนขึ้นมาเท่านั้น
ร่างนั้นคือบุรุษหนุ่มที่ไร้ซึ่งพลังจิติญญา แต่ั์ตาแดงก่ำคู่นั้น คือั์ตาคู่เดียวกับที่มันพานพบในมหานทีแห่งความมืด
ราชันย์อสุรา!
เพลงดาบอาบอสุรา กระบวนท่าที่หนึ่ง
“ตัดทิวา!”
คลื่นพลังสีดำวาดออกจากดาบจรดใต้หล้าสีเงินวาว ก่อเกิดมวลพลังจิติญญาอันดำมืดแยกผืนดินจรดผืนฟ้า เคลื่อนออกไปราวจันทร์เสี้ยวสีดำท่ามกลางแสงสว่างยามทิวา หนึ่งดำคล้ายกลมกลืนกับทิวาที่อาบไล้ ให้ความแตกต่างแต่ไม่แบ่งแยก ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่แบ่งแยก นั่นก็คือร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล!
ตูมมม
แรงะเิจากหนึ่งการฟาดฟันดาบ ส่งให้ถ้ำโถงซึ่งเป็ที่อยู่ของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลสั่นะเือย่างรุนแรง พร้อมปรากฏรอยผ่าแยกที่ราบเรียบ ราวกับมีสิ่งที่คมที่สุดพึ่งตัดเฉือนมันไป พอแรงสั่นะเืเริ่มจางหาย ร่างที่ถูกผ่าครึ่งของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลก็ร่วงตกคนละทาง สร้างความตื่นตะลึงละคนแปลกใจแก่จินเยว่มิน้อย
เพลงดาบเมื่อครู่คือสิ่งใด มหานทีสีดำที่น่าหวาดหวั่นนั่นอีก ชายหนุ่มผู้นี้สามารถใช้พลังจิติญญาได้แล้ว?
ขณะที่ตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ เฉินซือหยางเองก็ต้องขมวดคิ้วมองดาบจรดใต้หล้าในมือเช่นเดียวกัน มันพึมพำกับตนเอง
“เมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้น เพลงดาบที่ผุดขึ้นในหัวเมื่อครู่ พลังจิติญญาที่ให้ความรู้สึกคล้ายการเลียนแบบเมื่อครู่… ข้าเป็คนทำอย่างนั้นหรือ?"
ระหว่างความเป็ตาย ชายหนุ่มพยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง มันไร้ซึ่งทางเลือกแต่จู่ๆ หูคล้ายได้ยินแว่วเสียงใดในร่างของอสรพิษม่วงเกล็ดนิล ในหัวก็พลันผุดความคิดหนึ่งแทรกขึ้นมา มันจึงฟันดาบไปตามความคิด ฟันไปตามสัณชาตญาณ รู้สึกว่าการฟันดาบเมื่อครู่นี้เป็แค่การเลียนแบบ แต่ไม่คิดว่าภาพตรงหน้าจะกลับกลายเป็เพลงดาบแห่งพลังจิติญญาที่สามารถผ่าครึ่งอสรพิษม่วงเกล็ดนิลซึ่งมีเกล็ดที่แข็งแกร่งราวเหล็กกล้าให้แบ่งครึ่งั้แ่หัวจรดหางได้เช่นนี้
“เพลงดาบอาบอสุรา ข้าเคยได้ยินมาจากที่ใดกัน?"
เฉินซือหยางพลางฟันดาบพร้อมนึกถึงกระบวนท่าเมื่อครู่อีกครั้ง ก็ปรากฏเป็เพียงแรงลมแผ่พุ่งไปมิได้มีพลังจิติญญาออกมาเช่นเคย เห็นเฉินซือหยางลองกระทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง จินเยว่ก็กล่าวขึ้น
“น่าจะเป็ความบังเอิญจากการที่แก่นฐานแห่งพลังจิติญญาเ้าดูดซับพิษซึ่งเป็พลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งของอสรพิษม่วงเกล็ดนิลตัวนั้น ทำให้เ้าสะท้อนพลังออกมาในรูปของคมดาบที่ฟาดฟันออกได้ ซึ่งนับเป็ความโชคดีอยู่ไม่น้อย…”
นางถ่ายทอดประโยคเมื่อครู่ออกมา ก่อนเงียบไปชั่วขณะ ครุ่นคิดอะไรบางอย่างค่อยถ่ายทอดกระแสเสียงต่อเนื่อง
“ข้าสังเกตุตัวเ้ามาซักระยะหนึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าเ้าจะมิใช่เพียงมีโครงสร้างแก่นฐานของร่างกายที่พิเศษเท่านั้น แต่มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้แก่นฐานหรือแก่นกำเนิดแห่งพลังจิติญญาในหัวใจของเ้าเองก็พิเศษตามไปด้วย เพราะความพิเศษนี้ทำให้เ้าฝึกวิชาทั่วไปหรือใช้ทรัพยากรทั่วไปบนแดนดาราพิภพให้เกิดประโยชน์มิได้ แต่พอเป็ความพิเศษจำเพาะจากสัตว์อสูร ทำให้พลังจิติญญาของเ้าถูกกระตุ้นจนมีโอกาสที่จะฟื้นตื่น"
เฉินซือหยางจับลงที่ตำแหน่งหัวใจของตนเอง
“นับั้แ่ฝันตื่นนั้นและนับั้แ่ที่ข้าตื่นขึ้นมาอยู่ในมิติแห่งคันฉ่องท่าน ข้าก็รู้สึกแปลกไปจากเดิมอยู่บ้าง หัวใจของข้าคล้ายมิใช่ของข้าอีกต่อไป”
จินเยว่มีสีหน้าที่เคร่งขรึมลง นางมองมือของตนเอง
“แล้วเ้ารู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้บ้างหรือไม่ โดยเฉพาะการฟันดาบเมื่อครู่”
เฉินซือหยางนึกคิดก่อนตอบอย่างหนักแน่น
“ข้ารับรู้ในตัวเองอยู่เสมอ รู้กระทั่งว่าต้องรักษาชีวิต การฟันดาบเมื่อครู่ก็เป็ข้าที่ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิต เพียงแต่ว่าข้าแค่ไม่รู้เท่านั้นว่าในหัวปรากฏเพลงดาบเมื่อครู่ออกมาได้อย่างไร”
จินเยว่มีสีหน้าที่ผ่อนคลายลง สายตาละจากมือของตนเพื่อมองไปที่ชายหนุ่ม
“เช่นนั้นก็ดี ในเมื่อเ้ามีสิ่งที่น่าสนใจซ่อนแฝง ข้าจะลองพยายามหาทางช่วยเ้าดึงมันออกมา หากเ้าควบคุมพลังเมื่อครู่ได้ สัญญาระหว่างเราอาจได้สิ้นสุดเร็วขึ้น"
เฉินซือหยางมองดาบในมือที่บัดนี้หลงเหลือเพียงเล่มเดียว ตอนนี้มันััได้ถึงหัวใจที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด การดูดกลืนพิษจากอสรพิษม่วงเกล็ดนิลเมื่อครู่มีคุณประโยชน์แก่มันไม่น้อย มหานทีสีดำที่มันััได้ในหัวใจของตนเอง มหานทีที่ก่อนหน้ามิว่าจะเติมสิ่งใดลงไปก็ดูไม่มีวันตื้นเขิน บัดนี้เริ่มจะถูกเติมเต็มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว