"อัก!!"
ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มสิบห้าปีกระเด็นชนเขากับกำแพงอย่างจัง ผมสีเงินพลันยุ่งเหยิงบวกกับใบหน้าที่ดูหล่อเหลาแต่บอบช้ำดวงตาสีแดงทับทิมตอนนี้ราวกับกำลังจะหลับได้ทุกเมื่อ เด็กหนุ่มคนนี้มีนามว่าลั่วอู่หลินเป็เ้าชายองค์เล็กของราชวงศ์ลั่วที่เกิดจากมารดาที่เป็บุตรสาวคนสุดท้องขององค์จักรพรรดิลั่วไห่เฟิงแห่งแคว้นลั่ว
แม้จะเป็เ้าชายแต่ลั่วอู่หลินนั้นแตกต่างจากคนอื่นมากนัก ด้วยความที่มารดาหายไปทั้งตัวตนของบิดาก็เป็ปริศนาไม่มีใครรู้จัก เด็กหนุ่มยังอาภัพไร้ซึ่งรากปราณไม่สามารถบ่มเพาะได้ ทุกคนจึงเรียกเขาว่าเ้าชายไร้ค่าไปโดยปริยาย ั้แ่เกิดที่เขาจำได้ชีวิตเขามีเพียงท่านยายที่เป็องค์ราชินีและครอบครัวขององค์รัชทายาทหรือท่านลุงใหญ่ของเขาเท่านั้นที่ทำดีด้วย ส่วนท่านลุงท่านป้ารวมถึงลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆนั้นต่อหน้าองค์ราชินีก็ทำดีกับเขาแต่ทว่าลับหลังก็ไม่วายทั้งโดนดูถูกและโดนรังแก
ตัดกลับมายังปัจจุบันลั่วอู่หลินลุกขึ้นนั่งเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยบอบช้ำไปทั้งกาย เบื้องหน้าของเขาคือชายหนุ่มอายุราวๆยี่สิบปีผมสีดำสนิทรูปร่างสมบูรณ์แบบสง่างามเหลือคณานับ ที่กำลังควงกระบี่ไม้ไปมาและมองไปทางลั่วอู่หลินอย่างจริงจัง
"ลุกขึ้นมา หากยังอ่อนแอเช่นนี้มีหวังเทศกาลล่าในอีกไม่กี่วันคงได้ขายหน้าเป็แน่"ชายหนุ่มเบื้องหน้าชี้ดาบไปที่เด็กหนุ่มน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง ชายคนนี้มีนามว่าลั่วหยุนหยาง เป็บุตรชายขององค์รัชทายาทลั่วหยุนซาน หากให้นับรวมลูกพี่ลูกน้องทั้งหมดในรุ่นเดียวกันก็เรียกได้ว่าเป็พี่ใหญ่
"ท่านพี่ข้าไม่ไหวแล้ว ท่านก็รู้ว่าข้าร่างกายอ่อนแอ แล้วข้าจะไปเข้าร่วมเทศกาลล่าได้เช่นไร"เฟยอู่หลินพองแก้มพร้อมกล่าว เทศกาลล่าคือการแข่งขันของรุ่นเยาว์ของขุนนางและเชื้อพระวงศ์ เพื่อชิงรางวัลพระราชทานจากองค์จักรพรรดิ ส่วนใหญ่จะเต็มผู้ฝึกตนระดับนักสู้ไปจนถึงนักรบ ส่วนตัวเขาที่ไร้รากปราณจะไปแข่งกับพวกเขาได้อย่างไรในขณะที่ตนเองไร้รากปราณและพื้นฐานการบ่มเพาะเช่นนี้
"ไม่ได้!! ปีนี้ท่านปู่รับสั่งมาให้เ้าเข้าร่วมด้วย คำสั่งขององค์จักรพรรดิขัดได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นข้าจะมาฝึกซ้อมให้เ้าเช่นนี้หรือ น้องเล็กเ้าก็รู้ว่านอกจากข้าแล้วลูกพี่ลูกน้องคนอื่นมักชอบทำให้เ้าเป็ตัวตลก เ้าไม่โกรธบ้างหรืออย่างไรกัน"
"ข้ารู้ ข้าก็พยายามแล้วนะขอรับ ฝึกฝนมากกว่าคนอื่น ศึกษามากกว่าใคร แต่มันกลับทำอะไรไม่ได้ ท่านพี่เหตุใดเพียงแค่รากปราณเพียงอย่างเดียวถึงกำหนดชีวิตคนได้มากถึงเพียงนี้กันขอรับ"ลั่วอู่หลินมีท่าทีห่อเหี้ยวในทันที จนทำให้ความจริงจังบนใบหน้าลั่วหยุนหยางพลันหายไปด้วย เขาเก็บดาบในมือนั่งลงและลูบผมสีเงินของน้องชายอย่างเอ็นดูก่อนจะเอ๋ยปากตอบคำถาม
"เพราะว่าทุกวันนี้พร์และความแข็งแกร่งถือเป็ที่สุดอย่างไรละ อู่หลินข้าเห็นใจเ้านักแต่ทว่าแม้จะเห็นใจมากเพียงใดก็ต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่าข้าเองก็ทำอะไรกับชะตากรรมของเ้ามิได้ แต่ข้าสัญญาในเมื่อเ้าเป็น้องชายข้าหากมีอันตรายมาถงตัวเ้าข้าจะเป็คนปกป้องเ้าเอง"ลั่วหยุนหยางกล่าวปลอบประโลม ลั่วอู่หลินที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันทราบซึ้งใจอย่างยิ่งยวด ในรุ่นเดียวกันคงมีแต่พี่ชายคนนี้เท่านั้นที่จริงใจต่อเขาอย่างแท้จริง
หลังจากเสร็จสิ้นต่อสู้กับลั่วหยุนหยาง เด็กหนุ่มก็เดินเข้าไปยังตำหนักของเขาในทันทีและทิ้งตัวลงนอนครุ่นคิดถึงเื่ราวในวันนี้ที่เกิดขึ้น คำพูดหนึ่งประโยคของลั่วหยุนหยางผู้เป็พี่ชายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาอย่างช่วยไม่ได้
"เพราะโลกใบนี้พร์และความแข็งแกร่งสำคัญที่สุดงั้นหรือ? เพราะข้ามันไร้ประโยชน์หรือเปล่านะทั้งบิดามารดาจึงไม่้าข้าและทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่เพียงลำพัง"
เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้จริงๆ ั้แ่จำความได้ความปรารถนาของเขาคืออยากจะเจอบิดามารดาสักครั้ง อยากจะรู้ว่าหน้าตาพวกเขาเป็อย่างไร แต่ทว่าความปรารถนานี้มันราวกับจะไม่มีทางเป็จริงได้ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาที่ลั่วอู่หลินก็หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย เด็กหนุ่มรู้สึกอ่อนแอทั้งกายใจอย่างแท้จริงและหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
เช้าวันต่อมาลั่วอู่หลินพลันชำระล้างร่างกาย ทุกๆเช้าเขาจะต้องไปเสวยอาหารกับท่านยายหรือก็คือองค์ราชินีของอาณาจักรลั่วแห่งนี้
"ท่านยายอู่หลินมาแล้ว"ชายหนุ่มผสานมือคาราวะพร้อมใบหน้าที่มีรอยช้ำแต่ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม เบื้องหน้าของเขาคือหญิงที่งดงามและแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร หลินอี้เฟย หรือก็คือราชินีแห่งอาณาจักรนี้นั่นเอง
"หลินเอ๋อ มาๆอาหารจะเย็นหมดแล้ว ดูหน้าตาหลานซะบอบช้ำไปหมด เจ็บหรือไม่"หลินอี้เฟยจับแก้มของหลานชายมองซ้ายมองขวาดูรอยบอบช้ำด้วยความเป็ห่วง
"ไม่เจ็บแล้วขอรับ"เด็กหนุ่มยังคงยกยิ้มให้กับผู้เป็ยาย
"หยางเอ๋อนี่จริงๆเลยนะ ฝึกฝนเ้าหนักขนาดนี้ เขาอยากจะให้เ้าชนะการแข่งขันเลยหรืออย่างไร เห้อ!"
"อย่าโทษท่านพี่เลยขอรับ เป็เพราะหลานอ่อนแอเอง ที่ท่าพี่ทำก็ล้วนอยากจะให้หลานแข็งแกร่งและปกป้องตนเองได้"ลั่วอู่หลินกล่าว หลินอี้เฟยที่ได้ยินคำพูดของหลานชายก็พลันยกยิ้มให้กับหลานชาย นางย่อมรู้ดีเด็กคนนี้จิตใจเปาะบางมากแต่ทว่ากลับทำตัวเข็มแข็งต่อหน้าผู้คนมากมาย ความรู้สึกเช่นนี้จะต้องทรมานมากเป็แน่แท้
"เอาเถอะๆกินข้าวได้แล้ว จะได้พักผ่อนอีกสามวันเท่านั้นเทศกาลล่าก็จะมาถึง แม้จะไม่ติดอันดับใดแต่หลินเอ๋อของยายต้องรูปงามที่สุดในงานเข้าใจหรือไม่"หลินอี้เฟยหรงพาลั่วอู่หลินไปที่โต๊ะอาหารในทันทีและนั่งพูดคุยกันตามประสายายหลานพร้อมกับกินข้าวไปด้วย
ก่อนทีจะแยกย้ายกันไป หลินอี้เฟยยังไม่วายจะให้เม็ดยารักษาแก่ลั่วอู่หลินผู้เป็หลานชาย สำหรับนางแล้วจะบอกว่าเอ็นดูและเอาใจใส่เด็กคนนี้มากกว่าลูกหลานคนอื่นๆก็ได้ เพราะลูกสาวตัวดีของนางทิ้งเขาเอาไว้ให้ก่อนจะหายสาบสูญไปนั่นเอง
ลั่วอู่หลินหลังจากที่ได้รับยาจากท่านยายเขาก็กินมันในทันทีและกลับไปพักผ่อนยังตำหนักเช่นเคย หลังจากวันนั้นจนถึงเทศกาลล่าเด็กหนุ่มก็ไม่ได้ออกมาจากตำหนักอีกเลยจะมีเพียงไปร่วมโต๊ะอาหารกับท่านยายเท่านั้นเขาถึงจะออกไป