บทที่ 20 เขาโกนหนวดแล้ว
เพราะใกล้เวลากินข้าวแล้ว แม้ไป๋อวี้จะว้าวุ่นในใจ แต่ก็เข้าไปทำอาหารก่อนอยู่ดี
วันนี้ได้ยินคนพูดว่าบ้านฉินต้าซานร่ำรวย มิหนำซ้ำเหมือนว่าบ้านพวกเขาจะมีกลุ่มคนมาร่วมกินข้าวด้วยทุกวัน ไป๋อวี้เลยไม่กลัวการเลี้ยงอาหารแขก
ตอนที่ไป๋อวี้ทำอาหาร ผู้ชายพวกนี้ก็นั่งสนทนากันบนโต๊ะในห้องครัวตลอดเวลา
พวกเขาไม่ค่อยพูดถึงเื่ของก่างจื่อหลิ่งมากนัก เอาแต่ถกกันว่าทำไมห้องครัว ‘แวววับขนาดนั้น’
คนอื่นไม่มีใครกล้าถาม แต่จ้าวโหย่วเต๋อกลับถามออกมาว่า “แม่กั่วจื่อ วันนี้เธอเก็บกวาดบ้านตลอดเลยเหรอ”
ไม่รอให้ไป๋อวี้ตอบ ฉินเสี่ยวกั่วรีบเอ่ยดังลั่น “ใช่แล้ว! แม่หนูล้างมาทั้งวัน!”
ฉินต้าซานมองไป๋อวี้แวบหนึ่งอย่างแปลกใจนิดหน่อย
จ้าวโหย่วเต๋อมองซ้ายแลขวาแล้วกลั้นยิ้มไม่ได้ “ใช้ได้ ๆ พอเก็บกวาดให้เข้าที่เข้าทางแล้วดูสบายตาขึ้นเยอะเลย ต้าซาน ต่อไปแกมีวาสนาแล้วนะ”
ฉินต้าซานไม่ปริปากพูดอะไร
ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
ตอนแรกฉินเสี่ยวกั่วยังเล่นสนุกอยู่อ้อมอกเขา จู่ ๆ ก็ร้อง ‘โอ๊ย’ ขึ้นมา
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าพากันมองไปทันที
ไป๋อวี้ะโผ่านหลังเตาไฟมา “เป็อะไรไปน่ะ”
ฉินเสี่ยวกั่วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “พ่อเอาหนวดมาทิ่มหนู”
ฉินต้าซานเก้อเขินนิดหน่อย “มา ๆ พ่อเป่าให้นะ”
“ไม่เอา ๆ” ฉินเสี่ยวกั่วมุดไปซ่อนในอกจ้าวโหย่วเต๋อ “หนวดพ่อทิ่มคน”
จ้าวโหย่วเต๋อเอ่ยเยาะเย้ย “ใช่ ไม่ให้พ่อหนูอุ้ม เว้นแต่เขาจะโกนหนวด”
ทันใดนั้นทุกคนก็หัวเราะครืน
ฉินต้าซานเสียหน้านิดหน่อย เลยะโถามไป๋อวี้ “เสี่ยวซู่ล่ะ”
ไป๋อวี้กล่าว “ไม่รู้เหมือนกัน เห็นออกไปตั้งค่อนวันแล้ว”
จากนั้นเธอก็ยกกับข้าวมา
เธอมือเท้าว่องไว ทำมันฝรั่งผัดน้ำส้มสายชู ผัดซีหูหลู ซี่โครงนึ่งเผือก หมูแผ่นผัดเผ็ด สุดท้ายใช้หน่อไม้กับเนื้อรมควันทำน้ำแกงสามสหาย
พอกับข้าวขึ้นโต๊ะก็ส่งกลิ่นหอมหวนจนชวนน้ำลายสอ
ความจริงเมื่อครู่กลิ่นหอมก็อุกอาจมากแล้ว ปลุกปั่นเสียจนกลุ่มชายฉกรรจ์ใจไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย
พวกเขาพอมองออกกันว่าไป๋อวี้มีระเบียบสูง เธอจะยกกับข้าวขึ้นโต๊ะพร้อมกันทั้งหมด คนอื่นก็ไม่กล้าเร่งเธอ
ตอนนี้เมื่อไป๋อวี้หันหน้าไปหยิบเหล้า หมูแผ่นผัดเผ็ดทั้งจานก็เหลือแค่สองในสามแล้ว
หลี่ิพอสุภาพหน่อย พูดอย่างกระดากอายเล็กน้อยว่า “พี่สะใภ้ กับข้าวของพี่ดีเหลือเกิน พวกเราทนไม่ไหวจริง ๆ”
จ้าวโหย่วเต๋อรีบเอ่ยทันที “อย่ากวาดจนเรียบละ! เสี่ยวซู่ยังไม่กลับมาเลย!”
ไป๋อวี้เอ่ยยิ้ม ๆ “ไม่เป็ไร ฉันเก็บไว้ให้เขาแล้วค่ะ”
เธอพูดพลางยกถ้วยโจ๊กข้าวฟ่างให้ฉินเสี่ยวกั่ว
ปรากฏว่าฉินเสี่ยวกั่วซดโจ๊กไปสามถ้วยแล้วยังโวยวายว่าจะกินข้าวหุงเม็ดข้าวโพดอีกถ้วย
ปริมาณอาหารก็ทำไป๋อวี้ตกตะลึง จู่ ๆ เธอก็ตระหนักได้ว่าเหมือนว่าเด็กบ้านเธอจะกินเก่งแบบนี้อยู่แล้ว
พอพวกเขากินดื่มจนอิ่มหนำสำราญแล้ว จ้าวโหย่วเต๋อถึงพูดกับเธอว่า “เธอวางใจได้เลย ต่อไปตั้งใจใช้ชีวิตก็พอ”
ไป๋อวี้รีบซักถามทันที “พวกเขาไม่โวยวายแล้วเหรอ”
“ในเมืองคุยกันรู้เื่หมดแล้ว” จ้าวโหย่วเต๋อกล่าว “ถ้าจะหาเื่กันเอง พวกเขาไม่กล้ามาหรอก”
ฉินเจียถุนเหนือกว่าก่างจื่อหลิ่งทุกด้าน ถ้าเล่นหมาหมู่ล่ะก็ พวกก่างจื่อหลิ่งไม่กล้าหรอก
หลี่หนงหงเ้าเล่ห์เพทุบาย ถนัดการยกพวกรังแกคนอ่อนแอกว่าที่สุด
แต่ถ้าแข็งแกร่งกว่าพวกเขา พวกเขาจะเข้าไป ‘คุยกันด้วยเหตุผล’ ในเมือง
ครั้งนี้เจรจาไม่สำเร็จ ต่อไปก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
หลี่ิกล่าว “พี่สะใภ้ ขอแค่พี่กับเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ไม่ออกจากฉินเจียถุน พวกเขาไม่กล้าทำอะไรพวกพี่หรอก”
ไป๋อวี้ “...”
เยี่ยมไปเลย…
หลี่เถียนอยากขยับเข้ามาพูดอะไรสักหน่อย กลับถูกหวังเถี่ยเซิงลากตัวออกไป
“เอาละ ๆ ฟ้ามืดแล้ว จะอยู่บ้านคนอื่นไปทำอะไร”
หลี่เถียนถึงบางอ้อ ยิ้มเ้าเล่ห์พลางขยิบตาแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ ลูกพี่ผมซื้อของให้พี่เยอะเลยล่ะ”
“ไปกันได้แล้ว”
กลุ่มชายฉกรรจ์เฮละโลกันกลับไป
ฉินเสี่ยวกั่วพุ่งไปหน้าประตูแล้วพูดเสียงดังลั่น “แล้วเจอกันค่ะปู่จ้าว! อาหลี่! อาหลี่อีกคน! คุณอาหวัง! แล้วมาเที่ยวใหม่นะคะ!”
ะโพร้อมกับวิ่งตามออกไป
ไป๋อวี้เห็นว่าป่านนี้แล้วฉินเสี่ยวซู่ยังไม่กลับ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่เห็นว่าฉินต้าซานไม่ร้อนใจเลยสักนิด เลยไม่ได้เอ่ยถามอะไร
ฉินต้าซานออกไปตามลูก ไม่รู้ว่าสองพ่อลูกวุ่นวายอะไร เธอเลยเดินกลับเข้าบ้าน
วันนี้ฉินต้าซานเอาของกลับมาเป็กอบเป็กำ ใส่อยู่ในถุงไนลอน ตอนนี้ถูกวางทิ้งไว้บนเตียง
ไป๋อวี้จุดตะเกียงน้ำมันแล้วแกะทั้งหมดอย่างไม่เกรงใจ
จากนั้นก็ได้คุ้ยชุดเด็กผู้หญิงออกมาสองชุด ชุดลายดอกไม้…
ไป๋อวี้ชะงักเล็กน้อยแล้วโยนไปอีกทาง ไม่เจริญตา
ช่างเถอะ เด็กน้อยน่ารักใส่อะไรก็สวยทั้งนั้น
นอกจากนี้ยังมีรองเท้าใหญ่เล็กอย่างละคู่ แปรงสีฟัน ผ้าขนหนู หนังยางกับของใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป
มีครีมทายี่ห้อว่านจื่อเชียนหงด้วยอีกขวด
ไม่รู้ว่านี่เป็ความคิดของเขาเองหรือคนอื่นช่วยเลือก
ตอนนี้ไป๋อวี้ขาดข้าวของในชีวิตประจำวันจำพวกนี้จริง ๆ เลยจัดแจงของในถุงใหญ่เล็กน้อย
ถึงจะไม่ได้ซื้อชุดชั้นใน แต่ถ้าเจอในถุงเธอคงจะสะดุ้งโหยง
ไว้ค่อยคิดหาทางเอาเองแล้วกัน
ตระกูลฉินมีตู้ใบใหญ่สามใบ วันนี้ไป๋อวี้ไม่ได้แตะต้อง เพราะกลัวว่าเขาจะซ่อนของมีค่าอะไรเอาไว้ข้างใน
เ้าของร่างเดิมมีประวัติลักโขยมาก่อนนะ!
ตอนนี้เ้าของกลับมาแล้ว เธอเลยอยากถามดูว่าขอตู้ใบหนึ่งให้เธอกับกั่วเอ๋อร์ได้ไหม
ปรากฏว่าเดินไปถึงหน้าประตูก็เจอผู้ชายสูงใหญ่หล่อเหลาคนหนึ่งแบกลูกสาวเธอกลับมา
ไป๋อวี้ “...”
แกเป็ใครเนี่ย!
ผู้ชายที่คิ้วดกตาโต หล่อเหลามีเสน่ห์ แถมยังหน้าตาเหมือนจินเฉิงอู่*[1]เวอร์ชั่นล่ำบึ้กอยู่หน่อย ๆ ใครกันเนี่ย!
ฉินต้าซานก้มหน้ามองเธอแวบหนึ่ง มุมปากที่เพิ่งผ่านการโกนหนวดมากระตุกเล็กน้อย
ฉินเสี่ยวกั่วที่อยู่บนบ่าเขาย่นคอหนีราวกับนกกระทาน้อย
เธอพูดเบา ๆ “พ่อเพิ่งโกนหนวด แต่ก็ยังตำหนูอยู่ดี”
เพราะมีตอหนวดนี่นา!
ฉินเสี่ยวกั่วยังน้ำตาคลออยู่ “แม่คะ อย่าให้พ่อมานัวเนียเชียว หน้ากั่วกั่วถูกทิ่มตำจนเจ็บไปหมดแล้ว”
ไป๋อวี้คิดในใจว่าฉันไม่ยอมให้เขามานัวเนียหรอก!
ฉินต้าซานย่นคิ้ว “อย่าเื่มากสิ”
หนวดก็โกนให้แล้วเ้าตัวเล็กยัง้าอะไรอีก!
พอเขาเอ่ยปาก ในที่สุดไป๋อวี้ก็ตื่นจากภวังค์ภาพมายากลับสู่ความเป็จริง
เธอกำลังคิดว่าที่แท้ยีนของแม่ฉินเสี่ยวซู่ยังถือเป็ตัวถ่วง หน้าตาเขาด้อยกว่าพ่อไปขั้นหนึ่ง ไม่รู้ว่าโตเป็หนุ่มแล้วจะดีขึ้นหน่อยไหม…
ฉับพลันคะแนนของเด็กหนุ่มที่ ‘ทั้งห่ามทั้งน่ามอง’ ในสายตาไป๋อวี้ก็ลดลง เพราะเด็กเกินไป
ฉินต้าซานเห็นเธอตะลึงงันก็ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “หลีกไป”
บอกว่าเตรียมจะแบกลูกสาวเข้าห้อง
ฉินเสี่ยวกั่วเจรจากับเขาเบา ๆ ว่า “หนูให้แม่อุ้มได้ไหม...”
เห็นได้ชัดว่าเขาจะโดนวอแว
สำหรับเด็กแล้วหน้าสวยหรือไม่ ไม่สำคัญ หน้าไม่ทิ่มไม่ตำต่างหากที่ดีกว่า
ฉินต้าซานงอนไม่สนใจเธอ หันไปะโถามไป๋อวี้ “เสี่ยวซู่ยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
ไป๋อวี้ได้สติรีบเอ่ยทันควัน “ยังเลย!”
[1] จินเฉิงอู่ หรือ ทาเกชิ คาเนชิโระ เป็นักแสดงและนักร้องลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไต้หวัน เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็ป๊อปไอดอลในวงการเพลง และเข้าสู่วงการภาพยนตร์