ด้านหน้าหัวรถไฟ
ต่อหน้าของผมกับเวโรนิก้าตอนนี้มีผู้ชายเผ่ามนุษย์สองคนกำลังผลัดกันตักถ่านหินใส่เต๊าอยู่อย่างแข็งขัน ซึ่งมันเป็นหน้าที่สำคัญมากในการทำให้รถไฟสามารถขยับได้ ถ้าขาดคนงานสองคนนี้ไปรถไฟนี่มันก็เป็นเพียงก้อนเหล็กอย่างที่เวโรนิก้าพูดเอาไว้เพียงเท่านั้น
" ท่านบารอนชายพวกนั้นตักถ่านหินเข้าเต๊าเพื่อเพิ่มความร้อนแบบที่ท่านบอกใช่ไหม? "
เวโรนิก้าเริ่มถามโดยขณะที่ถามออกมาเธอก็ชี้นิ้วไปยังจุดที่ชายสองคนตักถ่านหินอยู่ด้วย
" ใช้ครับองค์หญิงที่ต้องทำแบบนั้นก็เพราะว่าข้าจะใช้ความร้อนสร้างไอน้ำขึ้นมา ซึ่งตัวไอน้ำจะสามารถทำให้รถไฟสามารถขยับได้ "
ระหว่างที่กำลังอธิบายให้กับเวโรนิก้าฟังผมก็หยักหน้าให้กับทหารที่อยู่ตรงที่นั่งคนขับ เพื่อเป็นสัญญาณว่าให้เริ่มออกตัวได้ ทางคนขับเองก็พยักหน้าขึ้นลงเพื่อรับสัญญาณ จากนั้น
ฟูม!!!!
ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากตัวของรถไฟแล้วล้อของมันก็เริ่มขยับ
" ขะ...ขยับแล้ว "
เวโรนิก้าพรึมพรัมเหมือนกับว่าตกใจ แต่อาการที่เธอกำลังแสดงออกมามันก็ไม่ได้แปลกอะไรมากเพราะสำหรับคนที่พึ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้มันก็ต้องตกใจกับเป็นธรรมดา ซึ่งตอนนี้ผมก็เจอข้อเสียของรถไฟ 1 อย่าง เรื่องนั้นก็คือเสียงของมันที่ดังมาก ก็เข้าใจอยู่ว่าต้องทำใจเรื่องเสียงเพราะมันก็ไม่ได้ดังขนาดที่พูดกันไม่รู้เรื่องอะไรขนาดนั้น
แต่แบบนี้ไม่ไหว! ถ้าคิดจะทำให้มันกลายเป็นอาวุธเคลื่อนที่เสียงดังขนาดนนี้การติดต่อสื่อสารมันแถบจะเป็นไปไม่ได้เลย การต่อสู้ในสนามรบเองการติดต่อสื่อสารมันต้องรวดเร็ว ชัดเจน ไม่ผิดพลาด ถ้าไม่อย่างนั้นผู้บัญชาการก็ไม่สามารถควบคุมสนามรบได้
งั้นสิ่งที่เราต้องดึงเอาพิมพ์เขียวของมันออกมาจากควาททรงจำชิ้นต่อไปก็คงจะเป็น-
" ท่านไมล์มีเรื่องเร่งด่วนมารายงานครับ "
เสียงทหารดังขึ้นมารหว่างที่ผมกำลังใช้ความคิดอยู่ เมื่อหันกลับไปก็พบกับทหารชุดสีขาวเสื้อผ้าเปื้อนดินและสิ่งสกปรกพอสมควรกำลังยืนอยู่ด้านหลัง ซึ่งทหารที่อยู่ในสภาพแบบนี้ต้องเป็นคนของทหารหน่วยล่าตะเวนแน่ เพราะพวกนี้ต้องออกไปสำรวจนอกเมืองเพื่อป้องกันภัยอันตรายก่อนมาถึงเมือง สภาพก็เลยดูไม่ค่อยดีนัก
" นายเป็นหัวหน้าทหารล่าตะเวนใช่ไหม? "
" ใช่ครับท่าน! "
" แล้วเรื่องเร่งด่วนเมื่อคู่หมายถึงเรื่องอะไร เจ้าลืมกฏของทหารล่าตะเวนไปแล้วหรือไงว่าห้ามเข้าเมืองมาในสภาพแบบนีี้ มันจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ดีกัน "
ผมถามถึงกฏด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเท่าไหร่ ใบหน้าของทหารด้านหน้าของผมก็เริ่มรู้สึกผิดทันทีหลังจากที่พูดไป ส่วนสาเหตุที่ห้ามเข้ามามันไม่ได้เพราะกลัวประชาชนกลัวอะไรหรอกแต่สาเหตุจริงๆ ผมไม่อยากให้พวกทหารล่าตะเวนโดนเห็นในสภาพที่ไม่ควรเห็นต่างหาก
เพราะพวกนี้เองก็มีครอบครัวอยู่ในเมือง พวกลูกเองก็เรียนอยู่เช่นกัน ตอนผมเป็นเด็กที่บ้านผมทำอาชีพที่ไม่ค่อยมีคนทำกันนักพอเพื่อนเห็นครอบครัวของผมทำงานผมก็โดนเพื่อนล้อเรียนกันทันที ซึ่งผมจะไม่ยอมให้เด็กๆ คนอื่นโดนแบบเดียวกันเด็ดขาดเพราะมันรู้สึกไม่ดีจริงๆ เวลาโดนอะไรแบบนั้น
ส่วนอีกเรื่องก็เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของพวกนี้เอง เพราะต้องเสี่ยงชีวิตออกไปเพื่อเมือง จะให้คนปกติที่เป็นประชาชนเห็นพวกนี้สภาพดูไม่ได้เด็ดขาด แล้วผมก็ไม่อยากพูดให้มันมากเรื่อง ผมก็เลยให้เหตุผฃไปว่า [ เพื่อภาพโพสต์ของเมือง ] ก็เลยไม่ให้ทหารล่าตะเวนเข้ามาในเมืองด้วยสภาพที่พึ่งกลับจากภารกิจแต่ให้ไปทำความสะอาดร่างกายที่ค่ายก่อน
แต่เรื่องนั้นช่างเถอะ! หมอนี่เป็นถึงหัวหน้าทหารล่าตะเวนคงรู้กฏดี แต่เรื่องที่ต้องเป็นห่วงก็็คือหมอนี่มีเรื่องอะไรเร่งด่วนขนาดนั้น!
" ข้าเข้าใจดีครับแต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาแบบนั้นครับท่าน "
ทหารตอบออกมาด้วยหน้าตาจริงจัง มีเรื่องแน่! คือสิ่งที่ผมคิดได้หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของทหารตอนนี้ จากนั้นจึงถามออกไปว่า " เกิดเรื่องอะไรขึ้น? "