บทที่ 8 ผีหลอก
"งั้นทำแบบนี้ไหม ฉันปลุกนายก่อน แล้วนายค่อยปลุกฉัน นายว่ายังไงล่ะ" ต้าเหว่ยมองผมแล้วพูด แต่ผมโบกมือปฏิเสธ
"ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง…ฉันนึกขึ้นได้ว่าในเดอะเมตริกซ์ ถ้าหากตายในฝัน ในโลกความจริงก็ต้องตายด้วย ความเ็ปจากการถูกฆ่าในฝันมันมหาศาลจนตื่นไม่ได้ ฉันคิดว่าการทำร้ายตัวเองแบบนี้คงไม่ได้ผลหรอก"
"อา..." ต้าเหว่ยถอนหายใจยาว แล้วนั่งยอง ๆ ก่อนพูด "บอกตามตรง นี่ไม่เหมือนฝันเลย ทำไมจะมีฝันที่สมจริงขนาดนี้ได้ล่ะ"
ในที่สุดราตรีก็มาเยือน
ความเงียบสงบราวกับความตาย ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ชีวิตนี้ผมไม่เคยััความเงียบเช่นนี้มาก่อน ยามหลับตาลง เวลา พื้นที่ ทุกอย่างพร่ามัวไปหมด รู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยปูนซีเมนต์ที่หล่อหลอมด้วยความมืดมิด สูญเสียการรับรู้หมดสิ้น ผมกับต้าเหว่ยกลับมาที่รถ ล็อกประตูแ่า ในมือถืออาวุธไว้พร้อมกับหัวใจที่เต้นระส่ำ บรรยากาศข้างนอกปราศจากแสงไฟ ยังคงไร้ผู้คน
"เฮ้ย! ต้าเหว่ย นายคิดว่าพวกผีจะฆ่าพวกเราตายยังไง" ผมถามท่ามกลางความมืดอันเงียบงัน
"ไม่รู้สิ" ต้าเหว่ยตอบ
"ฉันคิดมาตลอดว่าพวกผีกำลังจะจัดการพวกเรายังไงกัน โดยทั่วไปแล้ว ผีเหมือนจะไม่กินคน วิธีที่ผีทำร้ายคนที่ได้ยินมามากที่สุดคือ ทำให้คนเสียสติฆ่าตัวตาย รองลงมาคือทำให้ใตายหรือเข้าสิง สุดท้ายถึงจะเป็การบีบคอให้ตาย" ผมพูดในสิ่งที่นึกออกมา
"เรามาวิเคราะห์ทีละข้อกัน การทำให้คนเสียสติฆ่าตัวตาย ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการล่อลวงิญญา รวมถึงการทำให้ใตาย ทั้งหมดนี้เป็การโจมตีทางจิติญญา ตราบใดที่จิตใจเราเข้มแข็งพอ พวกมันก็ทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าผีมีความสามารถบีบคอเราได้ นั่นหมายความว่าเราก็มีความสามารถต่อสู้กับพวกมันเช่นกัน”
“ถ้างั้นเราก็ไม่ได้ไร้ความสามารถในการต่อต้านอย่างสิ้นเชิง" ผมพูดต่อ "ข้อสุดท้ายคือการเข้าสิง นั่นหมายความว่าผีอาจมีความสามารถเข้ามาในร่างกายเรา ควบคุมร่างกายเราได้ นั่นคือฉันอาจถูกผีควบคุมให้ทำร้ายนาย ในทางกลับกัน นายก็อาจเป็แบบนั้นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกผีควบคุมโดยไม่รู้ตัว ฉันคิดว่าเราต้องตั้งรหัสลับ รหัสที่มีแค่เรารู้ เพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็ผีหรือคน"
ต้าเหว่ยคิดสักพักแล้วพูด "พอนายพูดแบบนี้ ผีก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พูดถึงการต่อสู้ แม้ฉันจะไม่กล้าพูดว่าเป็เ้าโจรเจ็ดประตูเมืองของเ้าเจ๋อหลง*[1] แต่ถ้าจะเอาชีวิตฉัน อย่างน้อยก็ต้องมีสามถึงห้าคนมาเป็เบาะรองหลัง แต่ถ้านายกลายเป็ผีแล้วแทงข้างหลัง ฉันก็คงต้องตายอย่างน่าสงสาร ย่อมต้องมีรหัสลับแน่นอน... งั้นเอาแบบนี้ละกัน รหัสลับคือ 'เดอะเมตริกซ์' กับ 'อินเซ็ปชั่น' ฉันพูดว่า 'เดอะเมตริกซ์' นายก็ตอบ 'อินเซ็ปชั่น' พวกผีคงไม่ได้ดูหนังที่บ้านกันทุกวันหรอก..."
"ตกลง! ก็แบบนี้แหละ" ผมพยักหน้าแล้วพูดว่า "ต้าเหว่ย ถ้าฉันออกไปไม่ได้ นายต้องช่วยดูแลที่บ้านแทนฉันด้วยนะ"
"พูดอะไรของนายน่ะ สถานที่ห่วยแตกแบบนี้ขังพวกเราไม่ได้หรอก พอออกไปได้ ฉันจะแนะนำแฟนสาวสวย ๆ ให้นายเอง" ต้าเหว่ยตบไหล่ผม
"พอเถอะน่า รสนิยมของนายน่ะ..." ผมหัวเราะพูดได้ครึ่งทาง รอยยิ้มบนใบหน้ากลับแข็งค้าง ความรู้สึกหวาดหวั่นผิดปกติท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ
ผมเงยหน้าขึ้นทันที รู้สึกว่าในความมืดมิดไร้ขอบเขตเบื้องหน้ามีบางสิ่งกำลังจ้องมองพวกเรา ความรู้สึกนี้ไม่มีเหตุผลใด ๆ แต่ร่างกายของผมกลับสั่นเทาเพราะความหวาดกลัว
"ต้าเหว่ย เปิดไฟหน้ารถ!" ผมพูด
"เป็อะไรไป?" ต้าเหว่ยถามอย่างแปลกใจ
"มีอะไรบางอย่าง..." ผมพูดเสียงเข้ม
พึ่บ! แสงไฟสว่างจ้าในค่ำคืนอันมืดมิด ณ จุดที่ลำแสงไฟกัน ร่างเงาสีดำปรากฏขึ้นตรงหน้าผมและต้าเหว่ย คนนั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีดำมีฮู้ด ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้หมวก มองไม่เห็นเค้าโครงที่ชัดเจน เขาไม่ได้ใหรือหลบหนีเพราะแสงสว่างที่ฉายมาอย่างกะทันหัน แต่เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ด้วยท่าทางหยิ่งยโสและเย้ยหยันอีกด้วย
"เล่นตลกอะไรกัน" ต้าเหว่ยโมโห เขาสตาร์ตรถแล้วพูดว่า "เดี๋ยวเราขับรถทับมันไปเลย ดูสิว่ามันจะกลัวไหม" ต้าเหว่ยยังไม่ทันขับรถออกไป ร่างที่ใส่เสื้อคลุมยาวสีดำก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาเรา ขณะที่เขาหายไป ท้องฟ้าโดยรอบพลันสว่าง เผยให้เห็นแสงตะวันยามเช้ารำไร ผมกับต้าเหว่ยมองหน้ากัน เื่ประหลาดช่างมีมากเหลือเกิน
บริเวณปลายสุดของหมู่บ้าน เสียงปี่มอญหวีดแหลมก้องกังวานมาแต่ไกล กลุ่มชายหนุ่มหามเกี้ยวดอกไม้สีแดงสดโยกย้ายเดินออกมาจากหมอกหนา คนกลุ่มหน้าสุดเป่าปี่มอญอย่างเริงร่า เดินมาทางพวกเรา
ในบ้านที่เดิมทีไร้ผู้คน มีร่างอยากรู้อยากเห็นโผล่ออกมาสองสามคน เด็ก ๆ ที่ถักเปียเล็กวิ่งออกมาจากบ้าน ไล่ตามหลังเกี้ยวดอกไม้เ้าสาวเล่นสนุกสนาน เสียงประทัดดังสนั่นพร้อมกับเสียงปี่มอญครึกครื้น เป็ฉากงานแต่งงานอันรื่นเริง
"ประหลาดชะมัด ผียังมีเมียอีกเหรอ" ต้าเหว่ยประหลาดใจ ขบวนเกี้ยวดอกไม้เ้าสาวเดินใกล้เข้ามาทุกที ตรงจัตุรัสใกล้โรงแรมซื่อฟางพลันเกิดเื่ประหลาดขึ้น กลุ่มทหารในชุดเครื่องแบบสีฟ้าเขียวไม่รู้โผล่ออกมาจากที่ไหน พวกเขาสวมหมวกทหารเอียง เปิดเสื้อเครื่องแบบ หัวเราะเยาะขวางทางเกี้ยวดอกไม้ ผู้นำรีบยัดซองแดงและขนมให้ แต่พวกทหารกลับไม่เห็นคุณค่า ใช้ด้านท้ายปืนฟาดคนคนนั้นล้มลงกับพื้น
เมื่อเห็นพวกเขาพกปืนเหล่านี้ ผมและต้าเหว่ยล้วนรู้สึกตึงเครียด พิเคราะห์จากเครื่องแต่งกายแล้ว ดูคล้ายกับชุดทหารสมัยสาธารณรัฐจีน แต่ทว่ากับไม่มีเครื่องหมายที่ชัดเจน อาวุธที่พวกเขาพกพานั้นล้าสมัย เอวที่คาดปืนพกเมาเซอร์แบบโบราณ หากไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผมต้องคิดว่ากำลังถ่ายหนังอยู่เป็แน่
ด้านนอกรถ พวกทหารอันธพาลลากเ้าสาวออกมาจากเกี้ยว ผ้าคลุมหัวเ้าสาวหลุดร่วงลงพื้นท่ามกลางความวุ่นวาย เ้าสาวค่อนข้างสวย ผิวขาว ตาโต เธอก้มหน้าตัวสั่นเทา กลัวจนเหมือนนกน้อยที่เปียกฝนในยามหนาว
พวกทหารอันธพาลหยอกเย้ากันสนุกสนาน ทั้งคลำและกระชากคนข้าง ๆ พวกเขาผลักและทุบตีผู้ที่พยายามห้ามปรามให้ล้มลงกับพื้น ใช้รองเท้าบูตแข็ง ๆ ถีบซ้ำแล้วซ้ำอีก จนมีร่องรอยเืกระจายอยู่บนพื้น
ทันใดนั้น ทหารหัวโจกคนหนึ่งก็อุ้มเ้าสาวขึ้นบ่า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเ้าสาว เขาก้าวยาว ๆ เดินไปทางโรงแรมซื่อฟางข้าง ๆ
ปัง! ปัง! เสียงปืนดังสองนัด หนุ่มน้อยที่คิดจะวิ่งเข้ามาช่วยถูกยิงล้มกลิ้งบนพื้น เืสีแดงฉานซึมออกจากเสื้อผ้าแผ่ไปบนพื้น ไม่มีใครกล้าขยับอีก ทหารที่เหลือก็หันหลังเดินเข้าโรงแรมไป ผู้คนรอบข้างยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เสียงร้องไห้แหบแห้งของเ้าสาว เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังออกมาจากในโรงแรม...ผมและต้าเหว่ยเห็นเหตุการณ์นี้แล้วรู้สึกลุกเป็ไฟ ถึงพวกเขาจะเป็ผีก็เถอะ นี่มันเกินไปแล้ว
"ลงไปดูหน่อยเถอะ" ผมพูดกับต้าเหว่ย
[1] โจรเจ็ดประตูเมืองของเ้าเจ๋อหลง: เป็สำนวนที่ใช้เปรียบเปรยถึงบุคคลที่เก่งกาจสามารถเอาชนะศัตรูได้อย่างง่ายดาย สำนวนนี้มักใช้พูดถึงบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ มีไหวพริบดี ฉลาดหลักแหลม และสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย