โจวเจียอี้ตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล เขาโดนฤทธิ์ยาของจ้าวเล่อจินจนหลับไปเป็เวลาสามวันสามคืน ภาพแรกที่เขาเห็นตอนที่ตื่นขึ้นมาคือแขนทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงด้วยโซ่ตรวนผูกติดไว้กับเสาทั้งสองด้าน และขาของเขาถูกตุ้มเหล็กใหญ่และหนักถ่วงไว้ทั้งสองข้าง สภาพของเขาไม่ต่างอะไรกับนักโทษที่รอวันตายเท่านั้น
“ฟื้นแล้วงั้นเรอะ” เสียงของชายผู้หนึ่งพูด
โจวเจียอี้เหลือบตามองตามเสียงนั้นเห็นเป็ชายหัวโล้นคนหนึ่งยืนคู่กับชายไว้หนวดอีกคนหนึ่ง โจวเจียอี้ที่อ่อนแรงจึงพูดออกไปว่า “นี่พวกเ้าเป็ใครกัน”
“พวกข้าเป็ใคร ก็เป็บิดาเ้าน่ะสิ ฮ่าฮ่าฮ่า” ชายไว้หนวดกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะแสนดัง
ชายหัวโล้นที่ยืนขำอยู่ข้างๆ ได้เดินตรงเข้ามาหาโจวเจียอี้และใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบเข้ามาที่ใบหน้าของโจวเจียอี้ และกล่าวว่า “ไอ้หนุ่มนี่ยังหนุ่มยังแน่น แถมหน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ น่าเสียดายที่มีอายุสั้น”
“อย่าเสียมารยาทสิ อีกไม่นานลูกพี่ใหญ่ก็จะมาแล้ว ให้โอกาสเ้าหนุ่มนี่ใช้ลมหายใจที่มีให้คุ้มค่าหน่อย” ชายไว้หนวดกล่าว ก่อนที่ชายหัวโล้นจะยกเท้าออกจากหน้าของโจวเจียอี้
ไม่นานนักก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาจากประตู ท่าทางของชายผู้นั้นดูมากไปด้วยภูมิฐานและยศถาบรรดาศักดิ์ เขาเข้ามาและพูดว่า “จอมยุทธ์น้อยผู้นี้ตื่นแล้วรึ”
“มันฟื้นแล้วขอรับ ท่านหวังหยั่งซือ” ชายทั้งสองกล่าว
หวังหยั่งซือเดินเข้าไปหาโจวเจียอี้ และกล่าวว่า “เ้ารู้หรือไม่ ข้าจับเ้ามาด้วยสาเหตุอะไร”
“ข้าจะไปรู้กับเ้าหรอ” โจวเจียอี้กล่าว
“ข้ามีนามว่า หวังหยั่งซือ เป็ผู้นำตระกูลหวัง ได้ข่าวมาว่าเ้าได้แอบอ้างชื่อตระกูลของข้าไปใช้ใช่หรือไม่” หวังหยั่งซือกล่าว
โจวเจียอี้พลันนึกขึ้นมาได้ ว่าตอนที่อยู่สำนักชีอัน เขาได้บอกกับทุกคนว่าชื่อ หวังเจียอี้ เป็ไปได้ว่าคนของสำนักชีอันจะรู้จักกับชายผู้นี้
“เ้าไม่ต้องสงสัย ว่าข้ารู้ได้ยังไง เจียงวังฉาคือสหายของข้า เขาเล่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับเ้าให้ข้าฟัง จริงอยู่ว่าที่สำนักชีอันเ้าจะมีวีรกรรมที่น่าชื่นชม แต่นั่นไม่ใช่สำหรับข้า แม้เจียงวังฉาจะเป็สหายข้า แต่สำนักชีอันไม่ใช่สำนักของข้า ข้าจึงไม่จำเป็ต้องซาบซึ้งอะไรในตัวเ้า สิ่งที่ข้าต้องทำคือปกป้องชื่อเสียงของตระกูลให้พ้นจากคนอย่างพวกเ้า” หวังหยั่งซือกล่าว
“ใช่ ข้าพเ้าใช้ชื่อของตระกูลหวังของท่าน แต่ข้าพเ้าไม่้าให้ชื่อเสียงตระกูลของท่านแปดเปื้อนแม้เพียงน้อย” โจวเจียอี้กล่าว
“จะแปดเปื้อนหรือไม่ข้าไม่สน แต่เ้าไม่ใช่คนตระกูลหวัง โทษของผู้ที่แอบอ้างคือโทษตาย” หวังหยั่งซือกล่าว
“หากโทษของข้าคือโทษตาย แล้วทำไมไม่สังหารข้าั้แ่ยังไม่ได้สติ” โจวเจียอี้พูด
“นั่นไม่ใช่วิถีของข้า หากเ้าไม่ได้อยู่รับรู้ความผิดของเ้า ฆ่าเ้าไปจะมีประโยชน์อะไร” หวังหยั่งซือกล่าว
โจวเจียอี้พยายามจะเค้นกำลังภายในออกมาเพื่อทำลายโซ่ตรวนที่กักขังเขาอยู่ แต่ด้วยความอ่อนล้าของเขาจึงไม่สามารถทำได้ หวังหยั่งซือเห็นความพยายามของโจวเจียอี้จึงใช้ไม้เท้าอันใหญ่ฟาดหน้าโจวเจียอี้ จนเืกระเด็นออกมาจากปาก
“ข้าแนะนำให้เ้าทำใจให้สบายก่อนตายจะดีกว่า” หวังหยั่งซือพูด ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
โจวเจียอี้มองไม่เห็นหนทางว่าจะรอดจากตรงนี้อย่างไร ขอเพียงแค่พลังฟื้นขึ้นมาแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน จะเพียงพอหรือไม่ ระหว่างที่เขาครุ่นคิดเสียงท้องของเขาก็ร้องขึ้นมา เมื่อนั้นเขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง จึงถามชายหัวโล้นและชายมีหนวดผู้คุมเขาว่า “ท่านผู้าุโทั้งสอง ข้าน้อยเหลือเวลาอยู่เท่าไร”
“พรุ่งนี้เช้าเ้าก็ถูกพาไปสำเร็จโทษที่หน้าผาแล้ว” ชายหัวโล้นกล่าว
“ก่อนข้าจะตาย ข้าขออะไรอย่างหนึ่งได้หรือไม่” โจวเจียอี้พูด
“เ้าจะขออะไร” ชายมีหนวดพูด
“ข้าอยากได้อาหารอันโอชะสักมื้อ ก่อนจะสิ้นลมหายใจในวันรุ่งขึ้น” โจวเจียอี้พูด
ชายหัวโล้นและชายมีหนวดกระซิบพูดคุยกัน ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “แค่เพียงอาหาร คงจะไม่มีอะไร งั้นพวกข้าจะไปเอามาให้เ้า ถือว่าทำบุญทำทาน”
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ชายทั้งสองจึงนำอาหารและน้ำมายัดใส่ปากให้โจวเจียอี้ได้ริมรสก่อนวันรุ่งขึ้นเขาจะถูกสำเร็จโทษจากการที่แอบอ้างชื่อตระกูลหวัง เมื่ออิ่มแล้วพอถึงเวลากลางคืน โจวเจียอี้ได้ใช้เวลา่นี้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
วันรุ่งขึ้น โจวเจียอี้ถูกลากตัวออกจากที่คุมขัง ขึ้นบนรถกรงไม้ ซึ่งมีม้าคอยฉุดลาก พวกเขานำโจวเจียอี้ขึ้นไปบนหน้าผา เมื่อไปถึงก็พบว่า หวังหยั่งซือ และคนอีกหลายคนที่น่าจะเป็คนตระกูลหวังยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“พี่น้องตระกูลหวังทุกท่าน ข้าพเ้าหวังหยั่งซือผู้นำตระกูลหวัง ข้าพเ้าพบว่ามีคนชั่วช้าสามานผู้หนึ่งแอบอ้างสกุลหวังเข้าไปตีสนิทกับสำนักชีอัน ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หากข้าพเ้าพบ ข้าพเ้าจะนำตัวมันมาสำเร็จโทษต่อหน้าพี่น้องตระกูลหวังทันที และบัดนี้ข้าพเ้าก็ได้ตัวมันมาแล้ว” หวังหยั่งซือกล่าวต่อทุกคน
เมื่อม้าถูกปลดออกจากรถ คนของหวังหยั่งซือก็เข็นรถกรงเข้ามาตรงกลางที่ประชุมตระกูลหวัง ก่อนที่โจวเจียอี้จะถูกผู้คนของตระกูลหวังขว้างปากรวดหินใส่พร้อมเสียงด่าทอมากมาย โจวเจียได้นั่งทำสมาธิอยู่ในกรงนั้นมาั้แ่ออกจากที่คุมขังนั่งมาตลอดทางเพื่อโครจรลมปราณบางอย่างอยู่เงียบๆ เมื่อถูกขว้างปาหนักมากขึ้น เขาจึงลืมตาขึ้นพร้อมเปล่งเสียงะโออกมาดังก้อง โซ่ตรวน และกรงขังต่างแตกแยกกระจายออก คนตระกูลหวังที่เห็นดังนั้นจึงจับทวนประจำตระกูลขึ้นมาพร้อมต่อสู้กับเขาทันที
โจวเจียอี้มือเปล่าไร้อาวุธ ลุกขึ้นยืนบนรถกรงที่แตกกระจายออกแล้ว ตอนนี้ร่างกายของเขาเป็อิสระ เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีแต่คนของตระกูลหวังถือทวนชี้มาทางเขาจากทุกทิศ แม้ตอนนี้เขาจะมีเพียงมือเปล่าไร้ซึ่งกระบี่ข้างกาย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย เมื่อวิชาของเขาไม่ได้มีแค่วิชากระบี่เท่านั้น แต่ยังมีวิชาฝ่ามือมารนพเก้าที่กัวจงซินสอนไว้ติดตัวอยู่
โจวเจียอี้เค้นลมปราณยกมือขนานพื้นขึ้นมาระดับเอวก่อนจะเลื่อนต่อมายังระดับอก หิน กรวด เม็ดทราย จากพื้นต่างลอยขึ้นมาตามมือที่เขาทำ ก่อนจะหมุนมือตามกระบวนท่าและผลักออกไปยังด้านหน้า ผู้คนของตระกูลหวังที่ขวางอยู่ต่างกระเด็นล้มครืน ก่อนทีคนของตระกูลหวังที่อยู่โดยรอบจะกรูกันเข้ามารุมแทงโจวเจียอี้ เมื่อโจวเจียอี้เห็นจึงใช้มือจับทวนและเหวี่ยงออก บางคนก็ทั้งถูกเตะและถูกถีบ แม้จะถูกคนมากมายรุมล้อม แต่ไม่สามารถทำอะไรโจวเจียอี้ได้แต่แม้ปลายเล็บ และด้วยวิชาฝ่ามืออันดุดันของเขากลับทำให้คนจำนวนมากปั่นป่วนได้ไม่ใช่น้อย
หวังหยั่งซือผู้นำตระกูลเห็นว่ากำลังเสียเปรียบ จึงะโเข้าไปกลางวงและใช้วิชาไม้เท้าของตนจู่โจมใส่โจวเจียอี้ โจวเจียอี้พยายามปัดป้องและโต้ตอบ แต่ผู้นำตระกูลผู้นี้กลับมีวิชาที่สูงส่งมากกว่าคนอื่นในตระกูลรวมกัน และด้วยความที่หวังหยั่งซือมีวรยุทธ์ที่ซับซ้อนไม่ต่างกับเ้าสำนักชีอัน ประกอบกับจำนวนผู้คนโดยรอบที่หันปลายแหลมทวนมาทางเขา และบีบวงต่อสู้ระหว่างโจวเจียอี้และหวังหยั่งซือให้แคบลงจนกระทั้งชิดริมหน้าผา
หวังหยั่งซือสามารถใช้ไม้เท้าฟาดขาทั้งสองข้างของโจวเจียอี้ให้ล้มลงได้ จากนั้นปลายทวนจากคนสกุลหวัง ต่างพุ่งเข้ามาจี้หน้าจี้คอเขา จนไม่สามารถหนีไปไหนได้พ้นอีกแล้ว
โจวเจียอี้ลุกขึ้นพรางมองลงไปเบื้องล่างเขามองไม่เห็นพื้นเบื้องล่างเลยสักนิด แต่จะฝ่าไปก็เห็นทีจะหมดทางรอด ระหว่างที่เขากำลังคิดหาทางให้ตัวเอง หวังหยั่งซือก็ถามขึ้นมาว่า “จอมยุทธ์โฉด เ้าเป็คนมีฝีมือ ก่อนเ้าจะตายบอกได้หรือไม่ นามที่แท้จริงของเ้าคืออะไร”
โจวเจียอี้หันหน้าไปมองหวังหยั่งซือ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าพเ้าคือ โจวเจียอี้” ก่อนจะหันหลังและกระโดลงหน้าผาไป