คนในชุดเกราะก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ท่าทางของเขาทำให้สัตว์อสูรแรดสีเืที่กำลังเ็ปจากการถูกแทงด้วยดาบถึงกับถอยกรูดไปเล็กน้อย
เสียงหอบหายใจของเย่เจียงเฉินที่ดังแ่เบา เขาไม่สามารถละสายตาไปจากภาพที่อยู่ตรงหน้าได้ คนในชุดเราหันกลับมาเผชิญหน้ากับเย่เจียงเฉิน ดวงตาภายใต้หมวกเกราะมองไปยังขาที่ไม่สมประกอบ
“เดินไหวรึเปล่า?” เสียงทุ้มต่ำนั้นถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่
เย่เจียงยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
“ที่นี่อันตราย รีบไปหาที่ซ่อนซะ!”
เย่เจียงเฉินพยักหน้าอย่างตะกุกตะกัก เขารีบเข้าไปหลบอยู่หลังซากปรักหักพัง คนในชุดเกราะยื่นมือไปด้านหน้า ดาบที่ปักตรึงอยู่ในิัสัตว์อสูรพุ่งกลับเข้ามาในมือ เืสีแดงฉานไหลทะลักยิ่งกว่าเดิม สัตว์อสูรกรีดร้องด้วยความเ็ป มันมองคนในชุดเกราะด้วยแววตาอาฆาต คนในชุดเกราะวิ่งเข้าหาสัตว์อสูรด้วยความเร็วสูง ดาบในมือของเขาเปล่งแสงสีเงินวาววับ ฟาดฟันเข้าใส่สัตว์อสูรอย่างไร้ปราณี
สัตว์อสูรแรดโลหิตคำรามลั่น มันพุ่งเข้าใส่คนในชุดเกราะด้วยพลังมหาศาล เขาแหลมคมบนจมูกของมันพุ่งตรงมา ราวกับหอกที่พร้อมจะทะลวงทุกสิ่ง
คนในชุดเกราะหลบหลีกอย่างว่องไว เขาะโหมุนตัวกลางอากาศ ฟาดดาบลงไปบนหลังของสัตว์อสูร
ฉัวะ!
สัตว์อสูรคำรามอีกครั้ง มันสะบัดหัวอย่างแรง เหวี่ยงคนในชุดเกราะให้กระเด็นไปกระแทกกับซากของอาคาร
โครม!!
เสียงคอนกรีตแตกร้าว คนในชุดเกราะลุกขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เกราะของเขามีรอยร้าวเล็กน้อย การที่บุคคลนี้สามารถต้านทางการโจมตีสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติได้ นั่นก็เพียงพอที่จะคาดเดาได้แล้วว่าอย่างน้อยเขาก็ต้องเป็นักสู้ระดับแก่นแท้ ซึ่งในเมืองบูรพาคนที่มีความแข็งแกร่งระดับนี้มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจ้องหน้ากัน กำแพงอีกด้านหนึ่งของโกดังก็ถูกทำลาย เผยให้เห็นร่างอันดุดันของสัตว์อสูรตัวที่สอง ซึ่งนั่นทำให้สถานการณ์พลิกผันในทันที เนื่องจากคนในชุดเกราะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติพร้อมกันถึงสองตัว ทำให้การต่อสู้มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็ทวีคูณ
สัตว์อสูรตัวแรกพุ่งเข้าใส่ร่างปริศนาจากด้านหน้า ในขณะที่สัตว์อสูรอีกตัวพุ้งเข้ามาจากด้านหลัง คนในชุดเกราะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เขาตวัดดาบเป็วงกว้างจนเกิดเป็คลื่นพลังที่ผลักสัตว์อสูรทั้งสองกระเด็นออกไป
คนในชุดเกราะอาศัยจังหวะนี้เข้าประชิดสัตว์อสูรตัวแรกที่อยู่ในสภาพาเ็สาหัส แล้วจึงฟาดดาบลงไปบนคอของมันอย่างแม่นยำ ก่อเกิดเป็เป็คลื่นดาบรูปจันทร์เสี้ยว
ฉัวะ!
หัวของสัตว์อสูรตัวที่สองกระเด็นหลุดออกจากลำตัว ร่างของมันล้มลงกระแทกพื้น เศษฝุ่นฟุ้งกระจายในอากาศ อย่างไรก็ตามในวินาทีตัดสินชัยชนะ สัตว์อสูรตัวที่สองก็พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังโดยที่ชายในชุดเกราะไม่ทันตั้งตัว เขาแหลมคมของมันแทงทะลุชุดเกราะอย่างน่าสยดสยอง
คนในชุดเกราะทรุดลงกับพื้น เืสีแดงไหลทะลักออกจากาแ ความเสียหายร้ายแรงเกินกว่าจะรักษา
“บดซบเอ้ย!”
ชายในชุดเกราะะโออกมาพร้อมกับกระอักเื เขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายสร้างระแสไฟฟ้าออกมาจากคมดาบ แทงสวนไปเข้าไปในดวงตาสัตว์อสูร
สัตว์อสูรแรดโลหิตคำรามด้วยความเ็ป ดวงตาของมันถูกกระแสไฟฟ้าเผาไหม้ ก่อนที่มันจะสลัดร่างคนในชุดเกราะไปนอนกองอยู่กับพื้น
เย่เจียงเฉินมองดูคนในชุดเกราะสิ้นลมหายใจต่อหน้าต่อตา เขาเจ็บใจกับความไร้พลังของตนเอง ขณะที่กำลังรู้สึกผิด เย่เจียงเฉินก็เหลือบไปเห็นวัตถุทรงกลมหล่นอยู่ข้างศพ
แสงสีทองอ่อนๆ เปล่งประกายออกมาจากวัตถุนั้นอย่างน่าประหลาด มันมีขนาดพอดีมือ ผิวััเรียบเนียนและเย็นะเืราวโลหะ ลวดลายแปลกตาที่สลักอยู่บนผิวของวัตถุนั้นดูซับซ้อนและลึกลับ
เย่เจียงเฉินค่อยๆ คลานเข้าไปใกล้วัตถุนั้นด้วยความระมัดระวังโดยไม่สนใจสัตว์อสูรที่กำลังาเ็ หัวใจเต้นแรงด้วยความสงสัยและหวาดระแวง เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่สัญชาตญาณบอกว่ามันอาจมีบางอย่างที่สำคัญ
มือที่สั่นเทาของเย่เจียงเฉินเอื้อมไปััวัตถุทรงกลมนั้น แสงสีทองยิ่งทวีความสว่างขึ้นเมื่อเขาแตะต้องมัน ราวกับวัตถุนั้นกำลังตอบสนองต่อการัั
สัตว์อสูรส่ายหัวไปมาอย่างบ้าคลั่ง! มันใช้ตาอีกข้างกวาดมองไปรอบๆ ก่อนที่ดวงตาสีอำพันของมันจะหยุดอยู่ที่เย่เจียงเฉิน
เย่เจียงเฉินตัวแข็งทื่อ สัตว์อสูรตัวนี้ยังมีแรงเหลือพอที่จะไล่ล่า และตอนนี้มันก็กำลังพุ่งตรงมาที่เขา แต่แล้วผลจากการถูกกระแสไฟฟ้าทำลายระบบประสาท ส่งผลให้มันเซถลาไปชนกำแพงเข้าอย่างจัง
โครม!!!
กำแพงพังครืนลงมา เกิดเป็ช่องทางให้ชายหนุ่มหลบหนีออกจากโกดังได้สำเร็จ เย่เจียงเฉินวิ่งลัดเลาะไปตามซอกตึกที่พังทลาย เศษชิ้นส่วนอาคารกระจัดกระจายกีดขวางทางเดิน เขาวิ่งผ่านซากรถยนต์ที่ลุกไหม้ แต่สัตว์อสูรก็ยังคงตามมาติดๆ มันพุ่งทะยานผ่านซากปรักหักพังอย่างง่ายดาย ราวกับไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งมันได้
สัตว์อสูรแรดโลหิตวิ่งตามมาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว ไอร้อนพ้นออกมาจากจมูกราวกับรถจักไอน้ำ ความหวังที่จะมีชีวิตรอดริบหรี่ลงทุกขณะ จนกระทั่งในท้ายที่สุด เย่เจียงเฉินก็มาถึงทางตัน
ซากปรักหักพังของอาคารสูงปิดกั้นทางข้างหน้า ไม่มีทางให้ไปต่อ ในขณะที่ด้านหลังมีสัตว์อสูรกระหายเืตามมาติดๆ ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วง เย่เจียงเฉินทรุดตัวลงกับพื้น มองไปรอบๆ อย่างสิ้นหวัง
แรงสั่นะเืใต้ฝ่าเท้าสัตว์อสูรส่งผลกระทบให้พื้นดินที่เย่เจียงเฉินยืนอยู่เกิดถล่ม โชคร้ายซ้ำเติมเขาอีกครั้ง ราวกับถูกโลกทั้งใบทรยศ
ร่างของเย่เจียงเฉินก็ร่วงลงไปสู่ความมืดมิด เวลาในห้วงความคิดผ่านไปอย่างเชื่องช้า เย่เจียงเฉินเคยได้ยินมาว่า ในวินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามา สมองจะทำงานจนถึงขีดจำกัด ภาพอดีดลอยเข้ามาในหัว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเป็คนที่ล้มเหลวในฐานะลูกและพี่ชาย เป็คนไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง บางทีการที่เขาตายไปทั้งอย่างนี้ อาจทำให้ครอบครัวปลดเปลื้องภาระที่แบกรับก็เป็ได้
ร่างของเย่เจียงเฉินกระแทกกับพื้นอย่างแรง ความเ็ปแล่นริ้วไปทั่วร่าง กระดูกทุกชิ้นแตกหัก เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ความรู้สึกทรมานแสนสาหัสทำให้สติของเขาเริ่มเลือนราง… ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง วัตถุทรงกลมที่เขาเก็บมาได้ก็เปล่งแสงสีทองขึ้นอีกครั้ง แสงนั้นสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
เย่เจียงเฉินพยายามลืมตาขึ้นมองภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า วัตถุทรงกลมลอยคว้างอยู่ตรงหน้าเขา ส่งเสียงกริ๊กคล้ายกับถูกปลดล็อค วัตถุทรงกลมแยกตัวออกจากกันเผยให้เห็นวัตถุที่ซ่อนอยู่ภายใน มันมีลักษณะคล้ายกับโลหะเหลวสีทองขนาดเท่าปลายเล็บ ลอยอยู่ในอากาศอย่างอิสระ รูปร่างของมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ราวกับมีชีวิต
เย่เจียงเฉินรู้สึกถึงแรงดึงดูดจากวัตถุนั้นอย่างน่าประหลาด เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความกลัวของเขาได้
เย่เจียงเฉินพยายามเอื้อมมือออกไปััวัตถุนั้นอย่างช้าๆ นิ้วของเขาแตะเข้ากับผิวของวัตถุอย่างแ่เบา
ในวินาทีต่อมา วัตถุชิ้นนั้นก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มันพุ่งเข้าไปในฝ่ามือของเย่เจียงเฉิน แทรกซึมเข้าไปทางรูขุมขนของเขา
ความรู้สึกเ็ปที่เย่เจียงเฉินไม่เคยพบเจอมาก่อน กัดกินร่างกายของเขาอย่างรุนแรง มันราวกับมีเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ความเ็ปนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเย่เจียงเฉินกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน
ร่างกายของเขาบิดเบี้ยวอย่างน่าสยดสยองกล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรง เส้นเืปูดโปนออกมาตามิั ความเ็ปนั้นรุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทนได้ จนในที่สุดเขาก็หมดสติ ร่างกายของเย่เจียงเฉินกระตุกเล็กน้อย ก่อนที่จะแน่นิ่งไป... มีเพียงแสงทองที่เปล่งออกมาจากกลางหน้าผาก
ด้านในโกดังหลังจากที่ทุกอย่างสงบลง ร่างสามร่างปรากฏตัวขึ้น พวกเขาสวมชุดเกราะสุดไฮเทคที่ดูคล้ายบุคคลก่อนหน้านี้
ร่างตรงกลางเดินอย่างเร่งรีบ หมวกเกราะของเขาเปิดขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน เขาเป็ชายรูปร่างกำยำ ใบหน้าคมคาย แต่มีสีหน้าเ็าและดุดัน ด้านหลังของเขามีชายหนุ่มและหญิงสาวหน้าตาดีสวมชุดเกราะแบบเดียวกัน
ชายร่างกำยำเดินเข้าไปถึงจุดที่เกิดการต่อสู้ เขามองกวาดตามองไปรอบๆก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างๆหนึ่ง
“ไอ้บ้านี่… ทั้งที่ควรสนใจแค่ภารกิจแต่กลับทำนอกเหนือคำสั่ง ตายไปเสียได้ก็ดี”
“หลิวอี้เฉิงมันชอบทำตามใจแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมพี่ต้องฝากของสำคัญขนาดนั้นไว้กับคนอย่างมันด้วย” ชายด้านหลังกล่าวพลางยิ้มเยาะ
“เลิกบ่นสักทีเถอะ”
หากไม่ติดว่าตอนนั้นเขาต้องรับมือกับสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติสามตัวพร้อมกัน คงไม่ปล่อยให้ของสำคัญไปอยู่ในมือคนอื่น
ชายร่างกำยำสำรวจร่างอันไร้ิญญาอย่างละเอียด เขาพลิกร่างไปมา แต่สุดท้ายก็ไม่พบสิ่งที่ตามหา
“ไม่มี…” ชายร่างกำยำเผยสีหน้าเคร่งเครียด
“พี่หาดีแล้วใช่ไหม” หญิงสาวกล่าวถามด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
ชายร่างกำยำเปิดระบบสแกนพื้นที่ มันสามารถระบุตำแหน่งวัตถุโดยรอบเพียงไม่กี่วินาที ถึงอย่างสิ่งที่ตรวจพบก็มีเพียงซากศพและเศษเหล็กที่ผุพัง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของข้างในวัตถุทรงกลมคืออะไร รู้เพียงว่ามันมีค่ามากกว่าชีวิตผู้คนในเมือง เพราะคำสั่งเดียวที่ได้รับคือการนำมันไปส่งที่สถานีวิจัยของรัฐบาลซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชั้นใน หากพวกเบื้องบนรู้ว่าเขาทำของสิ่งนี้หายไป คนที่จะเดือดร้อนก็คือตัวเขาเอง