หลังจากกินมื้อเที่ยงแบบง่าย ๆ เสร็จ สองพี่น้องก็มุ่งหน้าไปยังเนินเขาทางทิศตะวันตกต่อ
คราวนี้เดินอย่างระมัดระวังเป็พิเศษ ไม่เดินผ่านจุดที่วัชพืชรกครึ้ม แต่เลือกเดินเฉพาะทางที่มองเห็นพื้นได้ชัดเจน และระหว่างทางอวิ๋นเฉิงซิ่วก็ถือโอกาสเก็บซานชีและยาสมุนไพรทั่วไปติดมือไปด้วย โดยปริมาณที่เก็บแต่ละชนิดมีไม่มากนัก
นางตั้งใจว่าจะรอให้ตากแห้งแล้วนำไปสอบถามราคาที่ร้านขายยาในเมือง เพื่อดูว่ายาสมุนไพรชนิดใดได้ราคาดีที่สุด ค่อยเน้นเก็บชนิดนั้นมาขาย เพราะอย่างไรเสียก็ต้องคำนึงถึงผลกำไรสูงสุด หากเหนื่อยครึ่งค่อนวันแล้วยังจับเงินก้อนใหญ่ไม่ได้ ก็สู้ไปทำสิ่งอื่นเสียดีกว่า
ก่อนหน้านี้อวิ๋นเฉิงซิ่วได้อธิบายเื่ที่ตนรู้จักยาสมุนไพรไปแล้ว อวิ๋นเฉิงเฟิงจึงไม่ถามสิ่งใดอีก เขายังช่วยอวิ๋นเฉิงซิ่วผูกยาสมุนไพรที่เก็บมาเป็มัดเล็ก ๆ ใส่ชะลอมแล้วสะพายขึ้นหลัง
โชคของทั้งสองนับว่าไม่เลวจริง ๆ กับดักฝั่งนี้ไม่ได้ว่างเปล่า ยังไม่ทันเดินไปถึง อวิ๋นเฉิงซิ่วก็เห็นไก่ป่าสองตัวกับกระต่ายป่าอ้วนทึบตัวใหญ่อีกหนึ่งตัวติดบ่วงเชือกอยู่ คงเป็เพราะถูกมัดไว้นานเกินไป พวกมันจึงสิ้นใจไปหมดแล้ว
หลังจากจัดเก็บบ่วงเชือกให้อยู่ในสภาพเดิม มองดูท้องฟ้าก็เห็นว่าเย็นมากแล้ว อวิ๋นเฉิงเฟิงสะพายเหยื่อที่ล่าได้ทั้งหมดไว้บนหลัง ส่วนอวิ๋นเฉิงซิ่วสะพายโสมคนที่ห่อไว้อย่างแ่ารวมถึงยาสมุนไพรบางส่วนมุ่งหน้ากลับบ้าน ยามนึกถึงโสมคนอันมีค่าที่สามารถแลกเป็เงินตำลึงขาว ๆ ไหลมาเทมา อวิ๋นเฉิงซิ่วก็เบิกบานใจจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างโง่เง่า
"น้องเล็ก เ้าหัวเราะสิ่งใดหรือ?" อวิ๋นเฉิงเฟิงมองอวิ๋นเฉิงซิ่วด้วยความประหลาดใจ พลางคิดในใจ 'น้องเล็กคงเห็นเหยื่อป่าเยอะจนดีใจจนบ้าไปแล้วกระมัง?'
"เปล่า... เปล่าเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบเอ่ย "ข้าเพียงคิดว่าต้มน้ำแกงไก่ให้ท่านพ่อดื่มได้อีกแล้ว ในใจเลยมีความสุขยิ่งนัก"
"นั่นสินะ ท่านพ่อได้กินเนื้อเยอะหน่อยจะได้หายป่วยไว ๆ ท่านแม่จะได้ไม่ต้องคอยกังวลใจอีก" อวิ๋นเฉิงเฟิงพยักหน้าเห็นพ้อง
เมื่อเดินมาใกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้าน หญิงชาวบ้านวัยราวสามสิบปีคนหนึ่งก็เดินนวดนาดสวนทางมา กิริยาท่าทางชดช้อยบิดชดบิดย้อย นั่นคืออู๋กุ้ยฟาง มารดาของลวี่ผิงนั่นเอง
อู๋กุ้ยฟางเห็นชะลอมบนหลังของอวิ๋นเฉิงเฟิงดูหนักอึ้ง ก็เดาได้ทันทีว่าล่าสัตว์ป่ามาได้ ตาจึงแดงก่ำด้วยความอิจฉา
"ไอ้หยา นี่มันเ้าหนูรองบ้านตระกูลอวิ๋นใช่ไหม ล่าสัตว์ป่าอันใดมาได้บ้างล่ะ? ไม่คิดจะเปิดให้ป้าดูหน่อยหรือ อย่างไรเสียหากต้มเสร็จแล้ว ก็ต้องแบ่งให้พวกเราทุกคนได้ชิมบ้างนะ"
พูดจบก็ทำท่าจะก้าวเข้ามาขอดูของในชะลอม
"ท่านป้า แค่ผักป่ากองหนึ่งเท่านั้นเ้าค่ะ หากท่านป้าชอบกิน วันหน้าก็ลองไปเก็บมาเยอะ ๆ จะได้แบ่งให้ทุกคนได้ลิ้มลองความสดใหม่บ้าง" อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบก้าวออกไปข้างหน้า พร้อมกับยื่นผักกูดกำหนึ่งออกไป
อู๋กุ้ยฟางเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว "ไอ้หยา ของแบบนี้ใครจะกล้ากินสุ่มสี่สุ่มห้ากันเล่า"
ขณะกำลังจะเอ่ยปากเตือนว่ามีพิษกินไม่ได้ แต่พลันนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาวิ่งเล่นบนเขามาเนิ่นนาน ย่อมต้องรู้ว่าสิ่งนี้มีพิษ ช่างเถิด อยากกินจนตายก็เื่ของพวกเขา นางจึงเปลี่ยนสีหน้าทันควัน
"บ้านข้าไม่ชอบกินของพวกนี้หรอก กินจนเลี่ยนไปหมดแล้ว พวกเ้ากินกันไปเยอะ ๆ เถิดนะ"
อวิ๋นเฉิงซิ่วมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบนใบหน้าของอู๋กุ้ยฟาง ก็เดาสิ่งที่คิดอยู่ในใจของนางได้ทันที
"ท่านป้า พวกเราขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ วันหลังค่อยคุยกันใหม่"
พูดจบ สองพี่น้องก็เร่งก้าวเท้าเดินออกจากทางเข้าหมู่บ้าน มุ่งหน้ากลับบ้าน ทิ้งให้อู๋กุ้ยฟางยืนพึมพำงึมงำอยู่ข้างหลัง ไม่รู้ว่ากำลังสบถสิ่งใดอยู่
"ท่านป้าอู๋ผู้นี้น่ากลัวเหลือเกิน"
อวิ๋นเฉิงเฟิงปาดเหงื่อที่ซึมออกมาด้วยความร้อนรน เขาเกรงเหลือเกินว่าอู๋กุ้ยฟางจะรื้อค้นจนเจอโสมคนที่ซ่อนอยู่ในชะลอม
จิตใจมนุษย์นั้นโลภมาก ทนรับแรงยั่วเย้าไม่ได้แม้แต่น้อย หากนางรู้ว่าพวกตนขุดโสมคนมาได้ คงอิจฉาจนตาแดงก่ำ หากป่าวประกาศให้รู้กันทั้งหมู่บ้านยังถือว่าเบาไป ไม่แน่อาจจะก่อเื่เดือดร้อนอย่างอื่นตามมาอีก
สองพี่น้องเร่งก้าวเท้าเข้าประตูเรือน หันกลับไปลั่นดาลประตูทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ใครแอบมองเข้ามา ทั้งหมู่บ้านยากจนกันหมด จึงช่วยไม่ได้ ที่มีของดีอันใดก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ
ดังคำโบราณว่า ไม่กลัวขโมยปล้น กลัวแต่ขโมยเฝ้ารอ หากทำตัวโดดเด่นสะดุดตาในหมู่บ้านเกินไป จะนำภัยมาสู่ตน
เฉินซื่อที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในเรือนจึงเดินออกมาจากเรือนหลัก
"ในที่สุดก็กลับมาเสียที แม่กังวลใจอยู่บ้านทั้งวัน กลัวว่าซิ่วเอ๋อร์จะเกิดเื่อันใดขึ้น"
พูดจบก็รับชะลอมที่อวิ๋นเฉิงซิ่วสะพายอยู่ออกมา
"เหนื่อยแล้วกระมัง รีบเข้าเรือนไปพักผ่อนเถิด"
"ท่านแม่ วันนี้พวกเราเจอของดีมาเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วลดเสียงต่ำเอ่ยกับเฉินซื่อ
"ของดีหรือ? ของดีอันใดกัน ดูพวกลูกสองคนเบิกบานใจเสียจริง" เฉินซื่อมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มแย้มยิ้มของอวิ๋นเฉิงเฟิง
อวิ๋นเฉิงซิ่วแหวกของอย่างอื่นในชะลอมออก หยิบห่อโสมคนออกมา แกะใบไม้ที่ห่ออยู่ออก แล้วยื่นไปตรงหน้าเฉินซื่อราวกับนำของขวัญมามอบให้
"ท่านแม่ ดูนี่สิเ้าคะ"
เฉินซื่อจ้องมองโสมคนในมืออวิ๋นเฉิงซิ่ว สายตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"พวกลูกขุดมาจากบนเขาหรือ?"
อวิ๋นเฉิงซิ่วพยักหน้า "โสมคนต้นนี้น่าจะมีอายุหลายสิบปีแล้ว วันหน้านำไปขายที่ร้านขายยาในเมือง อย่างน้อยต้องได้เงินหลายสิบตำลึงเชียวเ้าค่ะ"
เฉินซื่อยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด สามีที่กำลังรักษาตัวอยู่ ก็จำเป็ต้องใช้โสมคนบำรุงร่างกาย แต่หากเก็บไว้ บ้านก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว การนั่งกินนอนกินไปวัน ๆ มันช่างคับแค้นเหลือเกิน
อวิ๋นเฉิงซิ่วเห็นความลังเลของเฉินซื่อ จึงกระซิบข้างหูมารดาเบา ๆ "ท่านแม่ พวกเรายังมีอยู่อีกต้นหนึ่งเ้าค่ะ เก็บไว้ให้ท่านพ่อบำรุงร่างกายได้ พวกเราทุกคนในบ้านก็ได้บำรุงด้วยเ้าค่ะ"
พูดจบก็นำโสมคนอีกต้นที่เล็กกว่าเล็กน้อยออกมา
"เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก!" เฉินซื่อพลันยินดีขึ้นมาทันที
เมื่อทั้งสามคนเดินไปบอกเื่ขุดโสมคนได้ที่ข้างเตียงของอวิ๋นเม่าซาน อวิ๋นเม่าซานก็ยินดีอย่างยิ่ง เขาเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า "พ่อวิ่งเล่นบนเขามาหลายปี เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเล่าว่าเมื่อก่อนในป่ามีโสมคน แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่รู้ว่ามันหน้าตาอย่างไร พอซิ่วเอ๋อร์ตัวน้อยออกโรงก็เก็บเกี่ยวได้ยิ่งใหญ่เพียงนี้ เป็ดาวนำโชคของบ้านเราโดยแท้"
คนในบ้านต่างพยักหน้าเห็นพ้อง โดยไม่มีใครสงสัยเลยว่าอวิ๋นเฉิงซิ่วรู้รูปร่างและสภาพแวดล้อมที่โสมคนชอบได้อย่างไร ทุกคนต่างยกความดีความชอบให้ท่านหมอเหลียงที่ทำการรักษาคนในหมู่บ้าน
่ที่อวิ๋นเฉิงซิ่วตกน้ำ มักจะเชิญท่านหมอเหลียงมารักษาอยู่บ่อยครั้ง ไปมาหาสู่จนสนิทสนมกัน ท่านหมอเหลียงเองก็ชอบพูดคุยกับซิ่วเอ๋อร์อยู่แล้ว ยามว่างเว้นสั่งสอนความรู้ด้านการแพทย์ให้บ้างก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้
ท่านหมอเหลียงย้ายกลับมารักษาตัวและตั้งหลักแหล่งที่หมู่บ้านตระกูลอวิ๋นเมื่อสิบปีก่อน เล่ากันว่ามีฝีมือสูงยิ่ง ชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มาหาเขา ค่ารักษาคิดเพียงเล็กน้อย แต่ผลการรักษากลับไม่ธรรมดา
ตู้ยาในบ้านของเขาวางตากยาสมุนไพรนานาชนิดและตำราโบราณผูกเชือกไว้เต็มตู้ ในชีวิตประจำวันมีเด็กรับใช้คอยช่วยดูแลเื่อาหารการกินและทำความสะอาดที่อยู่อาศัย
เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิต อวิ๋นเม่าซานมักให้อวิ๋นเฉิงซิ่วเอาเนื้อกระต่ายป่าหรือเห็ดที่เก็บได้จากบนเขาไปมอบให้ท่านหมอเหลียงอยู่เสมอ ท่านหมอเหลียงเองก็เอ็นดูอวิ๋นเฉิงซิ่วที่เฉลียวฉลาด และได้ชี้แนะความรู้เื่ตัวยาให้นางจริง ๆ
สำหรับเื่โชคดีที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ เฉินซื่อและคนในบ้านต่างยินดีเห็นชอบ ไม่ว่าลูกสาวจะเรียนรู้วิชามาจากท่านหมอเหลียงมากน้อยเพียงใด อย่างไรเสียก็เป็วิชาติดตัวในวันหน้า ยิ่งมียิ่งดี
อวิ๋นเฉิงซิ่วจึงตั้งใจชักนำให้พ่อแม่และคนในบ้านเข้าใจผิดตามน้ำไป เพื่อไม่ให้ตนเองโดดเด่นเกินไปจนนำความเดือดร้อนมาสู่ตน
เฉินซื่อกลับเข้าห้องนำโสมคนไปเก็บไว้เป็อย่างดี จากนั้นนำไก่ป่าและกระต่ายป่าเข้าไปในห้องครัว สั่งให้อวิ๋นเฉิงเฟิงต้มน้ำร้อนหม้อหนึ่ง นำไก่ป่าไปเชือดเอาเื ถอนขนด้วยน้ำร้อน ถอดเครื่องในออก ล้างทำความสะอาดทั้งตัวในอ่าง แล้วใส่ลงในหม้อ
คนในบ้านไม่ค่อยชอบดื่มน้ำแกงไก่ที่มันเลี่ยนเกินไป จึงใช้น้ำเย็นต้มให้เดือดก่อนแล้วตักขึ้นมาลวกน้ำหนึ่งรอบ จากนั้นใส่น้ำเย็นลงไปอีกหม้อ ใส่เนื้อไก่ป่าที่ผ่านการลวกน้ำแล้วลงไป ใส่ขิงแผ่น ต้นหอมผูกมัด เกลือหนึ่งช้อน และสุราต้มสองช้อนใหญ่ ต้มด้วยไฟแรงจนเดือด แล้วช้อนฟองอากาศออก
เมื่อน้ำเดือดแล้วก็ใส่เห็ดป่าที่เก็บมาจากบนเขาลงไปสองสามดอก ตัดรากและซอยโสมคนเป็แผ่นเด็ดรากแขนงใส่ลงไปเล็กน้อย
หลังจากเคี่ยวด้วยไฟแรงจนเดือดปุด ๆ ก็ปรับเป็ไฟอ่อนเคี่ยวไปเรื่อย ๆ เฉินซื่อกำชับให้อวิ๋นเฉิงเฟิงคอยเฝ้าไฟไว้ ห้ามใช้ไฟแรงเกินไป ต้องเคี่ยวนานถึงหนึ่งชั่วยาม