ผาถ้ำใหญ่ทางด้านเหนือของูเานำโชค ทางเข้าสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยไม้ใหญ่หนาทึบและเถาวัลย์พันเกี่ยวดั่งจะแอบซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาผู้คนสองชายชุดดำที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าถ้ำเปิดทางให้ใครคนหนึ่งที่ตวัดตัวลงจากหลังม้าได้รีบรุดเข้าไป
ทว่า..ฝีเท้าถูกผ่อนลงเมื่อเห็นพวกเดียวกันกำลังหิ้วร่างสะบักสะบอบของหญิงสาวที่มีเพียงเศษผ้าชิ้นน้อยปกปิดบางส่วนของร่างกายออกมาทำให้รู้ทันทีว่าคนเป็นายเพิ่งเสร็จสิ้น ‘ภารกิจร้อน’จากร่างอวบอัดไร้สตินั่น
“ไอ้คนนั้นน่ะ เข้ามาสิ!” เมื่อได้ยินเสียงคำรามลั่นจากคนข้างใน ‘ฝีเท้า’จึงถูกเร่งอีกครา
“รายงานท่านฮามัว นางหญิงนั่นไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านริมน้ำแล้ว”
“แล้วมันอยู่ไหน!”เสียงคำรามสวนกลับแทบสะดุ้ง
“คนในหมู่บ้านลือกันว่ามันเดินทางไปป่าไผ่”
“เลวมาก! มันเป็ใคร!”
“ไม่แน่ชัดนักท่าน รู้แต่ว่าชื่อนาตาลีแต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเป็ใคร มาจากไหน” คนฟังยิ่งยัวะจัด
“พวกแกมันไม่ได้เื่! ให้ไปทำงานง่ายๆ ยังพลาด” เ้าของเสียงดุดันลุกพรึบจากแท่นที่นั่งคนหมอบราบแนบพื้นผวาเฮือก
“เอ่อ..พวกข้าก็เกือบจะได้ตัวลูกสาวของไอ้อาทีมาต่อรองข้อมูลกับมันแล้วถ้าไม่ติดว่านังนั่นไม่เข้ามาขวางเสียก่อน และพวกมันก็ดันเกิดไหวตัวกันรวดเร็ว”
“นั่นล่ะ! ที่ทำให้อยากเด็ดหัวพวกแก แค่ผู้หญิงคนเดียวยังแพ้กลับมา ไอ้ที่ให้ไปสืบว่าเป็ใครก็ไม่ได้เื่!”
“นังนั่นช่วยคนในหมู่บ้านมันอาจเป็พวกเดียวกันก็ได้ท่าน ส่วนไอ้เนเรนข้าก็แว่วๆ ว่ามันตามนางนั่นไปที่หมู่บ้านป่าไผ่ด้วยท่าน”คนสั่นงันงกรีบชี้แจงให้คนเป็นายหรี่ตาขวาง
“ไปจับตัวมาให้ได้ นางคนนี้มันคงสำคัญไม่น้อยไม่อย่างนั้นไอ้เนเรนคงไม่ออกตัวตามเอง” ดวงตาวาวโรจน์สะท้อนแววชั่วร้ายเด่นชัด
ระหว่างทาง เสียงกึ๊ก! โครม! ดังสนั่นหวั่นไหว ล้อรถข้างหนึ่งดีดตัวหลุดออกไปอย่างไร้ทิศทางเสียงหวีดร้องเพียงครั้งเดียวของคนข้างในทำให้ชายหนุ่มต้องรีบเข้าไปดู
“นาตาลี!”
ภาพคนตัวเล็กที่แน่นิ่งไป ทำให้ชายหนุ่มต้องใช้หลังมือหนารัวเข้าที่ข้างแกม
“เป็อะไรหรือเปล่า” ก่อนจะช้อนคนนอนนิ่งไว้แนบอกแล้วพาลงมาพักที่ใต้ต้นไม้ข้างล่างด้วยความร้อนใจ
“นาตาลี”
ชายหนุ่มลังเลอยู่อึดใจก่อนยอมผละไปปลดม้าและดูซ่อมรถโชคดีที่ไม่เสียหายมากนัก หญิงสาวค่อยๆ หรี่ตาขึ้นแอบดู ยอมรับว่าตอนแรกมีอาการมึนๆแต่ยังมีสติครบถ้วน และที่ต้องแกล้งหมดสติไปก็เพราะ..อยากแกล้งคน
สายลมพัดเอื่อยพากลิ่นหอมอ่อนๆของต้นไม้ใบหญ้ามาจากแดนไกล จนทำให้คนที่คิดแค่ขอพักสายตาสักครู่ได้เผลอเคลิ้มหลับไปจริงๆหากแต่อีกคนก็เริ่มเอะใจ ผู้หญิงหัวแข็งแถมยังปากกล้าปานนั้นไม่น่าจะใอะไรจนไม่รู้เนื้อรู้ตัวแบบนี้าแก็ไม่มี..เห็นทีจะผิดวิสัย
เสียงระบายลมหายใจหนักหน่วงอย่างคนที่เพิ่งจะรู้ทันพร้อมๆ กับร่างนั้นเดินหายไปยังท้ายรถ แล้วกลับออมพร้อมถังน้ำใบเขื่อง
โครม!
“ว๊าย! ทำบ้าอะไรเนี่ย เปียกหมดเลย”
นั่นไง!
ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม ลองได้ลุกพรวดมาแหกปากอย่างนี้..ยิ่งกว่าชัดอีก
“เสียงดังดีนี่ คงไม่ได้เป็อะไร” ชายหนุ่มชักสีหน้าเย้ยให้คนที่เปียกเป็ลูกหมาตกน้ำค้อนปะหลำปะเหลือก
“คนบ้า! คนประสาท!”
“เร็วเข้า! อยากอยู่ที่นี่หรือไง” กลับดุอีกนั่น
นาตาลีรีบจ้ำพรวดไปต่อว่า ก็มีอย่างที่ไหนคนเพิ่งรู้จักกันมาทำแบบนี้มันเกินไปหน่อยมั้ง
“แล้วคราวนี้จะช้าลงบ้างไหม ไม่รู้จะรีบไปไหนสิพ่อคุณ ควบเอาๆไม่ได้นึกถึงคนอื่นเล้ย! ดีนะล้อไม่หัก ไม่งั้นคงต้องทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วก็เดินขาลาก..ชาติหน้าโน้นก็ยังไม่ถึงจะบอกให้...”ยังไม่ทันร่ายให้หายสะใจพลันต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายหันขวับกลับมาเผชิญหน้า
คนไม่ทันยั้งตัวจึงปะทะร่างหนาเข้าเต็มแรง เดชะบุญว่ามือหนารั้ง่ไหล่ของเธอไว้ไม่ให้หงายหลังก้นจ้ำเบ้าแต่พอรู้ตัวอีกทีเลยไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีกันแน่เพราะตอนนี้ปลายจมูกห่างกันไม่ถึงคืบ
สู้ล้มให้ก้นเขียวยังดีกว่ามั้ง
เขาถอนหายใจหนักๆ คล้ายเอือมระอา
“ถ้าข้าต้องทิ้งอะไรไว้ที่นี่ สิ่งแรกก็คือเ้านั่นล่ะ”
ห๊า!
คราวนี้น้ำเสียงของเขาเรียบเย็นผิดจากทุกครั้งทว่ากลับทำให้คนฟังรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ นาตาลีสะบัดตัวหวังให้หลุดจากมือกาวแต่ก็ไม่สำเร็จ
“คราวนี้คงสมใจเ้า เส้นทางข้างหน้าผ่านหน้าผาสูงชันหลายจุดมันมักถล่มอยู่บ่อยๆ” คนฟังตาโต
“ห๊า! หินถล่มบ่อย..นี่มันหนักกว่าเดิมอีกนะเนี่ย เลี่ยงไปทางอื่นไม่ได้หรือไงที่ไม่ต้องผ่านหน้าผาน่ะ” คราวนี้กลับเป็ฝ่ายจับเขาไว้แน่นเสียเอง
ชายหนุ่มทำหน้าหน่ายประหนึ่งว่าได้ยินเสียงนกเสียงกาอย่างไรอย่างนั้นแถมยังปลีกตัวหนีให้เธอะโมาขวางหน้าอย่างเดือดจัด
“นี่! ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรอ”
“น่ารำคาญจริง อยากไปถึงเร็วๆ ไม่ใช่เรอะ นี่ล่ะทางลัดที่ถึงเร็วที่สุด”
“ไปทางธรรมดาก็ได้ ทางที่มันไม่อันตรายน่ะ” เขายักไหล่ตีหน้าซื่อ
“ไม่เคยไป ไปไม่ถูก เดี๋ยวหลง” พูดจบก็หมุนตัวหนีหลบฉากไปอีก
“นายนี่!…” คนถลามาวีนต่อกลับถูกอีกฝ่ายคว้าข้อมือไว้แน่น“จะไปหรือไม่ไป!”
คนบ้า!
“ฉันไม่ไป! เสี่ยงตายอย่างนั้น เชิญนายไปคนเดียวเถอะ” คนทำท่าเดินหนียังไม่ทันได้ไปไหนไกล มือหนาก็คว้าไว้อีก
“ยังไงเ้าก็ต้องไป ขืนปล่อยไว้ลำพังแถวนี้ก็อันตรายพอกัน” คนตัวเล็กจึงถูกรวบขึ้นบ่าคนตัวโตอย่างเบาหวิว “ปล่อยฉันนะนายเนล ก็ไม่ได้อยากไปนี่!”
เขาโยนเธอเข้าไปในรถดังโครม ได้สมตามคำขอจริงๆ “เพราะอย่างนี้ไงข้าถึงไม่ชอบเดินทางกับใคร เื่มากก็เท่านั้น พูดมากก็เท่านั้น ขืนยังพล่ามอะไรอีก..ข้าจะปล่อยเ้าไว้ที่นี่จริงๆ”
นาตาลีต้องยอมเป็ใบ้ชั่วคราว จะทำอย่างไรได้ล่ะ..บ้านก็ไม่ใช่ที่ไหนก็ไม่รู้ ทำได้เพียงนั่งตาโพลงไปตลอดทางเพราะกลัวหินถล่มใส่แถมยังคอยเหลือบไปแจกค้อนใส่คนตัวโตเป็ระยะๆ จนชายหนุ่มต้องลอบยิ้มกับตัวเอง
ยิ้ม?
ลมหายใจอุ่นผ่อนยาวอย่างไม่เข้าใจตัวเองอะไรกัน..เนเรน ทำไมถึงรู้สึกร้อนหนาวได้ในเวลาเดียวกันเ้าผ่านการรบครั้งแล้วครั้งเล่า หนักหนาสาหัสจนแทบเอาชีวิตไม่รอดยังยืนหยัดมาได้จนบัดนี้ แล้วเหตุใดจึงอ่อนไหวง่ายดายเพียงแค่ได้อยู่ใกล้เ้าของ ‘ดวงตาสวย’ คู่นั้น
บ้าจริง!
ส่วนคนที่ตกเป็เป้าสายตายามเผลอจากการส่งค้อนวงเล็กวงใหญ่กลับนั่งไม่อยู่สุขด้วยหวั่นกลัวภัยธรรมชาติไม่รู้ว่าเธอทำเวรทำกรรมอะไรไว้นักหนาถึงมีแต่เื่ คิดถึงบ้านเหลือเกินคิดถึงพี่ชายและทุกคนจนน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก็เวลานี้เธอควรกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยของสวนหน้าสถาบันเสร็จแล้วก็อ่านรายงานเตรียมจ่ายเงินเดือนพนักงานไม่ใช่หรือ
ยิ่งแหงนมองหน้าผาสูงชันที่ตั้งตระหง่านตรงหน้ายิ่งสะท้อนใจโดดเดี่ยวเหมือนนกหลงรัง ไม่ใช่สิ..แม้แต่รังก็ไม่มีให้หลง
ตะวันเจิดจ้าตรงหัวบอกเวลาเที่ยง หญิงสาวเริ่มรู้สึก ‘หิว’ ขึ้นมาตงิดๆ ก็ท้องมันประท้วงร้องโครกครากเสียงดัง
“นี่..อีกนานไหม กว่าจะถึง” เธอถามขึ้นหลังจากปล่อยให้บรรยากาศเงียบกริบอยู่พักใหญ่
“นาน”
โอ๊ย! หิวตายกันพอดี
“ข้างหน้ามีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ เราจะพักที่นั่น” แหม่!อย่างกับรู้เลยว่าเธอคิดอะไรอยู่
เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง คนตั้งตารอรู้สึกโล่งใจเป็ที่สุดเพราะพักเต็มแก่..ก็นั่งโคลงเคลงมาตลอดทางไอ้เวียนหัวเนี่ยยังไม่เท่าไหร่..แต่หิวนี่สิ
หลังจากลงมาล้างหน้าให้สดชื่นและผ่อนคลายด้วยการกินอาหารจนอิ่มท้องหญิงสาวก็เริ่มขาไม่อยู่สุข ลุกเดินดูโน่นนี่เรื่อยเปื่อย ประมาณจากสายตาแล้วชาวบ้านที่นี่คงมีไม่ถึงยี่สิบครัวเรือนคล้ายว่าเป็เพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่แยกตัวออกมาอาศัยอยู่นอกเขตหมู่บ้านใหญ่อย่างกับพวกชาวเขาบนดอยประมาณนั้น
นาตาลีหยุดยืนตรงแคร่ไม้เก่าคร่ำคร่าใต้ต้นไม้ครึ้มที่มีกลุ่มคนเฒ่าคนแก่และเด็กเล็กนั่งอยู่
“ป้าทำอะไรกันน่ะ” เสียงนั้นทำให้เ้าหล่อนตกเป็เป้าสายตาน่าฉงน
สงสัยหน้าแปลกอีกตามเคย
เธอส่งยิ้มบาง ไม่ถือสาหากต้องถามเก้อ
“ตากเนื้อ ทำเสบียงเก็บไว้” หนึ่งในแม่เฒ่าตอบให้คนฟังได้ใจชื้น
“แล้วกล้วยพวกนี้ล่ะป้า ทำไมมากมายขนาดนี้” เธอมองไปยังกองกล้วยสุกในบรรทุกเกวียนใกล้นั้น
“ตั้งใจเอาไปขายในหมู่บ้าน แต่คนจะเอาไปดันป่วยเป็ไข้เสียก่อน”
“โห! น่าเสียดายจัง”
“เหลือจากกินก็ทิ้ง”
“ฉันว่าน่าจะทำกล้วยตากหรือกล้วยเชื่อมนะ เก็บไว้ได้นาน ทำง่ายด้วย”เธอพูดออกไปด้วยความเคยชิน แต่กลับสร้างความงุนงงให้เหล่าคนฟังดูได้จากการหันมองกันเลิกลั่กนั่นล่ะ
“รู้จักกล้วยตากกับกล้วยเชื่อมไหมจ๊ะ” เธอเข้าใจว่าตัวเองอาจจะใช้ศัพท์ไม่ถูกก็ไม่รู้ว่าที่นี่เขาเรียกว่าอะไร แต่กระนั้นอย่าเสียเวลาอธิบายให้เข้าใจดีกว่าเธอจัดแจงหยิบกล้วยสุกมานั่งปอกเปลือก มือก็ทำปากก็พูดไป โดยมิทันสังเกตว่าไม่ห่างกันนักยังมีอีกหนึ่งสายตาจ้องมองอยู่ไม่ขาดระยะ
เ้าของสายตานั้นละมาหาคนใกล้ตัว ซิท นักรบสอดแนมยอดฝีมือ“มีข่าวความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง”
“คนของข้าเห็นพวกไอ้ฮามัวมันป้วนเปี้ยนอยู่แถวหมู่บ้านริมน้ำ อาจจะกำลังกบดานหาข่าวของท่านอยู่”
“ส่งคนคุ้มกันผู้เฒ่าูเาด้วยข้าไม่ไว้ใจมัน คนที่หมู่บ้านริมน้ำถูกทำร้าย พวกเ้าก็ระวังตัวด้วย”
“ไม่ต้องห่วงท่าน ตอนนี้ลูกน้องข้าคอยคุ้มกันผู้เฒ่าอยู่แล้ว” พูดพลางหันไปทางกลุ่มคนใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้อีก
“ผู้หญิงคนนั้น ใครหรือท่าน” ไม่วายทำให้คนถูกถามต้องเหลือบมองอีกครั้ง
“ผู้ต้องสงสัย” ซิทถึงกับทำหน้าประหลาดใจสตรีผู้มีใบหน้าสวยกระจ่างนั้นหรือ
“สงสัย?”
คนถอนหายใจยาวเริ่มเหยียดยิ้ม งานนี้ ‘ใครบางคน’คงได้ดังเป็พลุแตกช่วยไม่ได้..ก็ประเด็นมีให้เห็นตัวเป็ๆ อย่างนี้‘ความ’ จึงถูกเล่าอย่างคร่าวๆ
“ห๊า! ขนาดท่านเซออนยังาเ็”
นั่นไง!
“แต่ข้าแน่ใจอย่างหนึ่ง คือนางไม่ใช่พวกฮามัว”
“เพราะมันไม่เคยใช้ผู้หญิงทำงาน แต่ครั้งนี้อาจจะไม่แน่ก็ได้นะท่าน มันทำได้ทุกอย่างเพื่ออำนาจ”ซิทออกความเห็นจริงจัง
“เคลื่อนไหวจากทุกทิศทางจนไม่รู้ใครเป็ใครอย่างนี้ต้องยิ่งระวังตัวหรือบางที..นางอาจเป็สายของซิคาล”
“เป็ได้”
ชายหนุ่มมองหญิงสาวอีกครั้งอย่างค้นหาก่อนละหนีเมื่อพบว่าส่วนลึกเกิดไม่อยากรู้คำเฉลยขึ้นมาเฉยๆไม่อยากรู้ว่านางเป็ใคร มาจากไหน
เพราะบางที ‘ไม่รู้’ อาจดีกว่า
สายตาเ้ากรรมเผลอเหลือบมองอีกครา ดูสิ! นางช่างเ้ากี้เ้าการไปทุกเื่คอยบอกให้คนโน้นทำอย่างโน้น คนนี้ทำอย่างนี้ นางก็แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่หรือ
เด็กหญิงแก้มใสสีชมพูระเรื่อวิ่งถือถ้วยใส่ขนมมาแต่ไกล
“มาแล้ว พ่อลองกินสิ อร่อยแปลกดี”
“อะไรน่ะ”
“พี่คนนั้นเขาบอกให้ทำ..อารายนะ..กล้วย..กล้วยเชื่อมน่ะพ่อ” ผู้เป็บิดาตักกินอย่างเอาใจ ชายหนุ่มมองดูเด็กหญิงด้วยความเอ็นดู กลิ่นหอมจางโชยฉุยแตะจมูก
“อืม! อร่อยดี หอมน้ำตาล” ขณะมองพ่อลูกหยอกเย้ากันตามประสาถ้วยขนมก็ถูกยื่นมาให้จากอีกทาง
“ชิมสิ ฉันทำเองทำกับมือเชียวนะ” หญิงสาวได้ทีคุยแต่ไอ้อาการคิ้วพันยุ่งคล้ายไม่เชื่อคำกันของอีกฝ่ายนี่สิ “กินแล้วไม่ตายหรอกน่าเพราะไม่เคยพบยาพิษติดตัว แต่ถ้าเอามาด้วยก็จะใส่ให้คุณกินคนแรกเลย” ซิทถึงกับสำลักพรวด
นาตาลีหน้าเจื่อนทันตาเห็น สงสัยว่าจะพูดแรงเกินไป
“เอ่อ..ล้อเล่นน่ะค่ะ รับรองว่าปลอดภัย ไร้สารพิษเจือปน” สิ้นคำก็ได้ยินเสียงหัวเราะขันจากชายหนุ่ม ทำให้หญิงสาวอดเหล่เคืองไม่ได้
คนอื่นเขาไม่ขำด้วยนะ
คราวนี้ซิทต้องเบิกตากว้างอย่างกับประหลาดใจอะไรนักหนา
นั่นสิ!อะไรที่ทำให้ราชสีห์ผู้ยิ้มยากเปลี่ยนไปได้เพียงนี้
“เอ้า! เอาไป” หญิงสาวอึ้งไปอึดใจเมื่อเขาส่งถ้วยเปล่าคืน
กินหรือยัดกันแน่
“พอใช้ได้” คนวางท่าตีขรึมพูดเสียงเรียบให้คนฟังได้เบ้หน้า
เถอะ..อย่างน้อยคนท่ามากอย่างเขา‘พอใช้’ คงหมายความว่า ‘ดี’
“อีกไหม”
“ไม่”
รอยยิ้มน่ามองแทบเลื่อนหายไปทันที คนเค้าอุตส่าห์จะเอาใจสักหน่อย..กลับถูกปฏิเสธไม่เหลือชิ้นดีเ้าหล่อนจึงแกล้งประชดกลับไปห้วนๆ
“ดี ไม่เปลือง!”
ชายหนุ่มส่ายหน้าคละรอยยิ้มมุมปาก เหมือนรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องย้อน..เหมือนใครเสียที่ไหน
“ไปช่วยพี่เขาไป” ซิทบอกลูกสาว และรอจนร่างน้อยๆวิ่งรี่จากไปจึงได้หันมายังคู่สนทนา
“ข้าได้ข่าวว่าทางหมู่บ้านด่านท่ากำลังเดือดร้อน”
“พายุเข้า ข้ากำลังจะไปที่นั่น”