บทที่5: ป่าแห่งเสียงกระซิบ
สายลมพัดผ่านยอดไม้สูงใหญ่ เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแ่เบา ซ่า...ซ่า...แต่เมื่อชายสวมหน้ากากก้าวออกมาจากเงามืดเสียงทุกอย่างกลับเงียบลงอย่างน่าประหลาดแม้แต่นกร้องยังหยุดบินราวกับธรรมชาติเองก็หวาดกลัวผู้มาเยือนวาร์คัสยืนกอดอก ดวงตาสีม่วงเข้มมองมะลิไม่กะพริบ รอยยิ้มบาง ๆบนใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความยินดี แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่พบเหยื่อ เอเดนก้าวออกมายืนข้างหน้ามะลิทันทีมือขวากำด้ามดาบแน่น
"ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียว"
น้ำเสียงของเอเดนสงบนิ่ง
"ถอยไป"
วาร์คัสหัวเราะเบาๆ
"ผ่านมาสิบห้าปี..."
"...เ้าก็ยังคิดว่าตัวเองปกป้องทุกคนได้"
เอเดนไม่ตอบแต่แววตาของเขาเปลี่ยนไปมะลิสังเกตเห็นทันทีนี่เป็ครั้งแรกที่เอเดนดูโกรธอย่างแท้จริง
ลูนี่ค่อยๆ บินมาเกาะไหล่มะลิ ก่อนกระซิบเบา ๆ
"ทั้งสองคน..."
"...เคยรู้จักกัน"
มะลิหันขวับ
"อะไรนะ"
"ข้าก็ไม่รู้ทั้งหมด"
"แต่เมื่อก่อน..."
"...เอเดนเคยเป็ผู้พิทักษ์ที่เก่งที่สุด"
"ส่วนวาร์คัส..."
ลูนี่กลืนน้ำลาย"...เคยเป็เพื่อนร่วมฝึกของเขา"
มะลิเบิกตากว้าง"เพื่อน?"
คำพูดนั้นยังไม่ทันจางหายวาร์คัสก็ยิ้มเย็น
"ลอบนินทากันสนุกไหม"
ลูนี่สะดุ้ง"เขาได้ยิน!"
"หูดีเหมือนค้างคาวเลย"
วาร์คัสยกคิ้ว"ข้าได้ยินนะ"
ลูนี่รีบเอามือปิดปากทำให้แม้แต่เอเดนยังแอบถอนหายใจอย่างเอือม ๆ
วาร์คัสมองไปยังเด็กชายฟินน์
"เ้าหนูนั่น..."
"...ส่งมอบลูกแก้วมา"
ฟินน์รีบซ่อนตัวหลังมะลิ"ไม่ให้!"
วาร์คัสยิ้ม
"เด็กดี"
"แต่เด็กดื้อ..."
"...มักอยู่ไม่นาน"
ทันใดนั้นเงาสีดำใต้เท้าของฟินน์พลันขยับมันยืดตัวขึ้นเป็มือสีดำขนาดใหญ่พุ่งเข้าคว้าตัวเด็กชาย
"ฟินน์!" มะลิะโ
แต่เอเดนเร็วกว่าฉัวะ!
แสงจากดาบพาดผ่านอากาศมือเงาขาดสะบั้นในดาบเดียวก่อนสลายเป็ควันดำ วาร์คัสปรบมือช้า ๆ
"ฝีมือยังไม่ตก"
เอเดนตอบสั้นๆ "เ้าก็ยังใช้วิธีสกปรกเหมือนเดิม"
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทุกขณะมะลิสังเกตว่าเอเดนยังไม่บุกโจมตี เขาเพียงตั้งรับเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เธอค่อยๆ กระซิบ
"ทำไมไม่สู้"
เอเดนตอบโดยไม่ละสายตาจากศัตรู
"เพราะเป้าหมายของเรา..."
"...ไม่ใช่การชนะ"
"แต่คือการพาทุกคนกลับไปอย่างปลอดภัย"
มะลินิ่งไปคำพูดนั้นทำให้เธอนึกถึงตัวเองในโลกเดิมหลายครั้งที่เธอยอมเหนื่อยยอมลำบากเพียงเพื่อให้คนในครอบครัวปลอดภัยบางที...ผู้กล้าอาจไม่ใช่คนที่เอาชนะศัตรูได้แต่คือคนที่พาทุกคนกลับบ้านได้
วาร์คัสยกมือขึ้นเงาสีดำหลายสิบสายไหลออกจากพื้นดินแต่ยังไม่ทันถึงตัวพวกเขาเสียงคำรามก็ดังสนั่นจากส่วนลึกของป่า โฮกกกก! พื้นดินสั่นะเืต้นไม้หลายต้นโยกไหวอย่างรุนแรง
วาร์คัสขมวดคิ้ว
"หืม..."
"ตื่นเร็วกว่าที่คิด"
เอเดนเองก็หันไปตามเสียงสีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที
"ไม่นะ..."
ลูนี่ตัวสั่น
"นั่นคือเสียงของ..."
ก่อนที่มันจะพูดจบต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าก็ล้มครืนลงร่างมหึมาสูงกว่าสามเมตรเดินออกมาจากหมอก
มันมีรูปร่างคล้ายหมีแต่ทั้งตัวปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอสสีเขียวบนหน้าผากมีผลึกสีฟ้าส่องแสง
ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความเ็ปไม่ใช่ความโกรธ
วาร์คัสหัวเราะ
"ในที่สุด..."
"...ผู้พิทักษ์แห่งป่าก็ตื่น"
เอเดนกัดฟัน
"เ้าเป็คนปลุกมัน"
วาร์คัสยักไหล่
"ก็แค่นิดหน่อย"
"ความหวาดกลัว..."
"...ทำให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็อสูรได้ง่ายกว่าที่คิด"
หมีั์เงยหน้าคำรามอีกครั้งแต่แทนที่จะโจมตีวาร์คัสมันกลับหันมาทางมะลิ
ดวงตาสีฟ้าที่เคยอ่อนโยนกำลังค่อยๆ ถูกหมอกสีดำกลืนกิน มะลิรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก
เมล็ดดาวสั่นเบาๆ ราวกับกำลังส่งเสียงบอกเธอว่า...ศัตรูที่แท้จริงในครั้งนี้ไม่ใช่หมีั์แต่คือความมืด
ที่กำลังกัดกินหัวใจของมัน
.........
เสียงคำรามของหมีั์ดังก้องไปทั่วทั้งป่า โฮกกกก! นกนับร้อยตัวแตกตื่นบินหนีขึ้นสู่ท้องฟ้าฝูงสัตว์เล็กต่างวิ่งหลบซ่อนเข้าไปตามโพรงไม้พื้นดินสั่นะเืทุกครั้งที่อุ้งเท้าขนาดมหึมาของมันก้าวลง
มะลิสูดลมหายใจลึกแม้จะหวาดกลัว แต่เธอสังเกตเห็นบางอย่าง หมีั์ไม่ได้มองพวกเธอด้วยความเกลียดชังดวงตาสีฟ้าของมันเต็มไปด้วยความเ็ปเหมือนกำลังต่อสู้กับบางสิ่งในตัวเอง
"เอเดน..."
มะลิเอ่ยเบาๆ
"มันกำลังร้องขอความช่วยเหลือ"
เอเดนชะงักไปครู่หนึ่งเขาหันไปมองหมีั์อีกครั้งก่อนพยักหน้าช้าๆ
"เ้ามองเห็นเหมือนข้า"
วาร์คัสหัวเราะเสียงเย็น
"ยังมีเวลามาสงสารสัตว์อีกหรือ"
"ถ้าไม่ฆ่ามัน..."
"...พวกเ้าจะถูกมันฆ่าแทน"
มะลิส่ายหน้า
"ไม่"
"ฉันไม่เชื่อ"
เธอก้าวออกมาหนึ่งก้าวเอเดนรีบคว้าแขนไว้
"อันตราย"
มะลิหันมายิ้มเป็รอยยิ้มที่สงบนิ่ง
"ฉันจะไม่โจมตีมัน"
หมีั์คำรามอีกครั้งก่อนพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเกินตัวต้นไม้ใหญ่สองต้นหักโค่นราวกับกิ่งไม้แห้ง
ลูนี่ร้องเสียงหลง
"มันมาแล้ว!"
เอเดนชักดาบขึ้นแต่แทนที่จะฟัน เขากลับใช้สันดาบรับแรงกระแทก ตูม! แรงปะทะส่งเอเดนถอยหลังหลายก้าวพื้นดินแตกเป็รอยยาว วาร์คัสยืนกอดอกดูอยู่ห่าง ๆ สีหน้าราวกับกำลังชมการแสดง
"สนุกดี"
"มาสู้กันต่อเถอะ"
มะลิสังเกตเห็นผลึกสีฟ้าบนหน้าผากของหมีั์มีเส้นสีดำเล็กๆ กำลังแผ่ขยายออกไป ทุกครั้งที่เส้นสีดำเพิ่มขึ้นหมีั์จะร้องคำรามอย่างทรมาน
"เอเดน!"
"ผลึกนั่น!"
เอเดนมองตามก่อนเบิกตากว้าง
"คำสาปเงา..."
"มันกำลังกลืนกินจิตใจของผู้พิทักษ์ป่า"
มะลิถามทันที
"ช่วยได้ไหม"
เอเดนเงียบไปชั่วครู่
"มีวิธี"
"แต่เสี่ยงมาก"
"ต้องเข้าไปััผลึกโดยตรง"
ลูนี่อุทาน
"ใครเข้าไปก็โดนตบปลิวสิ!"
เอเดนพยักหน้า
"ใช่"
มะลิหลับตาลงเธอนึกถึงวันที่ตัวเองยังอยู่โลกเดิม ครั้งหนึ่งลูกชายของเธอเคยมีไข้สูงมากแม้จะกลัว
แม้จะไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรแต่เธอก็ไม่เคยถอยเพราะคนที่เรารัก...ย่อมคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง"ฉันจะไป"
เอเดนส่ายหน้าทันที
"ไม่ได้"
"เ้าไม่มีประสบการณ์"
"แต่เมล็ดดาวเลือกฉัน"
มะลิตอบอย่างมั่นคง
"ถ้าฉันหนีทุกครั้งที่กลัว..."
"...ฉันก็คงไม่มีวันเติบโต"
เอเดนมองเธอนิ่งก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
"งั้น..."
"...ข้าจะเปิดทาง"
วาร์คัสยิ้มกว้าง
"ตัดสินใจได้โง่ดี"
เขาสะบัดมือเงาดำพุ่งออกจากพื้นดินนับสิบสายเอเดนพุ่งเข้าขวางทันที ฉัวะ! ฉัวะ! ดาบในมือเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วราวสายลมเถาวัลย์เงาถูกฟันขาดทีละเส้น ลูนี่บินโฉบไปมาคอยขว้างผงเรืองแสง ใส่เงาดำ
"นี่แน่!"
"แสบตาไหม!"
แม้เงาดำจะไม่มีตาแต่มันก็หยุดชะงักชั่วครู่มะลิอาศัยจังหวะนั้นวิ่งตรงไปยังหมีั์ โฮกกก! หมีั์ยกอุ้งเท้าขนาดมหึมาขึ้น มะลิหยุดวิ่ง เธอไม่ได้ยกดาบไม่ได้ตั้งท่าสู้ แต่กลับค่อย ๆ วางดาบไม้ลงกับพื้น
แล้วชูมือทั้งสองขึ้น
"ฉันไม่มาทำร้ายเธอ"
เสียงของเธอนุ่มนวล
"ฉันรู้ว่าเธอกำลังเจ็บ"
หมีั์ชะงักอุ้งเท้าที่ยกสูงค้างอยู่กลางอากาศดวงตาสีฟ้าสั่นไหวเหมือนกำลังได้ยินเสียงที่คุ้นเคย มะลิค่อย ๆ ก้าวเข้าไปทีละก้าว
"ไม่เป็ไร"
"ฉันอยู่ตรงนี้"
"เธอไม่ต้องสู้คนเดียว"
น้ำเสียงนั้น...
อ่อนโยนเหมือนแม่ที่กำลังปลอบลูก
หมีั์ส่งเสียงครางเบาๆ
"ฮือ..."
แต่วินาทีนั้นเองเส้นสีดำบนผลึกกลับลุกวาบขึ้นดวงตาของมันเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน วาร์คัสหัวเราะเสียงดัง
"สายเกินไปแล้ว!"
"คำสาปของข้า..."
"...ไม่มีใครลบได้!"
หมีั์แผดเสียงคำรามสุดกำลังก่อนเหวี่ยงอุ้งเท้าลงใส่มะลิอย่างรุนแรงมะลิหลับตาลงโดยอัตโนมัติ
แต่แทนที่จะรู้สึกถึงแรงกระแทก...เธอกลับััได้ถึงความอบอุ่นเมล็ดดาวบนหน้าอกเปล่งแสงสีทองสว่างไสวแสงนั้นแผ่ออกเป็วงกว้าง และภายในแสง...เธอได้ยินเสียงแ่เบาไม่ใช่เสียงของเอเดนไม่ใช่เสียงของลูนี่ แต่เป็เสียงอ่อนโยนของใครบางคน
"ผู้ถูกเลือกแห่งเมล็ดดาว..."
"จงยื่นมือออกไป"
"แล้วจงรับฟังหัวใจของผู้ที่กำลังทุกข์ทรมาน..."
……..
แสงสีทองจากเมล็ดดาวแผ่ขยายออกไปอย่างช้าๆ ทุกสิ่งรอบตัวมะลิราวกับหยุดนิ่ง เสียงลม...เสียงใบไม้แม้แต่เสียงดาบของเอเดนที่กำลังปะทะกับเงาดำก็เลือนหายไปเหลือเพียงความเงียบอันอบอุ่น มะลิค่อยๆ ลืมตา เธอพบว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่กลางป่าอีกต่อไป เบื้องหน้าเป็ทุ่งหญ้าสีเขียวอ่อนกว้างสุดสายตา
ดอกไม้สีฟ้าบานสะพรั่งไหวเอนตามสายลมท้องฟ้าเป็สีครามสดใส มีเมฆสีขาวลอยอย่างสงบ
"ที่นี่..."
เธอพึมพำ
"...ที่ไหน"
เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลัง
"นี่คือความทรงจำของผู้พิทักษ์แห่งป่า"
มะลิหันกลับไปเบื้องหน้าคือหญิงสาวผู้มีเรือนผมยาวสีเขียวมรกตสวมชุดสีขาวปักลายใบไม้ ดวงตาสีฟ้าเปล่งประกายอ่อนโยนร่างของเธอโปร่งใสราวกับสร้างขึ้นจากแสง
"ท่านคือ..."
หญิงสาวยิ้ม
"ข้าคืออาเรีย"
"ิญญาผู้ดูแลป่าแห่งเสียงกระซิบ"
"และเป็ผู้พิทักษ์เมล็ดดาวรุ่นก่อน"
มะลิเบิกตากว้าง
"ผู้พิทักษ์รุ่นก่อน?"
อาเรียพยักหน้า
"หลายร้อยปีก่อน ข้าก็เคยได้รับเลือกจากเมล็ดดาวเช่นเดียวกับเ้า"
อาเรียยกมือขึ้นเบาๆ
ภาพรอบตัวเปลี่ยนไปหมีั์ตัวเดิมปรากฏขึ้น แต่ครั้งนี้มันตัวเล็กกว่ามาก ขนสีน้ำตาลนุ่มฟู มันกำลังเล่นกับลูกกระต่ายและกวางน้อยอย่างร่าเริง
มะลิยิ้มออกมา
"น่ารักจัง"
อาเรียยิ้มตาม
"มันชื่อบรัม"
"เป็ผู้พิทักษ์ป่ามาั้แ่ยังเล็ก"
ภาพเปลี่ยนอีกครั้ง…
บรัมเติบโตขึ้นมันช่วยสัตว์ที่าเ็แบกต้นไม้ที่ล้มออกจากทางเดิน ช่วยลูกนกที่ตกจากรังกลับขึ้นไป
ทุกครั้งที่มันช่วยเหลือใครผลึกสีฟ้าบนหน้าผากจะส่องแสงงดงาม มะลิรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
"มันเป็เด็กดีจริง ๆ"
แต่แล้ว...ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง หมอกสีดำแทรกซึมเข้ามาในป่า สัตว์หลายตัวล้มลงด้วยความหวาดกลัว
บรัมพยายามปกป้องทุกชีวิตแต่มันช่วยทุกคนไม่ทันมันร้องคำรามด้วยความเสียใจ
จากนั้น...ชายสวมหน้ากากผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาแม้ใบหน้าจะมองไม่ชัดแต่มะลิจำได้ทันที
"วาร์คัส..."
อาเรียพยักหน้า
"ใช่"
วาร์คัสไม่ได้ใช้ดาบไม่ได้ใช้ไฟ เขาเพียงวางมือบนผลึกสีฟ้าของบรัม แล้วกระซิบเบา ๆ
"เ้าล้มเหลว"
"เ้าปกป้องใครไม่ได้"
"ทุกคนต้องตายเพราะเ้า"
คำพูดเ่าั้...ค่อยๆ กลายเป็เงาสีดำ ซึมเข้าสู่ผลึกทีละน้อย บรัมก้มหน้าลงดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า ภาพทั้งหมดสลายหายไป
มะลิรู้สึกแน่นหน้าอก
"เพราะอย่างนี้เอง..."
"มันถึงเ็ป"
อาเรียมองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ความมืดไม่ได้เริ่มจากเวทมนตร์"
"แต่มันเริ่มจากหัวใจที่หมดหวัง"
มะลินิ่งฟังทุกคำเหมือนสะท้อนเข้าไปในใจ เธอนึกถึงตัวเองในโลกเดิม มีหลายครั้งที่เธอเคยคิดว่า
ตัวเองทำได้ไม่ดีพอหาเงินไม่พอ ดูแลครอบครัวได้ไม่ดีพอ บางคืนเธอเคยนั่งร้องไห้คนเดียว และโทษตัวเองกับทุกความผิดพลาด
"ฉันเข้าใจแล้ว..."
เธอพึมพำ
"บรัมไม่ได้กลายเป็อสูร"
"แต่มันกำลังโทษตัวเอง"
อาเรียยิ้มอย่างพอใจ
"ใช่"
"และมีเพียงคนที่รับฟังหัวใจของมัน..."
"...จึงจะช่วยมันได้"
เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้งโลกแห่งความทรงจำเริ่มแตกร้าว อาเรียมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
"เวลาของเ้าหมดแล้ว"
"กลับไปเถอะ"
มะลิรีบถาม"แล้วฉันจะช่วยมันได้อย่างไร"
อาเรียเดินเข้ามาใกล้ใช้นิ้วแตะที่เมล็ดดาวบนหน้าอกของมะลิ แสงสีทองสว่างวาบ
"อย่าใช้กำลัง"
"อย่าใช้ความโกรธ"
"จงพูดความจริงจากหัวใจ"
"เพราะหัวใจ..."
"...คือภาษาที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเข้าใจ"
ทันทีที่สิ้นเสียงทุกอย่างรอบตัวก็แตกสลายราวกับเศษกระจก มะลิลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอกลับมายืนอยู่กลางป่าอุ้งเท้าของบรัมยังค้างอยู่เหนือศีรษะของเธอราวกับเวลาผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที เอเดนกำลังต่อสู้อยู่ไม่ไกลลูนี่ร้องเรียกด้วยความเป็ห่วง
"มะลิ!"
แต่มะลิไม่วิ่งหนีเธอค่อย ๆ ยื่นมือออกไป มองตรงเข้าไปในดวงตาสีแดงของบรัม ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นที่สุด
"บรัม..."
"เธอไม่ใช่ผู้แพ้"
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ร่างมหึมาของบรัมสั่นสะท้าน ดวงตาสีแดงของมัน...เริ่มมีประกายสีฟ้าปรากฏขึ้นอีกครั้ง
…………
บรัมยืนนิ่งราวกับกาลเวลาหยุดหมุนอุ้งเท้าขนาดมหึมาที่กำลังจะฟาดลงมาค้างอยู่เหนือศีรษะของมะลิเพียงไม่กี่คืบเอเดนเบิกตากว้างเขากำดาบแน่น เตรียมพุ่งเข้าไปช่วยหากเกิดอะไรขึ้น
ลูนี่ถึงกับหลับตาปี๋
"อย่านะ..."
มันพึมพำเบาๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่มีใครคาดคิด น้ำตาหยดหนึ่ง...ค่อย ๆไหลออกจากดวงตาสีแดงของบรัม โฮ... เสียงคำรามอันน่าหวาดกลัวเมื่อครู่กลับกลายเป็เสียงครางอันเศร้าสร้อย มะลิไม่ขยับหนี
เธอค่อยๆ ยื่นมือไปข้างหน้าแม้จะต้องเขย่งเท้า แต่ปลายนิ้วของเธอก็แตะลงบนขนหนานุ่มที่แก้มของบรัม
"ไม่เป็ไรแล้ว"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เธอทำดีที่สุดแล้ว"
คำพูดธรรมดาๆ เพียงไม่กี่คำกลับทำให้ร่างมหึมาของบรัมสั่นสะท้าน ภาพความทรงจำที่อาเรียให้เห็นยังคงชัดเจนในใจของมะลิเธอจึงเอ่ยต่อ
"ไม่มีใครปกป้องทุกคนได้"
"ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด"
"แต่สิ่งที่สำคัญ..."
"...คือเธอไม่เคยหยุดพยายามช่วยผู้อื่น"
ดวงตาของบรัมเริ่มเปลี่ยนจากสีแดงเป็สีม่วงแล้วค่อยๆ กลับมาเป็สีฟ้าใส ผลึกบนหน้าผากส่องแสงริบหรี่ แต่เส้นสีดำยังคงพันรอบผลึกแน่น วาร์คัสแค่นหัวเราะ
"น่าะเืใจ"
"แต่คำพูดไม่อาจลบคำสาปของข้าได้"
เขายกมือขึ้นเงาสีดำหลายสายพุ่งเข้าหาร่างของบรัมอีกครั้ง
"จงกลับมาอยู่ในความสิ้นหวัง!"
ทันใดนั้นเมล็ดดาวบนหน้าอกของมะลิส่องแสงเจิดจ้า แสงสีทองไม่ได้พุ่งออกไปทำลายเงาดำ แต่กลับไหลผ่านมือของเธอเข้าสู่ผลึกสีฟ้าบนหน้าผากของบรัมอย่างอ่อนโยนภายในแสงนั้น เสียงของอาเรียดังก้องขึ้นอีกครั้ง
"หัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง..."
"ย่อมขับไล่ความสิ้นหวังได้"
เส้นสีดำบนผลึกเริ่มแตกร้าวทีละเส้น...ทีละเส้น...จนในที่สุด แกร๊ก! ผลึกเปล่งแสงสีฟ้าสว่างไสว
หมอกสีดำทั้งหมดแตกสลายเป็ละอองแสงบรัมเงยหน้าคำราม แต่ครั้งนี้...ไม่ใช่เสียงแห่งความโกรธ
หากเป็เสียงแห่งอิสรภาพโฮกกกก! แสงสีฟ้าแผ่ไปทั่วทั้งป่า ต้นไม้ที่เคยเหี่ยวเฉาเริ่มผลิใบใหม่
ดอกไม้ที่ปิดกลีบค่อยๆ เบ่งบาน ลำธารที่เคยขุ่นมัวกลับใสสะอาด นกน้อยบินกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง
ทั้งป่าราวกับฟื้นคืนชีวิตวาร์คัสกัดฟันแน่น
"เป็ไปไม่ได้!"
"ผู้ถือเมล็ดดาวคนก่อนยังทำไม่ได้!"
เอเดนยิ้มบางๆ เป็ครั้งแรก
"นั่นเพราะเ้ายังไม่เข้าใจ"
"พลังที่แท้จริงของเมล็ดดาว..."
"...ไม่ใช่การเอาชนะ"
"...แต่คือการมอบความหวัง"
วาร์คัสจ้องมะลิด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับ้าจดจำใบหน้าของเธอ
"ผู้ถูกเลือกแห่งเมล็ดดาว..."
"ข้าจะไม่ประมาทเ้าอีก"
เขาสะบัดผ้าคลุมร่างทั้งร่างกลายเป็หมอกสีดำแล้วสลายหายไปกับสายลมเมื่อศัตรูจากไป
บรัมค่อยๆ ลดตัวลงช้า ๆ จนศีรษะขนาดใหญ่ของมันอยู่ระดับเดียวกับมะลิ มันหลับตาแล้วใช้จมูกดันเธอเบาๆ มะลิหัวเราะ
"จั๊กจี้นะ"
ลูนี่รีบบินเข้ามา
"มันกำลังขอบคุณเ้า"
มะลิลูบหัวบรัมเบาๆ
"ดีใจที่เธอกลับมาเป็ตัวเอง"
บรัมใช้อุ้งเท้าขุดดินใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไม่นานก็พบกล่องไม้โบราณฝังอยู่ มันค่อย ๆ ใช้จมูกดันกล่องมาวางตรงหน้ามะลิ เอเดนเปิดกล่องอย่างระมัดระวังภายในมีผลึกใสรูปหยดน้ำเปล่งประกายสีฟ้า และแผ่นหินจารึกอักษรโบราณ ทันทีที่มะลิแตะผลึกภาพแผนที่ทั้งทวีปอาร์เคเลียก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศจุดสีฟ้าหนึ่งจุดส่องสว่างอยู่ริมทะเลสาบขนาดใหญ่ข้างจุดนั้นมีข้อความโบราณค่อย ๆปรากฏ
"ผู้ครองเมล็ดดาวแห่งปัญญา
รอคอยอยู่ณ นครกระจกวารี"
เอเดนอ่านจบก็สูดลมหายใจลึก
"ในที่สุด..."
"เราก็รู้จุดหมายต่อไป"
ฟินน์มองแผนที่อย่างตื่นเต้น
"นครกระจกวารี!"
"พ่อเคยเล่าให้ฟัง"
"ว่าที่นั่นมีคลองใสเหมือนกระจก และหอสมุดใหญ่ที่สุดในโลก"
ลูนี่ะโดีใจ
"ถ้ามีหอสมุด..."
"ก็ต้องมีร้านขนมด้วย!"
เอเดนส่ายหน้า
"เ้าคิดถึงแต่ของกิน"
"ก็ต้องใช้พลังงานเดินทาง"
ทุกคนหัวเราะพร้อมกันแม้แต่บรัมก็ส่งเสียงคำรามเบา ๆ คล้ายกำลังหัวเราะไปด้วย ก่อนจากกันบรัมก้มศีรษะให้มะลิผลึกสีฟ้าบนหน้าผากของมันส่องแสงอีกครั้งแสงนั้นแตกออกเป็ละอองเล็ก ๆ หนึ่งในละอองแสงลอยเข้าสู่เมล็ดดาวของมะลิ ลวดลายสีทองบนเมล็ดดาวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเส้นอาเรียปรากฏเป็ภาพโปร่งแสงเหนือสายลม เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน
"เ้าผ่านบททดสอบแรกแล้ว"
"จำไว้..."
"ผู้ถือเมล็ดดาวจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ช่วยให้ผู้อื่นค้นพบความหวัง"
"แต่จอมเงา..."
"ก็เริ่มจับตาดูเ้าเช่นกัน"
สิ้นเสียงนั้นร่างของอาเรียก็สลายไปพร้อมกลีบดอกไม้สีฟ้า มะลิมองเมล็ดดาวในมือเธอรู้ว่าการเดินทาง
ครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นข้างหน้ายังมีอันตรายอีกมากมายแต่เธอไม่ได้เดินเพียงลำพัง มีเอเดน ลูนี่ ฟินน์ และมิตรใหม่อย่างบรัม รวมถึงความหวังที่กำลังเติบโตในหัวใจของเธอทั้งสี่คนออกเดินจากป่าแห่งเสียงกระซิบ มุ่งหน้าไปยัง นครกระจกวารี โดยไม่มีใครรู้ว่า...ที่ปลายทางแห่งนั้นผู้ถือครองเมล็ดดาวแห่งปัญญากำลังตกอยู่ในอันตราย และศัตรูได้วางกับดักรอพวกเขาไว้แล้ว
ต่อบทที่ 6
ผ่านไปห้าตอนแล้วนะค่ะ
นักเขียนหน้าใหม่ขออนุญาต
ฝากผลงานด้วยนะคะ
มีอะไรจะติชมขอน้อมรับด้วยใจคร้า
ทักทายทักทาย ทักทายมานะค่ะ
ภูสะเลเต