แสงแดดยามสายลอดผ่านผ้าม่านที่ปิดไม่สนิทเข้ามาในห้องมนตราหยีตามองแล้วดูนาฬิกาในมือถือก็พบว่าเป็เวลาเก้าโมงกว่าเธอลุกไปเปิดม่านแล้วก็เห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่บนโต๊ะเมื่อออกไปดูก็พบว่าเป็ดอกกุหลาบสีชมพูช่อเล็กเพียงสามดอกดูน่ารักน่าชังกับฝาชีที่ครอบอาหารอยู่มนตราเปิดฝาชีออกเห็นหม้อดินเผาสองใบ ใบเล็กและใหญ่วางเคียงกัน ข้างๆมีพวงเครื่องปรุง และแก้วกาแฟคาปูชิโนร้อนที่ปิดฝาไว้ในหม้อดินทั้งสองคือข้าวต้มทรงเครื่องแห้งกับน้ำซุปมนตราหยิบโน้ตที่ถูกทับอยู่ใต้หม้อนั้นมาอ่าน
“พี่มนตร์ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวทั้งสิ้น นอกจากอยากขอโทษพี่จากใจจริง จาก...ฟิล์ม”
มนตราถอนหายใจความรู้สึกขุ่นเคืองใจแม้จะยังคงอยู่แต่ก็ลดลงไปแล้ว เธอหันไปมองบังกะโลห้องข้างๆพบว่าปิดสนิททั้งไฟและผ้าม่าน มนตรารู้สึกโล่งใจเพราะต่อจากนี้หากพบหน้าฟิล์มเธอก็คงกระอักกระอ่วนจนมองหน้ากันไม่ติด
ข้าวต้มนั้นแม้จะไม่ร้อนแล้วแต่ก็ยังอุ่นๆและอร่อย มนตรากินจนหมดแล้วหันมาจิบกาแฟ ช่างละมุนลิ้นคล้ายรสกาแฟที่ร้านของปกป้องเลยมนตราคิดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เธอยังไม่ได้คุยกับป้อง จึงเปิดไลน์ดูแล้วก็พบว่าเขายังไม่ได้เปิดอ่านข้อความของเธอเลยเธอเอะใจนิดหน่อยแต่คิดว่าเขาคงยุ่งกับงานหรือติดธุระอยู่แต่อย่างไรเขาคงไม่ลืมดูแลเ้าเหมียวให้เธอแน่นอน มนตราจึงไปอาบน้ำแต่งตัวแล้ว“เข้าถ้ำ” อีกครั้ง
แสงแดดยามสายสาดส่องใบหน้าสีส้มหนวดยาวๆ รอบริมฝีปากกระตุกเล็กน้อย เ้าเหมียวค่อยๆลืมตาขึ้นและหยีตาสู้แสงอย่างงุนงง เขาค่อยๆลุกขึ้นยืนบนพื้นซีเมนต์และเหลียวมองไปรอบๆทั้งสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยไม้ดอกหลากสีและพุ่มไม้ที่ตัดแต่งอย่างดีแม้จะเปลี่ยนพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับไปบ้างแต่คฤหาสน์สีเบจที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใจกลางนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเขาอยู่ที่ไหน
คฤหาสน์สีเบจของชายชรา!
เ้าเหมียวเหลียวมองซ้ายขวาพยายามตั้งสติแล้วเดินบนสนามหญ้าพยายามทบทวนและครุ่นคิดว่าที่ที่เขาอยู่นี้คือความจริงหรือความฝันและแล้วเขาก็นึกออกว่าเขาไล่ตามแมวสาวจากบ้านมนตราแล้ววิ่งไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ รู้สึกตัวอีกทีก็อ่อนเพลียจนจำไม่ได้ว่าหลับไปที่ไหนและเมื่อลืมตาตื่นก็พบว่าตนเองอยู่ที่นี่
แม้จะไม่มั่นใจเต็มร้อยแต่เ้าเหมียวก็ค่อนข้างแน่ใจว่าที่นี่คือความจริงเพราะทุกครั้งที่อยู่ในความฝันหรือความทรงจำนั้นเ้าเหมียวจะััได้ว่ามันไม่ใช่โลกจริง
“อ้าว!แมวที่ไหนมาอีกแล้ว ใช่ไอ้ส้มที่เคยมาขโมยปลาทอดในสำรับมั้ยเนี่ยไป๊!” เสียงแหบห้าวะโมาจากด้านหลังเ้าเหมียว
เ้าเหมียวหันไปเห็นชายชราคนสวนร่างผอมผิวเกรียมแดดโพกผ้าขาวม้าที่ศีรษะกำลังก้มเก็บก้อนกรวดทันใดนั้นชายชราก็เขวี้ยงก้อนกรวดมาทางเขาโชคดีที่เ้าเหมียวระวังตัวอยู่แล้วจึงเผ่นผลุงไปด้านข้างบ้านเขาได้ยินเสียงฝีเท้าชายชราดังตึกตักๆ มาจากทางด้านหลังเ้าเหมียวแอบซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ทั้งหอบด้วยความเหนื่อยและกระหายน้ำ
“ความจริงข้าก็ไม่อยากทำร้ายเอ็งหรอกโว้ยแต่ถ้าปล่อยเอ็งมาป้วนเปี้ยนหรือขโมยอาหารอีกละก็ มีหวังเงินเดือนพวกข้าไม่เหลือคุณยุพินแกเกลียดแมวแล้วก็จ้องแต่จะตัดเงินเดือนพวกข้าอยู่แล้วด้วย”ชายชราบ่นแล้วทรุดลงนั่ง แกะผ้าขาวม้าที่โพกไว้มาซับเหงื่อที่ใบหน้า
“ยุพินงั้นเหรอ!นี่มันชื่อภรรยาของชายชรานี่!”เ้าเหมียวนึกในใจ พลางลอบมองชายชราคนสวนรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นคนสวนคนนี้
“เฮ้อ...เมื่อไหร่คุณท่านจะฟื้นเสียทีก็ไม่รู้นะ”คนสวนแหงนหน้ามองคฤหาสน์ชั้นบน
เ้าเหมียวแหงนมองตามเห็นบานหน้าต่างเปิดอ้าอยู่สองบาน เขารู้สึกเย็นวาบที่สันหลังห้องนั้นก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเช่นกัน!
“หรือนั่นจะเป็ห้องของชายชราทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือต้องลอบขึ้นไป!”
เมื่อเ้าเหมียวคิดได้ดังนั้นก็ค่อยๆย่องออกไปจากพุ่มไม้ เขาเดินอ้อมไปด้านหลังคฤหาสน์ราวกับรู้อยู่แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหนแล้วก็พบประตูที่เปิดโล่งอยู่มันเป็ห้องรับประทานอาหารที่เขาเคยเห็นในความทรงจำนั่นเอง
“จำเป็ต้องหาด้วยเหรอพินัยกรรมฉบับจริงนั่น” เสียงแหลมที่คุ้นหูดังขึ้น
เ้าเหมียวรีบหลบวูบเข้าหลังแจกันั์ที่อยู่ข้างประตูแล้วแอบดูเ้าของเสียงนั้นคือหญิงคนเดียวกันกับที่เขาเคยเห็นในความทรงจำครั้งก่อนเพียงแต่ครั้งนี้หญิงคนนี้ได้เปลี่ยนจากวัยสาวเป็วัยกลางคนแล้วเธอกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ยุพิน!” เ้าเหมียวนึกในใจ
“อืม!มันก็จริงถ้าวันหนึ่งไอ้เ้าปกป้องหรือใครดันไปเจอพินัยกรรมฉบับจริงเข้าละก็เราทั้งคู่คงซวย” ยุพินลดเสียงลง
“พินัยกรรมฉบับจริงอะไรกันหรือว่าชายชราทำพินัยกรรมไว้” เ้าเหมียวคิด
“นั่นละปัญหาฉันค้นทั่วห้องไอ้แก่แล้ว ไม่เจออะไรเลย แม้กระทั่งตู้เซฟก็ไม่มีไม่รู้มันไปซ่อนไว้ที่ไหน” ยุพินกัดฟันกรอด
ทันใดนั้นกระรอกสีน้ำตาลอมแดงตัวหนึ่งก็วิ่งลอดขายุพินตรงมาทางแจกันที่เ้าเหมียวซ่อนตัวอยู่ยุพินกรีดร้องด้วยความใขณะที่เ้าเหมียวก็พุ่งเข้าใส่กระรอกด้วยสัญชาตญาณอย่างห้ามตัวเองไว้ไม่อยู่แจกันอีกใบหนึ่งที่วางตกแต่งล้มคว่ำจนแตกกระจาย ยุพินโวยวายให้คนรับใช้มาไล่เ้าเหมียวและกระรอกออกไปเมื่อเ้าเหมียวได้สติ เขาก็พบว่าตัวเองวิ่งผ่านออกมาทางประตูหน้าบ้านที่คุ้นตามันคือประตูหน้าบ้านแบบเดียวกันกับที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ เขาตั้งใจว่าจะแอบซ่อนในพุ่มไม้แล้วแอบกลับเข้าไปอีกครั้งแต่แล้วโดยไม่ทันตั้งตัว เขาก็ถูกสายน้ำพุ่งใส่จากด้านหลังเป็คนทำสวนหนุ่มคนหนึ่งนั่นเองที่ใช้สายยางฉีดน้ำใส่เขาเ้าเหมียวเผ่นแผล็วออกทางประตูรั้วแล้ววิ่งอ้าวตามสัญชาตญาณอีกครั้ง
รู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่มีสนามหญ้ากว้างใหญ่และเงียบสงัดราวกับไม่มีใครอยู่เ้าเหมียวสะบัดขนแล้วนั่งลงเลียขนที่เปียกโชกแม้เขาจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจแต่ก็ไม่อาจห้ามสัญชาตญาณได้
สวบ...สวบ
เสียงฝีเท้าที่แหวกหญ้ามาดังขึ้นจากด้านข้างของเ้าเหมียวเป็เสียงที่หากเป็มนุษย์จะไม่ได้ยิน แต่เพราะมีอุ้งเท้าที่เบาดุจ “ตีนแมว”เหมือนกัน เ้าเหมียวจึงรู้สึกตัวได้ทัน และผุดลุกขึ้นเตรียมพร้อม
“ม่าว....ม้าว”
เสียงห้าวใหญ่และไม่เป็มิตรดังขึ้นเ้าของเสียงกำลังย่างสามขุมเข้ามาหาเ้าเหมียว มันเป็แมวหนุ่มฉกรรจ์ลายสลิดหน้าของมันบานใหญ่และเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ เมื่อมันอ้าปากขู่อีกครั้งเขี้ยวของมันยาวและหักไปข้างหนึ่ง เ้าเหมียวขนลุกซู่ แม้ “เ้าของร่าง”ที่แม้จริงจะเป็แมววัยหนุ่มเต็มที่ แต่ประสบการณ์การต่อสู้ไม่น่าเทียบกันติด เขากลับหลังหันแล้ววิ่งหนีสุดฝีเท้าแต่รู้ตัวอีกทีก็ถูกตะครุบด้วยกรงเล็บเข้ากลางหลังแมวทั้งสองม้วนตัวตะลุมบอนกันเป็ก้อนกลมและกลิ้งลงไปจากเนินสนามหญ้าแต่ยังคงกัดและใช้เล็บจิกกันไม่ยอมปล่อยแมวลายสลิดฝังเขี้ยวลงที่หัวไหล่ของเ้าเหมียว สัญชาตญาณของเ้าของร่างที่แท้จริงถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งเ้าเหมียวตวัดเล็บลงบนหน้าคู่ต่อสู้ เ้าลายสลิดร้องลั่นเ้าเหมียวได้ทีทั้งกัดและตบไม่หยุดทั้งที่ตัวเองก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน
“โฮ่งๆๆๆ”
แมวทั้งสองชะงักบ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านร้าง! สุนัขสีน้ำตาลอมแดงหลังอานตัวหนึ่งเห่ากรรโชกลั่นขนหลังของมันตั้งชันเป็สัญญาณพร้อมรบ มันพุ่งตรงมาราวกับมิสไซล์ที่ล็อกเป้าไว้แล้วเ้าเหมียวได้โอกาสสลัดหลุด เขากระโจนหนีเข้าข้างรั้วบ้านอีกหลังแล้วสติของเขาก็หลุดลอยไป
จากผู้เขียน...
โอ๊ย! เ้าเหมียวอุตส่าห์ได้ไปถึงคฤหาสน์แล้วดันโดนกระรอกวิ่งตัดหน้าซะได้