สิบวันต่อมา...
จูหยวนจางและหลิวป๋อเวินพำนักอยู่ในโรงงานผลิตกระดาษอย่างสะดวกสบายยิ่งนัก แต่จูเปียวที่พักอยู่ในโรงเตี๊ยมกลับเริ่มมีเงินไม่เพียงพอเสียแล้ว
ค่าใช้จ่ายต่อวันเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังมีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ราคาไม่ถูกเลย เมื่อมองดูเงินที่ลดน้อยลงทุกวัน จูเปียวก็รู้สึกร้อนใจยิ่งนัก!
แต่ในขณะนี้ เหล่าขุนนางบุ๋นและบู๊ในราชสำนักกลับร้อนใจยิ่งกว่า ฝ่าา ฮองเฮา และรัชทายาท ได้จากเมืองอิ้งเทียนไปครึ่งเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาหายไปอยู่ที่ใด
หลานอวี้ยิ่งหนักหนาเพราะลูกสาวหายตัวไปด้วย เขาจึงยุ่งจนหัวหมุน แม้จะมีสหายร่วมงานมาชวนไปดื่มสุรา เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไป
ทางด้านองครักษ์ที่จูหยวนจางพาไปด้วยแต่ละคนยิ่งร้อนใจกว่า ออกมาครั้งหนึ่ง หากทำฮ่องเต้หาย หัวบนบ่าของพวกเขาคงไม่รอด และแม้แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่บ้านก็ต้องถูกฝังตามไปด้วย
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่ไข่ไก่ก็ต้องเขย่าให้ไข่แดงแตก หรือไส้เดือนก็ต้องหั่นตามยาว
ณ อำเภอเฟิ่งหยาง
คนเหล่านี้เริ่มปั่นป่วน พยายามค้นหาร่องรอยของจูหยวนจางและหลิวป๋อเวินอย่างบ้าคลั่ง
ในที่สุด กว่าจะหาจูเปียวพบที่โรงเตี๊ยมหงฝูได้นั้นยากลำบากยิ่ง ขณะนี้จูเปียวกำลังนอนกินดื่มอยู่บนเตียงพลางอ่านหนังสือนวนิยาย บางครั้งยังส่งเสียงหัวเราะ "เหะ ๆ " ออกมาสองสามครั้ง
หลายคนเกิดความสงสัย จึงชะโงกหน้าเข้าไปดู เห็นบนหน้าปกเขียนว่า ‘เดดพูล’ ให้ตายเถอะ ชื่อนี้ช่างเข้ากับตลาดในปัจจุบันเสียจริง
เมื่อทราบว่าจูหยวนจางถูกจ้าวสิงโยนไปไว้ที่โรงงานผลิตกระดาษ ทุกคนต่างโกรธแค้นจนแทบะเิ คนเหล่านี้มารวมตัวกันในห้องที่มีชื่อแปลก ๆ ว่า ‘เพรสซิเดนเชียลสวีท’ และส่งเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง
พวกเขาไม่เคยได้ยินเื่โรงงานผลิตกระดาษมาก่อน แต่รู้ว่าคนที่ต้องไปใช้แรงงานเกณฑ์ที่เหมืองหินนั้นลำบากเพียงใด
เพียงชั่วพริบตา ในใจของพวกเขาก็คิดไปว่าจูหยวนจางและหลิวป๋อเวินทั้งสองคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแสนสาหัส และกำลังถูกทรมานจนใกล้สิ้นใจ
ไม่มีข้าวจะกิน นอนไม่หลับ และยังต้องทำงานหนักอีกมากมาย
"จ้าวสิงผู้นี้ช่างกล้าบ้าบิ่นยิ่งนัก! ถึงขั้นกล้าใช้ศาลเตี้ย บังคับให้คนไปใช้แรงงาน!"
"โรงงานผลิตกระดาษแห่งนี้ ส่วนใหญ่คงเป็กิจการของจ้าวสิงเอง ท่านนายท่านของเราเพียงแค่พูดประโยคเดียว ทำให้เขาเกิดความไม่พอใจ จึงโยนคนเข้าไปลำบาก!"
"พวกเราต้องรีบช่วยท่านนายท่านออกมาเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นหากปล่อยไว้อีกสักพัก ไม่รู้ว่าสภาพจะเป็อย่างไรแล้ว"
คนเหล่านี้ล้อมวงนั่งกันอยู่ บางคนถึงกับนั่งยอง ๆ บนพื้นจนน้ำตาคลอเบ้า พวกเขาหวาดกลัวจริง ๆ ! ทุกคนยังหนุ่มยังแน่น ไม่อยากถูกฝังตามไปด้วย
"ไป พวกเราไปที่โรงงานผลิตกระดาษกัน แล้วชิงตัวท่านนายท่านออกมา!" ชายคนหนึ่งลุกขึ้นยืนและกล่าวอย่างจริงจัง
"ทุกคนไปด้วยกัน พวกเราจะซุ่มโจมตี โดยปลอมตัวเป็ชาวบ้านธรรมดาเข้าไปในโรงงานผลิตกระดาษ..."
ไม่นานนัก พวกเขาก็วางแผนการเสร็จสิ้น
ขณะนี้จูเปียวยังคงนอนกินดื่มอยู่บนเตียง อย่างไรเสียท่านพ่อก็ไม่มีทางเกิดเื่หรอก การได้อยู่ที่นั่น สำหรับท่านพ่อแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะเป็การพักร้อนเสียด้วยซ้ำ
ณ โรงงานผลิตกระดาษ
ชายชราที่เฝ้าประตูมองดูคนสิบกว่าคนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยความแปลกใจ ทำไมเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งรับคนงานไป ตอนนี้ยังมีคนมาอีก?
"พวกเ้ากลับไปเถอะ โรงงานผลิตกระดาษคนเต็มแล้ว หากมีตำแหน่งว่างในภายหลัง จะมีการติดประกาศแจ้งในเมือง"
เหล่าองครักษ์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เกิดอะไรขึ้น? หรือว่างานที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเช่นนี้ ต้องแย่งชิงโอกาสกันด้วย?
แต่หากรอจนถึงการรับสมัครครั้งหน้า ไม่รู้ว่าต้องรอจนถึงปีมะโว้หรือเมื่อไหร่? ทันใดนั้น ในใจของหลายคนก็เริ่มร้อนรน
หนึ่งในนั้นก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า "ทุกคนไม่ต้องใ ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร"
ชายผู้นี้ถือเป็คนที่ปรับตัวได้ดีที่สุดในอำเภอเฟิ่งหยางตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา องครักษ์คนอื่น ๆ บางคนยังไม่ชินกับสภาพความเป็อยู่ในอำเภอเฟิ่งหยาง ่เวลานี้แม้แต่การใช้เงินก็ยังต้องประหยัดอย่างยิ่ง
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า จะมีสถานที่ที่ค่าครองชีพสูงกว่าเมืองอิ้งเทียนถึงสามห้าเท่าหรือมากกว่านั้น พวกเขาใช้เงินกันจนปวดใจ!
ชายผู้นั้นยิ้มแล้วก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว จับมือชายชราแล้วตบเบา ๆ เหรียญทองแดงจำนวนหนึ่งเลื่อนออกมาจากแขนเสื้อ และเลื่อนเข้าไปในแขนเสื้อของชายชราได้อย่างพอดิบพอดี
ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงของชายชรา เปลี่ยนเป็รอยยิ้มในทันที "คนหนุ่มสมัยนี้ช่างกตัญญูและรู้ความยิ่งนัก!"
"ได้ยินว่าสิ้นเดือนนี้จะมีคนออกสองคน ถึงตอนนั้นจะมีการรับคนล่วงหน้า ตอนนี้ยังเร็วอยู่ เ้ากลับไปก่อน..."
กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก… เหรียญทองแดงในแขนเสื้อเลื่อนเข้าไปอีกจำนวนหนึ่ง เสียงเหรียญกระทบกันดัง กริ๊ก ๆ
ชายชราจึงกล่าวต่อว่า "ถึงตอนนั้น ข้าจะแจ้งข่าวนี้ให้เ้าทราบก่อนที่ประกาศจะออก"
ทันใดนั้น แขนเสื้อของชายชราก็หนักอึ้งขึ้น เงินแท่งก้อนหนึ่งเลื่อนออกมาจากแขนเสื้อของหัวหน้าองครักษ์ และตกลงไปในแขนเสื้อของชายชราอย่างพอดิบพอดี
เขาจับมือชายชราแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ท่านปู่ขอรับ พี่น้องของข้าเหล่านี้ล้วนอยากมาหาเลี้ยงชีพ ท่านช่วยสงเคราะห์หน่อยเถิดขอรับ"
เมื่อมองไปยังผู้คนที่จ้องมองมาทางนี้มากมาย สีหน้าของชายชราก็ดูลำบากใจเล็กน้อย "เ้า..."
ตึ้ง! น้ำหนักที่หนักอึ้งในแขนเสื้อเกือบทำให้ชายชราถลาไปข้างหน้าจนเกือบจะล้มคะมำลงกับพื้น
แต่ชายชราที่เกือบจะหน้าทิ่มดินผู้นี้ กลับยิ้มจนใบหน้ายับย่น "เ้าเด็กคนนี้ ดูสิ ทำไมต้องเกรงใจข้าขนาดนี้ มา ๆ รีบเข้ามา"
"แล้วเพื่อน ๆ ของเ้าก็เข้ามาด้วยกันให้หมดเลย!"
"ดูพวกเ้าสิ แต่ละคนตัวสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลา ดูท่าจะเป็ต้นกล้าที่ดี! วันนี้ปู่จะจัดสรรที่ทางให้พวกเ้าอย่างดีแน่นอน!"
หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้พยักหน้าส่งสัญญาณให้เพื่อนพ้องข้างหลังตามเข้ามา
หลายคนรีบตามเข้าไปและถามด้วยความสงสัย "เ้าไปรู้มาได้อย่างไรว่าให้เงินแล้วท่านปู่คนนี้จะยอมช่วย?"
"นั่นสิ เขาเป็แค่คนเฝ้าประตู เขามีความสามารถขนาดนั้นเชียวหรือ?"
หลายคนกระซิบกระซาบกัน
"ที่อื่นอาจจะไม่แน่ แต่ในอำเภอเฟิ่งหยาง ห้ามดูถูกท่านปู่ท่านย่าเหล่านี้เด็ดขาด โดยเฉพาะมีเคล็ดลับหนึ่งอย่าง คือต้องใช้ 'ซ่อนในแขนเสื้อ' ให้เป็!"
"แอบส่งความจริงใจระหว่างคนต่อคนผ่านทางแขนเสื้อ อย่าใช้ปากพูด และยิ่งห้ามให้กันแบบเปิดเผย!" หัวหน้าองครักษ์กล่าวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับมีแิวิธีการของตนเอง
ลูกน้องที่อยู่ข้าง ๆ มองดูแล้วรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก ต่างพากันเอ่ยชม
"สมกับเป็หัวหน้า!"
"สมกับเป็พี่ใหญ่!"
"แต่ว่า ทำไมคนในอำเภอเฟิ่งหยางถึงชอบ 'ซ่อนในแขนเสื้อ' กันหมด? ยื่นเงินให้ตรง ๆ ไม่ได้หรือ? เราก็ไม่ได้ไม่ให้เสียหน่อย"
หัวหน้าองครักษ์นิ่งคิดครู่หนึ่ง "จากที่ข้าศึกษามาใน่เวลานี้ พวกเขากำลังเลียนแบบนายอำเภอของพวกเขา จ้าวสิง"
"พวกเขาเห็นพ้องตรงกันว่า 'ซ่อนในแขนเสื้อ' คือศิลปะที่สูงส่ง ส่วนการให้ตรง ๆ ถือเป็การติดสินบน! ถือเป็การดูิ่เกียรติและความซื่อสัตย์ของพวกเขา! ถือเป็ค่านิยมที่เลวร้าย!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิด และเริ่มพิจารณาถึงองค์ประกอบทางศิลปะที่ซ่อนอยู่ในการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้