พอรู้ความจริงได้ภานุวัฒน์ก็ชดเชย
ค่าขายความลับให้กับเด็ก ๆ เป็นไอศกรีมกะทิกันคนละโคน พวกเด็กๆ พอได้ขนมฟรีสมใจแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทิ้งให้ทิดวัฒน์เป็นฝ่ายไปนั่งเครียดต่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์แบบนี้ดี
เรื่องเจ๊พรมีน้ำใจกับเขานั้นภานุวัฒน์ก็รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณอยู่แต่กับของมีต้นทุนแบบนี้เขาก็ไม่ควรตีหน้ามึนรับมาขายฟรี ๆ ถึงตอนนี้จะไม่เป็นไรแต่ต่อไปอาจจะทำให้เจ๊พรมีปัญหาก็ได้ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงตัดสินใจว่าจะเจรจาแกมบังคับให้เจ๊พรยอมรับเงินจากเขาไปจ่ายค่าจ้างให้กับเด็กๆ แทน
เพียงแค่เจ๊พรเป็นตัวแทนออกหน้ารวบรวมขวดพวกนี้แล้วได้มันมาในปริมาณที่ทำรายได้มากขนาดนี้ก็ดีเกินกว่าที่เขาคาดหวังอยู่แล้วดังนั้นในส่วนของต้นทุนค่าใช้จ่ายเจ๊พรก็ควรให้ทิดวัฒน์เป็นคนออกเองทั้งหมด
ไตเติ้ลครุ่นคิดในเรื่องนี้จนนอนไม่หลับเสียทั้งคืนพอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะต้องคุยกับเจ๊พรให้รู้เรื่องให้ได้หากแต่พอเริ่มประเด็นขึ้นมาปุ๊บ...
“ทิดวัฒน์ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้นะ หัดรู้จักคำว่าน้ำใจหน่อยสิสะกดเป็นไหม น้ำใจเนี่ย!”
เจ๊พรรีบโวยวายขึ้นมาทันทีตอนที่ทิดวัฒน์เจรจาอยากจะขอจ่ายค่าขยะขวดพลาสติกและกระป๋องอะลูมิเนียมพวกนี้
สิ่งที่ทิดวัฒน์ผู้นอนไม่หลับมาจนข้ามคืนไม่เคยรู้เลยนั้นก็คืออันที่จริงสายลับที่มาขายความลับเรื่องขายขวดให้เจ๊พรกับเขาเมื่อวานนี้แท้จริงแล้วเจ้าพวกนั้นคือสายลับสองหน้าที่ทำตัวเป็นไส้ศึก
เจ้าเปี๊ยกและเจ้าบอลหลังจากที่ได้ไอศกรีมจากทิดวัฒน์ไปทานฟรีๆ แล้ว ต่างก็ถือไอศกรีมกันคนละโคนวิ่งไปหาเจ๊พรที่ร้าน แล้วบอกว่ามีความลับดี ๆจะบอก ถ้าเจ๊พรอยากรู้ต้องซื้อขนมที่อร่อยกว่าไอศกรีมกะทิให้พวกตัวกินด้วย
ตอนนั้นเป็นจังหวะพอดีกับที่เจ๊ง้อร้านก๋วยเตี๋ยวแวะไปซื้อลูกชิ้นที่ร้านเจ๊พรพอดีเจ๊พรเลยทำสัญญากับปิศาจ... เอ๊ย! กับเด็ก ๆ ว่าจะเลี้ยงเกาเหลาลูกชิ้นร้านเจ๊ง้อให้คนละชาม
โอเค! ถึงจะไม่ใช่ขนมแต่เกาเหลาลูกชิ้นก็อร่อยนะ!
เปี๊ยกกับบอลคิด ๆ แล้วเห็นว่าผลประโยชน์ลงตัวสามารถตกลงกันได้จึงได้เล่าความจริงทั้งหมดให้เจ๊พรฟังว่าพ่อของลูกพลับมาสืบความถามหาที่มาของขวดจากพวกตน
กรรมเวรเอ๊ยยยย! กรรมเวร!
คนขี้เกรงใจไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่นอย่างทิดวัฒน์พอรู้ความจริงแล้วมีเหรอที่จะยอมเอาขวดจากเจ๊พรไปขายฟรีๆ ดังนั้นแล้วเถ้าแก่เนี้ยจึงต้องวางแผนการทำบุญ...
เอ๊ย!วางแผนช่วยเหลือทิดวัฒน์เสียใหม่ โดยตอนแรกก็ต้องโวยวายพอเป็นพิธีไปก่อนแบบนี้แหละ
“คือเจ๊มีน้ำใจผมเข้าใจนะครับแต่รบกวนเจ๊ขนาดนี้ผมลำบากใจมาก ๆ” ภานุวัฒน์พยายามชี้แจง
“คนที่ลำบากใจมันต้องเป็นเจ๊ต่างหากก็เจ๊อยากช่วยทิดวัฒน์ ทิดก็เอาแต่ปฏิเสธ ทีกับเฮียฮั้วให้อะไรทิดก็รับหมดไม่เห็นจะมีปากมีเสียง ทีกับเจ๊ล่ะปฏิเสธมาทุกอย่างเจ๊อยากจะให้อะไรทิดก็รังเกียจไปเสียหมด” เถ้าแก่เนี้ยบ่น
“ผมไม่ได้รังเกียจอะไรเจ๊แม้แต่นิดเดียวเลยนะครับ”ภานุวัฒน์เริ่มยกมือขึ้นปาดเหงื่อ
“ทิดไม่ต้องแก้ตัวหรอกเจ๊รู้ดีว่าเจ๊ไม่ใช่เจ้าของโรงพิมพ์ ไม่มีเพลทดี ๆ จะให้ทิดวัฒน์ทิดเหรอจะมาสนใจคนแก่ที่มีแต่เนื้อแต่ตัวอย่างเจ๊”
ถึงตรงนี้เจ๊พรเริ่มน้ำตาคลอพยายามอัญเชิญองค์ดราม่าควีนลงมาสถิตร่าง
‘ว้อยยย บ่นไปเรื่องไหนของเค้าแล้วเนี่ยมันเกี่ยวอะไรกับสนใจไม่สนใจคนแก่ฟะเนี่ย!’ภานุวัฒน์เริ่มสครีมอยู่ในใจ
“เพลทของเฮียฮั้วผมก็ซื้อนะครับไม่ใช่ได้มาฟรี ๆ”
“แต่ของเจ๊มันไม่ใช่เพลท มันเป็นแค่ขยะของไม่มีราคาทิดจะมาจ่ายเงินให้เจ๊ทำไม” เจ๊พรเถียงกลับฉับพลัน
“มันมีราคาสิครับ ก็...”
“โว้ย! โวยวายวุ่นวายอะไรกัน เสียงดังไปทั้งตลาด คนมามุงกันเต็มไปหมดแล้ว!”
เสียงเจ๊ง้อโวยวายดังกลบเสียงเจ๊พรขึ้นมาภานุวัฒน์หันไปมองก็เห็นอาเจ๊ร้านก๋วยเตี๋ยวจ้ำเท้าหน้าตาถมึงทึงเข้ามาในร้านเจ๊พรด้วยท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจเจ๊พรเห็นอย่างนั้นก็รีบพุ่งพรวดไปคว้าแขนเจ๊ง้อเข้ามาในร้านทันที
“ยัยง้อไบ๊ แกมานี่เลยยัยง้อไบ๊ มาดูทิดวัฒน์นี่นะฉันหาขวดมาให้ตั้งมากมายขนาดนี้แต่ไม่คิดจะเอาขวดฉันไปขาย”
“ไม่ใช่ไม่เอาไปขายครับ ผมแค่จะขอซื้อ...”
“อ้ออออ ๆ ๆ ๆ ไอ้เจ้าทิดวัฒน์ ไอ้เจ้าวัฒน์ตัวแสบนี่เองฉันล่ะอยากรู้นักว่าโตมายังไง ทำไมถึงได้เป็นคนแบบนี้ห๊ะ![1]”
เจ๊ง้อโวยวายเสียงดัง สองมือวางเท้าเอวแล้วทำหน้าดุจ้องเขม็งยังทิดวัฒน์ทันควัน
เดี๋ยว! นี่มันอะไรกันวะเขาไปทำความผิดอะไรกับยัยเจ๊ง้อนี่ตั้งแต่ปางไหนอีกล่ะเนี่ยถึงได้ออกท่าทางองค์เทพสงครามประทับร่างมาซะขนาดนี้ อย่าบอกเชียวนะว่าเวรกรรมจากไอ้เดชขี้เมาตามมาทันอีกแล้ว!?
“แล้วดูสิ ดูหนูลูกพลับ ไม่เจอกันเดี๋ยวเดียวทำไมตัวผอมได้ขนาดนี้เนี่ย”เจ๊ง้อหน้าดุพอเห็นลูกพลับที่ยืนงงอยู่ข้างทิดวัฒน์ก็ตรงเข้าไปทำทีจะลูบหัว
ตามปกติแล้วลูกพลับไม่กลัวเจ๊ง้อกับเจ๊พรเด็กชายก็เลิกกลัวมาสักพักแล้ว แต่วันนี้ทำไมเจ๊ ๆพวกนี้ถึงเสียงดังแล้วก็ดุกันจังเลย พอเห็นเจ๊ง้อเข้ามาใกล้ลูกพลับก็รู้สึกกลัวรีบหลบวูบไปแอบอยู่ข้างหลังป๊ะป๋าทันที
“ไอ้เจ้าวัฒน์ตัวแสบ! อย่ามาทำเป็นกีดกันคนแก่นะห้ามไม่ให้ลูกพลับไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านฉันแล้วยังจะไม่ให้ลูกพลับมาเล่นกับฉันอีกเร๊อะ!”
เจ๊ง้อใช้มือหนึ่งเท้าเอวมือหนึ่งชี้หน้าภานุวัฒน์ด้วยท่าทีเอาเรื่อง
“เดี๋ยวก่อนครับเจ๊ ผมไม่เคยห้ามลูกพลับ...”
“ยังจะมาเถียง! ทำไมถึงโตมาเป็นคนแบบนี้นะ ยัยพรมันมีน้ำใจจะให้ขวดไปขายแกก็ไม่รับฉันรักลูกพลับเป็นลูกเป็นหลานให้เจ้าหนูกินก๋วยเตี๋ยวฟรีที่ร้านฉันตั้งแต่ที่พ่อมันยังเป็นไอ้ขี้เมาไม่สนใจลูกเต้าแล้วยังไง! พอมันได้ดีมันไม่เห็นหัวพวกเราเลย ขวดก็ไม่เอาก๋วยเตี๋ยวก็ไม่กิน ใช่สิ! เรามันก็แค่คนแก่ไม่มีลูกมีหลานเป็นของตัวเอง ใครเขาจะอยากให้ลูกตัวเองมาเล่นกับเราล่ะ”
เจ๊ง้อว่าเสียงดัง แล้วก็กลับร้องไห้เขื่อนน้ำตาแตกเจ๊พรพอเห็นเจ๊ง้อร้องไห้องค์ดราม่าควีนก็ประทับร่างได้สนิทพอดีจึงปล่อยโฮร้องตามเข้าให้อีกคน
‘...’
ว้อยยยยย!!![2]
ไอ้ทิดวัฒน์ตัวแสบเถียงคนแก่ไม่ทันนี่ต่างหากล่ะว้อยยยยที่อยากจะร้องไห้!
มันอะไรของสองเจ๊สูงวัยสองคนนี้เนี่ย อยู่ ๆก็มาโวยวายใส่เขาแล้วก็ร้องไห้กันเองแบบนี้ แล้วเจ๊ง้อไม่มีลูกมีหลานตรงไหนวะลูกสอง หลานสาม คนเขารู้กันทั่วทั้งตลาด ยังจะมาบอกว่าตัวเองไม่มีลูกหลาน
ใครก็ได้ช่วยเอาชั้นหนังสือมาล้มทับหัวไตเติ้ลอีกสักรอบเถอะอยากจะเดี้ยงตายแล้วกลับไปเกิดใหม่ในโลกเดิมแล้วว้อยยย!
ภานุวัฒน์ได้แต่ยืนอึ้งด้วยสีหน้าที่เหมือนอยากจะผูกคอตายใต้ต้นผักชีเสียให้รู้แล้วรู้รอดปล่อยให้สตรีวัยทองทั้งสองคนโวยวายร้องไห้สลับกับหันมาต่อว่าเขาไปเรื่อย ๆโดยไม่คิดจะต่อปากต่อคำ...
อันที่จริงก็คือมึนงงจนต่อปากต่อคำไม่ถูกแล้วต่างหาก
เจ๊ง้อกับเจ๊พรโวยวายไปมาก็สรุปเรื่องออกมาได้ว่าทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นความผิดของทิดวัฒน์ทั้งหมดทั้งสิ้น การที่ทิดวัฒน์ไม่ยอมรับความหวังดีจากคนในชุมชนนี้ห้ามแม้กระทั่งให้ลูกพลับไปทานก๋วยเตี๋ยวฟรีที่ร้านเจ๊ง้อนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้คนในชุมชนเสียความรู้สึกและเสียใจหนักมาก
ภานุวัฒน์ฟังแล้วก็ยิ่งสมองระเบิดหนักเข้าไปอีกว่าเขาห้ามลูกพลับไปทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านเจ๊ง้อตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ!
ถกไปถกมาก็กลายเป็นว่าตั้งแต่ที่เขากับลูกพลับสึกออกมาแล้วเขาก็พาลูกชายหอบติดตัวไปขายของเก่าด้วยกันทุกวันจนลูกพลับไม่ได้ไปวิ่งเล่นที่ตลาด ไม่ได้ไปเจอเจ๊ง้อและไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวฟรี….
เออวุ้ย! คนเรานะมาโกรธคนอื่นในเรื่องที่ตัวเองไม่โดนรีดไถก๋วยเตี๋ยววันละหนึ่งชามกับเงิน 20บาทก็ได้ด้วยเหรอวะเนี่ย!?
[1]ห๊ะ! ถ้าต้องการให้สะกดอย่างถูกต้องตามหลักภาษาแล้วคำนี้ต้องสะกดว่า'ฮะ'นะคะแต่ในเรื่องนี้นักเขียนใช้คำว่า ‘ห๊ะ’ มาโดยตลอดทั้งนี้เพราะเป็นภาษาแชทที่คนส่วนใหญ่ใช้ในโซเชียลซึ่งการสะกดแบบนี้สื่อถึงน้ำเสียงที่สูงขึ้นในการแสดงคำถามดังนั้นจึงตัดสินใจสะกดว่า ห๊ะ สำหรับโทนเสียงในประโยคคำถาม แทนที่จะเป็นฮะที่สามารถใช้เป็นหางเสียงของคำลงท้ายได้น่ะฮะ
[2]ว้อย! ให้ถูกตามหลักภาษาก็ควรที่จะเป็นโว้ยอีกนั่นแหละค่ะแต่คุณน้องไตเติ้ลเขาทะลุมิติไปจากยุคนี้ โตมาด้วยภาษา Internet ที่พิมพ์คำว่า ‘โว้ย’ ให้ซอท์ฟลงเป็น‘ว้อย’ ดังนั้นในการอุทานออกเสียงจริงจึงเป็นว้อยยยยและเราจึงได้พิมพ์ตามเสียงจริงซึ่งก็คือ ว้อยยยยย ค่ะ