ความเดิมตอนที่แล้ว
การกลับมาของหลี่ซู่เหลยอดีตช่างตีเหล็กฝีมือดีแห่งหนานจิ้งทำให้งานเลี้ยงต้อนรับเ้าเมืองน้อยเฉินเต็มไปด้วยความสำราญท่ามกลางความไม่พึงใจขององค์หญิงสามแต่ทว่างานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ก็ครึกครื้นอยู่ได้ไม่นาน กลับมีกลุ่มคนผู้ไม่ได้รับเชิญบุกเข้ามาอย่างอุกอาจคนเ่าั้พุ่งเป้าไปที่บรรดาคนสำคัญโดยเฉพาะหลินเพ่ยหนิงและหลินจื่อหรานผู้ซึ่งไร้วรยุทธ์เฉินเสวี่ยหยางจึงเข้าปกป้ององค์หญิงจากลูกดอกอาบยาพิษ เหตุการณ์นั้นทำให้หลินเพ่ยหนิงได้รู้ว่าลูกดอกอันแหลมคมไม่อาจทำอันตรายต่อเฉินเสวี่ยหยางส่วนหลินจื่อหรานนั้นได้เหลี่ยงเสี่ยวเหยาเข้ามาบังลูกดอกเอาไว้โดยมีแม่ทัพเหลียงเข้ามาปกป้องคนทั้งสองอีกทอดหนึ่งพวกเขาจึงไม่ได้รับอันตรายและมีเพียงชายเสื้อที่ขาดติดไปกับปลายลูกดอกเท่านั้น
ทางด้านกลุ่มมือสังหารก็ถูกต้อนจนไร้ทางถอยและหนีไปพบกับจอมยุทธไป๋โดยมีปีศาจดำที่ตามมาชำระแค้นจนผลสุดท้ายก็เหลือเพียงหัวหน้ามือสังหารซึ่งเป็ปีศาจดำตัวปลอม แต่เมื่อกำลังถูกคาดคั้นถึงผู้ที่บงการอยู่เื้ัเขากลับถูกบางสิ่งบางอย่างคร่าชีวิตไปในที่สุด ส่วนพวกที่เหลือก็พากันดื่มยาพิษตายตามหัวหน้าไปอย่างอนาถหลังจากทุกอย่างจบสิ้น ปีศาจดำก็จากไปโดยจอมยุทธไป๋ได้หันหลังแยกไปอีกทางทว่าเฉินเสวี่ยหยางได้เอ่ยคำพูดบางอย่างทำให้นางต้องหยุดชะงัก ในขณะที่เฟยิก้มหน้าอมยิ้มกับถ้อยคำของเ้าเมืองน้อยเฉินถ้อยคำที่ฟังดูคล้ายกับว่าเขารู้ตัวตนแท้จริงของนางมานานแล้ว ทำให้จอมยุทธไป๋ต้องรีบจากไปพร้อมแววตาที่ไหวหวั่น
เช้าวันต่อมาที่หมู่บ้านหัว ชาวบ้านกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติหลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกหวงจิ้งเอินตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงนกร้องขับขานส่งเสียงดังคล้ายกับว่า้าจะปลุกเขาให้ตื่นเมื่อลืมตาขึ้นมา เขากลับไม่เห็นใครแม้แต่อู๋ฉงฉง หวงจิ้งเอินจึงลุกจากที่นอนและเดินออกมาด้านนอกแล้วเขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อชาวบ้านแต่ละคนที่เดินผ่านไปมาได้หันมองเขาด้วยรอยยิ้มทั้งยังก้มศีรษะทักทายดูราวกับว่าสนิทสนมคุ้นเคยกันมาช้านาน ซึ่งผิดไปจากที่ผ่านมาไม่นานก็มีเสียงของอู๋ฉงฉงที่เดินมาพร้อมกับเสี่ยวม่านเอ่ยทักเขาขึ้นมา
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เ้าตื่นแล้วเหรอ แล้วนี่เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
หวงจิ้งเอิน : “ อื้ม.. ข้าดีขึ้นมากแล้วล่ะ แผลก็ไม่ค่อยเจ็บแล้วด้วยแต่รู้สึกว่าข้าจะหลับไปนานมาก ”
อู๋ฉงฉง : “ ก็แหงล่ะ หลังจากดื่มยาถ้วยนั้น เ้าก็หลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ”
หวงจิ้งเอิน : “ ยาหรอ? ”
เสี่ยวม่าน : “ เป็ยาสมุนไพรโบราณรักษาอาการาเ็จากภายในแถมยังช่วยให้หลับสบายอ้อ! ไม่ต้องห่วงว่าข้าจะแอบวางยาเ้าเ้าตายข้าก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ยาสูตรนี้ได้มาจากผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง ข้าเคยใช้รักษาชาวบ้านอยู่บ่อยๆ แม้แต่พ่อบุญธรรมก็เคยใช้มันมาก่อน ดังนั้นไม่มีอันตรายหรอก ”
หวงจิ้งเอิน : “ ผู้มีพระคุณของเ้าไม่ใช่เจิ้งคุนเซียวหรอกหรอนี่เ้ามีผู้มีพระคุณกี่คนกันแน่เนี่ย? ”
เสี่ยวม่าน : “ ถ้าเป็ท่านผู้นี้ อีกไม่นานเ้าก็จะรู้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ หือ! พิลึกจริง แต่ยังไงก็ขอบคุณนะที่ช่วยข้าไว้แถมยังสละเวลาต้มยาให้ข้าอีก ”
เสี่ยวม่าน : “ แค่เื่เล็กน้อยน่ะ เ้าไม่ต้องคิดมากหรอกอีกอย่างข้าแค่จัดยาแต่นางต่างหากที่เสียเวลาต้ม แม่นางอู๋เฝ้าหม้อต้มยาอยู่ถึงสองชั่วยามโดยไม่ลุกไปไหนข้าน่ะแทบไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ”
หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง ขอบใจเ้านะ ”
หวงจิ้งเอินมองอู๋ฉงฉงด้วยแววตาซาบซึ้งเป็ประกายโดยที่คนอีกผู้หนึ่งซึ่งเป็เ้าของบ้านเริ่มรู้สึกว่าเป็ส่วนเกินจึงกระแอมขึ้นมาจนคุณชายหวงต้องทำกลบเกลื่อน
เสี่ยวม่าน : “ อะแฮ่ม! ”
หวงจิ้งเอิน : “ เอ่อ.. ฉงฉง นี่เ้าถืออะไรมาน่ะ? พะรุงพะรังเชียว”
อู๋ฉงฉง : “ นี่ผัก ส่วนนี่ผลไม้ แล้วนี่ก็ปลาสด ๆจากลำธารฝั่งโน้น ชาวบ้านที่นี่ปลูกผักกินเอง ถึงจะอยู่ห่างจากที่นี่สักหน่อยแต่ว่าผักสดมากไม่รู้ว่าพวกเขาดูแลกันอย่างไรถึงได้เขียวสดน่ากินเช่นนี้ ข้าเลยกะว่าจะเอามาเตรียมสำรับให้เ้าน่ะ หลับไปนานขนาดนี้เ้าคงจะหิวมากแน่ ๆ ”
..จ๊อก ๆ!..
หวงจิ้งเอิน : “ หืม.. นี่เ้าพูดทำไมเนี่ย ”
เสี่ยวม่าน : “ งั้นพวกเ้ารอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปทำอาหารถ้าหิวก็กินผลไม้นั่นรองท้องไปก่อน ”
พูดจบเด็กสาวเสี่ยวม่านก็ไม่รีรอที่จะเดินหายเข้าไปในครัว ทิ้งให้หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงกลับเข้ามานั่งรออยู่ที่โต๊ะภายในบ้านพวกเขาใช้น้ำเสียงเบาพูดคุยกันพลางส่งสายตามองไปด้านนอก
หวงจิ้งเอิน : “ นี่! เ้ารู้สึกไหม ชาวบ้านที่นี่มองเราแปลกๆ เกิดอะไรขึ้นหรอ? ”
อู๋ฉงฉง : “ เห้อ.. เ้านี่ บางทีก็ฉลาด บางทีก็ซื่อบื้อตอนนี้เราน่ะกลายเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคนที่นี่ไว้ เขาจะมองเราเปลี่ยนไปก็ไม่แปลกหรอก”
หวงจิ้งเอิน : “ อ๋อ.. อย่างนั้นเองน่ะหรอ ”
อู๋ฉงฉง : “ ก็นะ คงเพราะเ้าทำไปโดยไม่หวังผลอะไรน่ะแหละเดิมทีพวกเราบังเอิญพลัดหลงเข้ามา จึงดูเป็คนที่น่าสงสัย แต่ยามนี้อย่าว่าแต่คนแซ่เจิ้งคนนั้นไม่เพียงไม่ขังเรายังต้องเกรงเราอยู่บ้าง ”
เจิ้งคุนเซียว : “ คนแซ่เจิ้งคนนั้น ใช่คนนี้รึเปล่า!? ”
ขณะที่พวกเขาพูดคุยกันเจิ้งคุนเซียวก็เดินเข้ามาพร้อมกับเซวียเหยา
อู๋ฉงฉง : “ เอ่อ.. ”
เจิ้งคุนเซียว : “ หากข้ายังขังพวกเ้า ชาวบ้านที่นี่จะมองข้าอย่างไรคงพากันก่นด่าข้าไม่เว้นวัน ”
เซวียเหยา : “ นั่นเพราะจำเป็หรอกนะ ”
เจิ้งคุนเซียว : “ แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากจะขอเตือนเอาไว้ อย่าได้คิดก่อความวุ่นวายหรือสร้างปัญหาอย่าลืมว่าคนของพวกเ้ายังคงถูกขังอยู่ หากก่อเื่ขึ้นมา ข้าก็มีเหตุให้จับพวกเ้ากลับไปขังรวมกับคนพวกนั้นได้ทุกเมื่อ”
เจิ้งคุนเซียวไม่วายที่จะปรามคนทั้งสองเพื่อไม่ให้ได้ใจกับอิสรภาพที่มีเพราะถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ในฐานะคนแปลกหน้าที่น่าสงสัยแต่ก็ยังคงถูกจับตาดูอยู่เสมอการที่เจิ้งคุนเซียวมาที่นี่ก็เพียงเพื่อติดตามดูอาการาเ็ของหวงจิ้งเอินตามมารยาทเท่านั้นแต่เขายังคงไม่ไว้ใจผู้มาเยือนทั้งสอง เมื่อเห็นว่าหวงจิ้งเอินแทบจะหายเป็ปกติผู้นำเจิ้งก็ทิ้งคำพูดไว้แล้วเดินจากไปพร้อมกับเซวียเหยา
อู๋ฉงฉง : “ เฮอะ! อะไรของเขาเนี่ยตาลุงคนนี้ขู่เป็งูอยู่ได้ ”
หวงจิ้งเอิน : “ นี่ฉงฉง เ้าคิดเหมือนกันรึเปล่า? ”
อู๋ฉงฉง : “ อะไรหรอ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้ารู้สึกว่าพวกเขากำลังปิดบังอะไรอยู่ อะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้พวกเรารู้น่ะ”
อู๋ฉงฉง : “ ก็แล้วมันอะไรล่ะ? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้าก็ไม่แน่ใจ เ้าลองคิดดูนะ ข้าเพิ่งรู้สึกตัวแต่เขากลับรู้ข่าวเร็วมากแปลว่าเขาส่งคนคอยตามดูเราอยู่ ก่อนหน้านั้นจะสงสัยเรามันก็ไม่แปลกแต่ว่าตอนนี้ไม่เห็นจำเป็ต้องทำเื่ให้มันยุ่งยากเลยนี่ถ้ากลัวว่าเราจะหนีก็แค่จัดเวรยามเฝ้าที่นอกหมู่บ้านไม่ดีกว่าหรอ ”
อู๋ฉงฉง : “ นั่นสิ ”
หวงจิ้งเอินพูดพลางเปิดม่านหน้าต่างเพื่อสังเกตคนที่เฝ้าติดตามเขาอยู่ซึ่งคนเ่าั้ดูเหมือนใช้ชีวิตกันตามปกติแต่กลับสอดส่องบ้านไม้หลังนี้อยู่ตลอดเวลาราวกับว่าไม่อยากให้คนในบ้านต้องคลาดสายตาไปได้
อู๋ฉงฉง : “ จริงด้วย!ข้านึกออกแล้ว เมื่อตอนที่ข้าไปเก็บสมุนไพรกับเสี่ยวม่าน ข้าเกิดหลงกับนางและระหว่างที่หาทางออกก็บังเอิญไปพบถ้ำแห่งนึงเข้า แต่พอจะเข้าไปดู เซวียเหยาคนนั้นไม่รู้โผล่มาจากไหน เข้ามากันข้าแถมยังตวาดใส่ข้าเสียยกใหญ่โชคดีที่เสี่ยวม่านเข้ามาห้ามไว้ทัน ไม่งั้นคงได้คิดบัญชีกันบ้างล่ะ ”
หวงจิ้งเอิน : “ ที่นั่นต้องมีอะไรแน่ ๆ ”
หวงจิ้งเอินผู้ชาญฉลาดเพราะติดนิสัยช่างสังเกตมาจากสหายอย่างเ้าเมืองน้อยเฉินเขาจึงพอดูออกว่าเื่นี้มีเบื้องลึกเื้ัแอบแฝงอยู่
หนานจิ้ง
หลินเพ่ยหนิงเพิ่งกลับจากหอบรรพชนและมาถึงเรือนพักโดยมีลั่วชีชีติดตามไม่ห่างนางหันไปเห็นเสื้อคลุมของเฉินเสวี่ยหยางที่แขวนอยู่บนราวไม้และพลันนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลูกดอกที่พุ่งเข้ามาหาเฉินเสวี่ยหยางจนทำให้เสื้อของเขาขาดวิ่นแต่ทว่าเขากลับไร้รอยขีดข่วน.. “ นี่เราไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมหรือว่าแค่ดูผิดไป ถ้าหากเขาาเ็ขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ ”.. เพียงแค่คิดก็รู้สึกเป็ห่วงนางจึงตัดสินใจออกไปจากเรือนในขณะที่ลั่วชีชีกำลังพับผ้าและสาละวนอยู่กับการเก็บกล่องเครื่องหอมเครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับสตรีที่วางอยู่เรียงรายซึ่งเป็ของที่เ้าเมืองน้อยเฉินส่งมาให้กับองค์หญิง
ลั่วชีชี : “ องค์หญิง ท่านจะไปไหนเ้าคะ? รอข้าด้วยเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นองค์หญิงออกไปจากเรือน นางจึงพรวดพราดตามองค์หญิงไปด้วยความเร่งรีบส่วนทางด้านเรือนรับรองของเ้าเมืองน้อยเฉิน เฉินเสวี่ยหยางนั่งแช่อยู่ในสระน้ำขนาดใหญ่มองผิวเผินเหมือนว่าเขาจะพิงหลังหลับอยู่ที่ขอบสระแต่ทว่าผิวน้ำที่ใสและเย็นกลับค่อยๆ ปรากฏไอหมอกสีขาวลอยคลุ้งเพราะเขากำลังฝึกฝนพลังลมปราณ ส่งผลให้พื้นผิวและผนังห้องถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งเขาทำเช่นนี้จนเป็เื่ปกติโดยมีสององครักษ์ยืนคุ้มกันอยู่ภายนอก เมื่อเฟยฉีมองเห็นองค์หญิงรองกำลังตรงมายังเรือนพักเขาก็ถึงกับสะดุ้งและเอ่ยปากกับผู้เป็พี่
เฟยฉี : “ นั่นองค์หญิงนี่ นางกำลังมาทางนี้ เ้ารีบไปแจ้งเ้าเมืองน้อยเร็ว”
เฟยิ : “ ไม่ต้องหรอก เ้าเมืองน้อยรู้อยู่แล้วล่ะว่าองค์หญิงจะมาเมื่อคืนเกิดเื่ขึ้นและเ้าเมืองน้อยเพิ่งช่วยองค์หญิงไว้ วันนี้นางต้องร้อนใจและตรงมาที่นี่แน่”
เฟยฉี : “ อ๋อ.. แผนวีรบุรุษช่วยสาวงามนี่เอง จะกี่ยุคกี่สมัยก็ใช้ได้ผลเ้าเมืองน้อยของเรานี่ร้ายกาจจริง ๆ ”
สองพี่น้องพูดคุยกันจนกระทั่งหลินเพ่ยหนิงและลั่วชีชีเดินมาถึง
เฟยิ : “ คารวะองค์หญิง ”
เฟยฉี : “ คารวะองค์หญิง มาพบเ้าเมืองน้อยหรือขอรับ? ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยอยู่ด้านใน เชิญขอรับ ”
เฟยิพูดพลางวาดมือไปในเรือนก่อนจะเปิดประตูให้กับหลินเพ่ยหนิงเมื่อนางได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปด้านใน และทันทีที่ลั่วชีชีจะเดินตามองค์หญิงเข้าไปนั้น
เฟยฉี : “ เดี๋ยว.. นั่นเ้าจะไปไหน? ”
ลั่วชีชี : “ ก็จะเข้าไปกับองค์หญิงนะสิชายหญิงอยู่กันตามลำพังเกรงว่าจะไม่งาม องค์หญิงของข้าอ่อนโยนเพียบพร้อมข้าจะปล่อยให้นางเข้าไปคนเดียวได้อย่างไร ”
เฟยฉี : “ เอ่อ! โอ๊ย.. ลั่วลั่วเ้าพอมียาบ้างไหม เมื่อคืนเ้าคนนั้นเหวี่ยงข้าเสียแรง ทำข้าปวดระบมไปหมด ตอนเนี้ยข้าปวดแขนมากเลยปวดจนยกไม่ขึ้นแล้วเนี่ย ”
ลั่วชีชี : “ อ๋อ! มีสิแต่ว่า.. ”
เฟยฉี : “ เ้าช่วยเอามาให้ข้าทีสิเกิดมันอักเสบจนติดเชื้อขึ้นมา ข้ามิต้องตัดแขนทิ้งเลยหรือ ”
เฟยฉีทำท่าโอดโอยเพื่อเบนความสนใจของลั่วชีชีโดยที่นางมีสีหน้างุนงงอยู่เล็กน้อยในขณะที่เฟยิแอบอมยิ้มกับความเ้าเล่ห์ของผู้เป็น้องที่ฉลาดได้ถูกเวลาทั้งยังพยักหน้าเออออเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดของเฟยฉี ทั้งหมดก็เพื่อให้เ้าเมืองน้อยกับองค์หญิงได้อยู่กันตามลำพัง
ลั่วชีชี : “ เอ่อ.. ก็ได้ ๆงั้นเ้าช่วยดูองค์หญิงของข้าให้ดีก็แล้วกัน ”
เฟยฉี : “ วางใจเถอะ ข้าจะดูให้อย่างดีเลยล่ะ แค่ดูนะ ..คิกๆ.. ”
เฟยฉีรีบรับปากพลางพึมพำด้วยความเ้าเล่ห์ ทำให้ลั่วชีชีเชื่ออย่างสนิทและยินยอมเดินกลับไปหยิบยามาให้กับองครักษ์โดยสองพี่น้องทำเนียนยืนรออยู่ที่เดิม
เฟยฉี : “ นี่อาิเหตุใดจึงให้องค์หญิงเข้าไปเวลานี้เล่า เ้าก็รู้นี่ว่าเ้าเมืองน้อยกำลัง.. อ๋อ..”
เฟยฉีเพิ่งเข้าใจเจตนาของเฟยิว่าเหตุใดจึงปล่อยให้องค์หญิงเข้าไปในเรือนขณะที่ผู้เป็นายกำลังอาบน้ำเขาถึงกับร้องอ๋อด้วยเสียงยาว ทางด้านหลินเพ่ยหนิงซึ่งเดินเข้ามาในเรือนพัก นางกวาดสายตามองซ้ายขวาเพื่อมองหาเ้าเมืองน้อยเฉินทั้งห้องรับรอง ห้องอ่านตำราและห้องนอน แต่ทว่าหาจนทั่วก็ไม่พบ และแล้ว ..ตึก!.. นางได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลังซึ่งเป็เสียงคล้ายกับสิ่งของที่ตกลงพื้นหลินเพ่ยหนิงจึงได้เดินเข้าไปดู แต่สิ่งที่นางเห็นก็คือเ้าเมืองน้อยเฉินยืนหันหลังโดยไม่ได้สวมเสื้อและกำลังใช้ผ้าเช็ดลำตัวอันขาวล่ำเมื่อเฉินเสวี่ยหยางรู้ว่านางเข้ามาถึงในห้องอาบน้ำ เขาก็หันกลับมามองทำให้หลินเพ่ยหนิงไม่อาจละสายตาจากผิวขาวเนียนกับกล้ามอกตึงแน่นสมชายชาตรีของคู่หมั้นหมายแม้แต่หยดน้ำที่ไหลเป็ทางจากซอกคอลงมาถึงแผ่นอก ช่างเป็ภาพที่ยั่วยวนสายตาของนางจนสีหน้าของนางเริ่มแดงและเมื่อนางรู้ตัว จึงได้รีบหันหลังหลบอย่างเสียอาการ .." เสียมารยาทจริง ทำอะไรของเ้าน่ะเพ่ยหนิง ".. หลินเพ่ยหนิงเสียอาการจนไม่รู้จะทำอย่างไร นางจึงคิดจะเดินหนีออกไปจากห้อง แต่ยังไม่ทันได้ขยับเท้าก้าวเดิน ทันใดนั้น
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ช้าก่อน ”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยทักขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้นางพลันสะดุ้ง เฉินเสวี่ยหยางค่อย ๆ เดินเข้ามาประชิดตัวนางและก้มลงกระซิบข้างหู
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ฮูหยิน ”
ถ้อยคำสั้น ๆ ผ่านลมหายใจที่ปะทะใบหูทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวจนเผลอสะดุ้งขึ้นมาอีกคราลมพัดผ่านเส้นผมของนางปลิวไปปะทะที่ปลายจมูกของเฉินเสวี่ยหยางนั่นจึงทำให้เขาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจากเส้นผมอันดำขลับที่เรียบสลวยอยู่บนศีรษะเมื่อนางหันกลับไปมอง สายตาของนางก็พบกับใบหน้าอมยิ้มเจือสายตาที่เอ็นดู นางจึงลดสายตาลงต่ำเพื่อหลบเลี่ยงความขวยเขิน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าเจ็บแขน ต้องรบกวนฮูหยินช่วยแต่งตัวให้ข้าหน่อยได้หรือไม่? ”
คำว่าฮูหยินถูกเอ่ยซ้ำดั่งจะย้ำให้นางรู้สึกคุ้นชินนางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาเพียงครู่แล้วเอียงหลบด้วยความหวั่นไหวแม้ว่ายามนี้หลินเพ่ยหนิงจะรู้สึกเขินจนถึงขั้นทำตัวไม่ถูกและไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ แต่นางรู้ดีว่าควรทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็การตอบแทนที่เขาช่วยนางไว้นางจึงเดินไปหยิบเสื้อที่แขวนไว้อย่างว่าง่ายและนำมาสวมให้กับเขา ทุกอิริยาบถของนางอยู่ในสายตาสีน้ำทะเลของเฉินเสวี่ยหยางเขาไม่เพียงยืนนิ่งเหมือนกับหุ่นแต่ยังมองดวงหน้าของนางอย่างไม่ละสายตา หลินเพ่ยหนิงบรรจงสวมเสื้อให้เขาทีละชั้นและจัดผ้าอย่างเรียบหรูจนถึงตอนที่ต้องรัดเข็มขัดนางอ้อมแขนวนเข็มขัดไปรอบเอวของเฉินเสวี่ยหยางจนหน้าผากของนางััริมฝีปากของเ้าเมืองน้อยเฉินแน่นอนว่านั่นทำให้นางยิ่งเขิน นางจึงเงยหน้าขึ้นมองแววตาอ่อนโยนของเขาและรีบก้มลงมารัดเข็มขัดจนเสร็จเหลือเพียงเสื้อคลุมที่เฉินเสวี่ยหยางต้องสวมใส่มันอยู่ตลอด นางได้หยิบมันมาคลุมให้กับเขาและกำลังผูกปมเชือกให้ในขณะที่ใจก็ไม่หยุดสั่นเฉินเสวี่ยหยางจึงใช้มือหนึ่งจับมือของนางและส่งยิ้มบางพร้อมความคิดหนึ่งก้องขึ้นมาในหัว..หมับ!.. ..“ ไม่ผิด นางก็คือเ้า เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้น ”..เฉินเสวี่ยหยางมั่นใจว่านางนั้นคือเด็กหญิงในความทรงจำของเขา ซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่สองพี่น้องฉีิแอบเข้ามายืนดูอยู่ห่างๆ
เฟยฉี : “ อึ้ย.. ข้าจะทนดูไม่ไหวแล้วอาิ ”
หลินเพ่ยหนิงค่อย ๆดึงมือออกและหันหลังกลับออกมาทำให้เฟยฉีเฟยิต้องรีบออกมายืนด้านนอก เมื่อองค์หญิงเดินผ่านบริเวณห้องพักนางไม่ลืมที่จะหยิบขวดยาออกมาวางบนโต๊ะก่อนจะเดินออกมาที่ประตู
เฟยฉี : “ องค์หญิง กลับแล้วหรือขอรับ? ”
เฟยิ : “ น้อมส่งองค์หญิง ”
เฟยฉี : “ น้อมส่งองค์หญิงขอรับ ”
หลินเพ่ยหนิงรีบเดินหนีออกไปโดยไม่ได้ตอบอะไรกับสององครักษ์เพราะนาง้าหลบพวกเขาด้วยใบหน้าที่กำลังแดงก่ำ แล้วนางก็เดินสวนกับลั่วชีชีผู้เป็สาวรับใช้
ลั่วชีชี : “ อ่ะอ้าว! องค์หญิง ”
สาวใช้รีบยัดขวดยาใส่มือของเฟยฉี จากนั้นนางก็จ้ำฝีเท้าเพื่อตามองค์หญิงไป
ลั่วชีชี : “ นี่ยา ข้าไปก่อนนะ รอด้วยเ้าค่ะองค์หญิง ”
ส่วนทางด้านสองพี่น้องแซ่เฟยที่ดูจะเบิกบานกับความสุขของเ้าเมืองน้อยเฉิน
เฟยฉี : “ อ่อยสตรีแบบนี้ก็ได้ด้วยหรอดีล่ะ ข้าต้องจำไปใช้บ้างแล้ว ”
เฟยิ : “ ข้าล่ะสงสารแม่นางคนนั้นจริง ๆ ”
เฟยฉี : “ หือ.. เ้าว่าไงนะอาิ แล้วนั่นจะไปไหนอ่ะ?”
เฟยิ : “ ไปหาเ้าเมืองน้อย ”
เฟยฉี : “ ที่เ้าพูดหมายความว่าไงอธิบายให้ข้าฟังหน่อยซี ”
สองพี่น้องเดินกลับเข้าไปในเรือนรับรองเพื่อไปพบกับผู้เป็นายเพราะหลังจากนี้พวกเขายังมีเื่ต้องหารือกัน ทางด้านของเหลียงจิ่งเสียนที่ครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ในห้องหนังสือเขาดูหงุดหงิดไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เซี่ยเซิ่งิ่จะเดินเข้ามาหา
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ท่านแม่ทัพ เป็ไปตามคาดคนที่ส่งสารแจ้งว่าจะมีการลอบสังหาร คือเขาจริง ๆ ขอรับ ”
เพียงได้ยินดังนั้นสีหน้าของแม่ทัพเหลียงก็ปรากฏแววตาแฝงนัยดูเหมือนว่านี่จะเป็เื่ที่เขาคาดเดาไว้อยู่แล้ว
เหลียงจิ่งเสียน : “ หึ! ไม่เลวเลยนี่เ้าเมืองน้อยเฉิน ”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ เยียนเป่ยคิดจะทำอะไรกันแน่น่ะขอรับ? ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ มีความเป็ไปได้สองอย่าง รวมอำนาจกับพันธมิตรการส่งมอบอาวุธอย่างหลี่ซู่เหลยกลับคืนมาให้ ไม่เพียงทำให้เ้าเมืองหลินไว้วางใจ แต่ยังทำให้หลายฝ่ายเลื่อมใสในตัวเขาถึงจะยังไม่รู้ว่าเขา้าอะไรกันแน่ แต่เรียกได้ว่าหมากกระดานนี้ เดินตาเดียวะเืไปทั้งหนานจิ้ง”
เซี่ยเซิ่งิ่ : “ ท่านหลี่คนนี้นอกจากเชี่ยวชาญวิธีหลอมตีแผ่นเหล็กให้กลายเป็อาวุธที่ทรงอานุภาพแล้วดูเหมือนว่าก่อนที่เขาจะหายตัวไป เขากำลังคิดค้นอาวุธชนิดนึงอยู่แล้วอย่างนี้การกลับมาของเขาจะไม่ทำให้เขาและคนรอบตัวต้องเสี่ยงหรือขอรับ? ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ การเก็บเขาไว้ใช้ประโยชน์อย่างเงียบ ๆกับการนำเขามาส่งคืนหนานจิ้ง ผลที่ได้ย่อมต่างกัน กุญแจสำคัญน่าจะอยู่ที่องค์หญิง ก่อนนี้หากเยียนเป่ยไม่พบตัวเขา เขาคงเอาแต่หลบหนี วันนึงก็จะต้องถูกตามจนพบ ถึงตอนนั้นชีวิตเขาก็จะขึ้นอยู่กับคนผู้นั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ข้ามแม่น้ำเสร็จก็รื้อสะพาน เมื่อหมดประโยชน์เขาก็จะตายโดยไม่มีใครรู้เห็น หรือหากเยียนเป่ยคิดเก็บเขาเอาไว้เองถึงได้ประโยชน์ก็จริงแต่หาใช่จะยั่งยืน ที่สำคัญนั่นอาจกลายเป็ชนวนแห่งความขัดแย้งกันในวันข้างหน้าแต่เมื่อเขาก้าวเข้าสู่จวนเ้าเมืองหลินโดยมีเยียนเป่ยอยู่เื้ัเขาจะเป็ดั่งกำลังสำคัญของทั้งสองดินแดน ยามนี้เขาและครอบครัวได้รับการคุ้มครองจากทั้งสองฝ่ายไหนเลยจะมีใครกล้าแตะต้องเขา เ้าเมืองน้อยเฉินวางหมากได้แยบยลนัก เพราะนอกเหนือจากความไว้วางใจการจะล่อให้ใครคนนึงออกมาจากที่ซ่อน มีเพียงบีบให้คนคนนั้นยอมเผยตัวออกมาเอง มิเพียงสูญเสียหลี่ซู่เหลยให้กับเ้าเมืองหลินแต่ยังสูญเสียกำลังคนและลูกน้องคนสำคัญไปอีก ป่านนี้ คงจะนั่งไม่ติดแล้วล่ะ ”
“ ฮึ่ย! ”
..เพล้ง!.. เสียงถ้วยชาและกาน้ำชาถูกปัดลงพื้นจนแตกกระจายสตรีลึกลับผู้นั้นยืนหันหลังพร้อมกับเท้าสองมือลงบนโต๊ะด้วยแววตาเกรี้ยวกราด นางหายใจหอบถี่ด้วยโทสะอันสุดจะกลั้นเอาไว้จนซ่งจื่อรุ่ยผู้นั่งอยู่ข้างฉากกั้นถึงกับต้องสะดุ้ง
ติดตามตอนต่อไป