บทที่ 7
ตอน เ้าเสียใจหรือไม่
คนหนึ่งตาบอดชั่วคราวยืนอกแนบแผ่นหลังท่านเทพสูงส่ง สองมือถูกจับสอนปรุงยาแก้พิษ ริมโสตเอียงฟังคำบรรยายไร้ข้อถกเถียง ทว่าริมฝีปากบางพลันยักยิ้มกริ่มชอบใจอยู่ไม่น้อยดื่มด่ำกับโอกาสตรงหน้าเพียงน้อยนิดนี้เพื่อเติมเต็มความฝัน
ส่วนไป๋ชางหลินกลับไม่ได้เกรงหลี่หยวนมากนักทุกอย่างดูเป็ธรรมชาติประหนึ่งว่าแผ่นอกนั้นเป็ที่ที่ตนคุ้นชินมานานปี่เวลาสั้นๆในท่วงท่าคล้ายโอบกอดนี้พลันทำให้ชางหลินหลงลืมไปด้วยซ้ำว่าหลี่ชงหยวนตายจากไปหกหมื่นปีแล้ว
ฝ่ามืออุ่นของไป๋ชางหลินจับหลังมือแกร่งพลางบังคับทิศทางของมือนั้นหยิบจับพืชในตะกร้าพลางกล่าวบรรยายไม่รู้จบ
“พิษที่เ้าปรุงแล้วกินเข้าไปนั้นทำให้ตาบอดคงเป็เพราะดอกไม้สีเงินเหมันต์ฤดู ดอกไม้สีเงินนั้นขึ้นชื่อว่าเป็ราชินีแห่งดอกไม้เหมันต์ฤดูเลยก็ว่าได้ซึ่งมีฤทธิ์เย็นเป็ที่หนึ่งดังนั้น…” ไป๋ชางหลินจับพืชชนิดหนึ่งขึ้นมาก่อนจะยื่นให้หลี่หยวนดมเพื่อจำกลิ่น“เ้าเคยได้กลิ่นดอกชนิดนี้หรือไม่”
หลี่หยวนขยับยื่นหน้าพลางสูดดมตามสัญชาตญาณทำให้ข้างแก้มของคนทั้งสองัักันแ่เบาอย่างไม่ได้ตั้งใจหางตาของไป๋ชางหลินแลเห็นปลายจมูกโด่งรับกลิ่นดอกไม้งามโดยพลันบุรุษใบหน้าคมคายผู้นี้มองกี่หนก็เหมือนหลี่ชงหยวนในทุกๆมุมอย่างไม่ต้องสงสัย
“ข้าได้กลิ่นกลิ่นเหมือนไอแสงแดดยามเช้า…ข้าอธิบายไม่ถูก แต่ข้ารู้…”
เสียงทุ้มเข้มเอ่ยตอบอ่อนโยนยิ่ง
“ดี งั้น…” หางตาคมยังแลมองไม่ลดละ“เ้าก็จดจำกลิ่นนั้นไว้ให้ขึ้นใจ”
“อืม” หลี่หยวนตอบรับ
ไป๋ชางหลินอมยิ้มเพียงเสี้ยววิยากนักที่ชางหลินจะยิ้มสักหน “ดอกไม้ที่เ้าได้ดมเป็ดอกไม้ในคิมหันต์ฤดูมีฤทธิ์ร้อนนำมาใช้เพียงกลีบเดียวก็ได้แล้ว” ชางหลินบังคับมือหลี่หยวนเพื่อเด็ดกลีบดอกไม้ก่อนยื่นไปยังปากหม้อพร้อมใช้พลังเทพบดขยี้เป็ผุยผง“หลังจากนำมันลงหม้อ สิ่งต่อไปที่ต้องใช้คือน้ำตาของผู้ถูกพิษ”
“ใช้น้ำตารึ?…” หลี่หยวนขมวดคิ้วสงสัย“ไม่ว่าจะพิการส่วนไหนของร่างกายก็ต้องใช้น้ำตารึ?”
“ไม่ใช่ พิการส่วนไหนก็เอาส่วนนั้น”ไป๋ชางหลินคว้าทัพพีไม้ก้านยาวคนยาในหม้ออย่างเคยชิน
เมื่อได้คำตอบแก้ข้อสงสัยมีบางคนย่อมกระจ่างแจ้งแต่ไม่ใช่สำหรับหลี่หยวน ชายหนุ่มยังคงยืนงงยิ่งกว่าเก่า เพราะตอนที่ตนเคยเรียนพิษประเภทนี้เป็อัมพาตที่มือไม่เห็นต้องนำชิ้นส่วนใดในร่างกายไปผสมเลยสักนิดอีกอย่างไป๋ชางหลินก็เป็คนปรุงให้ด้วยตัวเองตอนนั้นก็ไม่ได้เอ่ยขอ…หลี่หยวนขมวดคิ้วคิดไม่ตก “ข้ามีคำถามถ้าเกิดว่าข้าพิการที่มือต้องนำส่วนใดไปใช้เป็ส่วนผสม…เื หรือเนื้อหนัง”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” ไป๋ชางหลินวางทัพพีในมือทันใดพลางหันกายเผชิญหน้ากับศิษย์สำนักฟางหรูอย่างหลี่หยวน“แต่ต้องใช้ผงกระดูกที่มือโดยใช้มีดผ่ามือแล้วใช้คมมีดขูดกระดูกที่มือใส่ลงหม้อ”
หลี่หยวนได้ยินดังนั้นสมองกลับมึนเบลอไปชั่วขณะ “…”
หมายความว่าอย่างไร…ตอนนั้นเ้าปรุงยาแก้พิษมาได้อย่างไร
หลี่หยวนรวบรวมสติกล่าวถามอย่างมึนงงไปหมด “แล้ว…ท่านเคยปรุงยาแก้พิษประเภทนี้อีกหรือไม่”
“เคย” ไป๋ชางหลินตอบทันทีพลางจ้องมองคนตรงหน้าอย่างหวั่นใจใบหน้านี้ของเขาช่างเหมือนกันจนไป๋ชางหลินมิกล้าเอ่ยตอบอะไรไปมากกว่านี้
“แล้วท่านได้ปรุงยาแก้พิษอย่างไรหรือ”หลี่หยวนข่มกลั้นความคิดที่ว่าศิษย์น้องเสียสละขูดกระดูกตัวเองเพื่อตนทันท่วงทีเพราะความคิดเช่นนั้นดูเหมือนว่าจะไม่เข้าข่ายเลยสักนิด
ไป๋ชางหลินเหลือบตามองไปทางขวาอย่างลังเลพลางขบคิดว่าจะตอบเช่นไร “ข้าก็ปรุงยาตามที่บอกเ้าไปนั้นแหละ”
“แล้วส่วนผสมของกระดูกเล่า” หลี่หยวนอยากรู้คำตอบนี้ที่สุด
ไป๋ชางหลินจ้องไปั์ตานั้นที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดและความซาบซึ้งชางหลินอดไม่ได้จึงโบกไม้โบกมืออยู่เบื้องหน้าหลี่หยวนเพื่อจับผิดดูว่าเขาบอดจริงหรือแสร้งทำ เพราะว่าแววตาคู่นี้ช่างดูเหมือนมีความรู้สึกไม่มีผิด
ไป๋ชางหลินกลืนน้ำลายหลับตากลั้นใจตอบ “เ้าคิดว่าข้าจะยอมเสียสละเจ็บตัวเพื่อคนคนหนึ่งหรืออย่างไร”คำบอกกล่าวเช่นนั้นช่างเด็ดขาดประหนึ่งว่าคำพูดนั้นเป็จริงทุกประการ
หลี่หยวนพลันคิดไปตามนั้น
เขาช่วยสอนข้าปรุงยาก็เกินเื่แล้วเสียสละขูดกระดูกคงเป็เื่พิลึกชอบกล
แววตามืดมิดไร้การมองเห็นแววตาท่าทางของฝ่ายตรงข้ามยากจะเห็นภาพทำได้เพียงรับรู้ด้วยเสียงััที่จับได้ก็เท่านั้นยิ่งได้ยินน้ำเสียงเด็ดขาดเช่นนี้แล้วหลี่หยวนย่อมเข้าใจ ดีเท่าใดที่ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง “ข้าก็ว่าอย่างนั้นชีวิตของคนผู้นั้นคงไม่คุ้มที่จะเจ็บแทนหรอก”
แววตาพิการคู่นั้นแปรเปลี่ยนไปเป็น้อยใจเพียงชั่วอึดใจยากจะสังเกตเห็นก่อนปรับเปลี่ยนเป็เ็าหลี่หยวนมิอาจรับรู้ได้ว่าทุกการกระทำของตนตอนนี้อยู่ั์สายตาไป๋ชางหลินไปหมด
เหมือนกันเหลือเกิน…
หลี่หยวนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่คาใจมานานถึงหกหมื่นปี
“ท่านเคยสังหารใครหรือไม่…แล้วท่านสังหารเขาทำไม”
ไป๋ชางหลินตอบอย่างไม่ติดขัด “เคย…ข้าสังหารเพราะข้าต้องทำ”
คำตอบเมื่อครู่ทำให้หลี่หยวนหายใจติดขัดน้ำตาคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ชายหนุ่มพยายามคุมน้ำเสียงให้นิ่งมากที่สุด “แล้วเสียใจหรือไม่ที่ท่านทำลงไป”
“ไม่”
เทพไป๋ชางหลินเงยหน้ามองหลี่หยวนปลายจมูกของหลี่หยวนเริ่มแดงพร่า น้ำคลอเบ้า นิ้วมือสั่นเทาจนต้องกำหมัดข่มความรู้สึก
ไป๋ชางหลินพูดออกมาตามที่สมองสั่งย้ำให้หลี่หยวนฟังซ้ำอีกหน
“ไม่เลยสักนิด”
น้ำตาที่กลั้นสุดกำลังตอนนี้กลับไหลอาบแก้มยากจะระงับหลี่หยวนยืนน้ำตาไหลไร้เสียงร้องสะอื้นแววตาคู่นั้นพลันเหม่อลอยเหมือนไร้ความรู้สึกแต่ในใจกลับแตกสลายซ้ำซากไม่เหลือชิ้นดี
เ้าเคยเห็นใจข้าบ้างไหม!? เห็นใจข้าสักนิด…เห็นใจข้าเพียงปลายเส้นผมของเ้าก็ได้…เท่านั้นข้าก็ตัดใจมิอาจสังหารเ้าได้ลงคอแล้ว…
ไป๋ชางหลินขมวดคิ้วงงงวย
เ้าอารมณ์อ่อนไหวง่ายปานนั้นเชียว
หลี่หยวนก้มหน้าคอตกกำลังใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำตาพลันถูกคว้ามือนั้นไว้ทันควัน
“หยุด”
ฝ่ามืออุ่นเรียวงามยื่นไปรองหยดน้ำตาอย่างว่องไวก่อนหันกายไปยังหม้อยาพร้อมใส่หยดน้ำตาในอุ้งมือลงหม้อ
ทัพพีไม้ก้านยาวคนวนไปมาอยู่สองสามหนจากน้ำสีใสกลายเป็สีทองไป๋ชางหลินขมวดคิ้วสงสัยทว่าก็ตักยาแก้พิษใส่จอกสุราพลางยกจอกนั้นขึ้นดม “ใช้ได้กลิ่นนี้แหละ”
ไป๋ชางหลินหันกายกลับไปหาหลี่หยวนอีกหนศิษย์สำนักฟางหรูผู้นี้ยังคงก้มหน้าคอตกดังเดิมไป๋ชางหลินถอนหายใจก่อนยื่นจอกแก้พิษให้ “รีบดื่มเสียก่อนจะครบหนึ่งก้านธูป”
หลี่หยวนไม่พูดพร่ำทำเพลงคว้าจอกกระเบื้องยกยาแก้พิษเข้าปากประหนึ่งเป็สุราย้อมใจกลิ่นหอมกรุ่นจากดอกไม้คิมหันต์ฤดูช่วยให้ลำคออุ่นขึ้น สงบจิตใจได้ชั่วครู่ หยดน้ำตาจากแววตาอันเหม่อลอยคู่นี้หยดลงจอกกระเบื้องในมือทันใดไป๋ชางหลินจับจ้องแววตาเหม่อลอยทว่าแฝงไปด้วยความโศกเศร้าพร้อมเอื้อมมือััใบหน้านี้
ปลายนิ้วจรดผิวแก้มของหลี่หยวนพลางนึกถึงหลี่ชงหยวนอย่างอดไม่ได้พร้อมกัดฟันกลั้นน้ำตาไปพลาง
ั้แ่มีชีวิตอยู่มาข้าไม่เคยเห็นหลี่ชงหยวนร้องไห้น้ำตาสักหยดยังไม่เคยเห็น แม้จะในงานศพท่านอาจารย์ข้าก็ไม่เคยเห็นเขาหลั่งน้ำตาแต่ในเวลานี้ศิษย์สำนักฟางหรูที่มีหน้าคล้ายคลึงกับเขามาหลั่งน้ำตาต่อหน้าข้าทำให้ข้าเห็นภาพเลยว่าถ้าหลี่ชงหยวนปลดปล่อยความโศกเศร้าออกมาจะเป็อย่างไร…
ว่าแต่ศิษย์สำนักฟางหรูนี้จะร้องไห้ไปไย?…
ไป๋ชางหลินขมวดคิ้วสงสัยทว่าปลายนิ้วกลับบรรจงเช็ดคราบน้ำตาอย่างนุ่มนวลพลางกล่าวถามออกมาอย่างฉงน
“เ้าจะร้องไห้ไปทำไม”
หลี่หยวนตอบเสียงเย็น “ก็ท่านบอกว่าท่านไม่เสียใจเลยสักนิด”
ไป๋ชางหลินถอนหายใจออกทางปาก “ใช่ ข้าไม่เสียใจถ้าข้าเสียใจข้าคงใจไม่ถึงที่จะออกรบยกทัพจับศึกอีกหรอก เ้าจะให้ข้าเสียใจหดหู่ั้แ่เข้าสนามรบครั้งแรกเลยรึ”ชางหลินเก็บมือกลับดังเดิม หลี่หยวนทำหน้างุนงงเหยเกอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าหมายถึงว่าท่านเคยเสียใจที่สังหารใครหรือไม่ที่…ที่ท่านไปสังหารตอนเขาอยู่คนเดียวน่ะ”
ไป๋ชางหลินเงยหน้ามองเพดานไม้เหมือนกำลังใช้ความคิด
“ถ้าให้พูดจากใจจริงข้าก็เสียใจอยู่บ้างเพราะเื่สังหารนี้แต่เดิมข้าก็ไม่ค่อยถนัดยิ่งต้องลอบสังหารยิ่งแล้วใหญ่คนแรกที่ข้าเคยสังหารคือแม่ทัพมือขวาของเผ่ามารเมื่อห้าหมื่นปีก่อน…ความจริงแล้วคนผู้นั้นก็มีครอบครัวเขาทำให้ข้านึกถึงศิษย์พี่ใหญ่ที่ถูกลอบสังหารเช่นเดียวกัน…เมื่อก่อนเคยมีความคิดชั่ววูบหนึ่งว่าถ้าศิษย์พี่ใหญ่มีครอบครัว…ครอบครัวของศิษย์พี่จะเ็ปมากเพียงใดที่ต้องเสียเขาไป”
“หา!”
หลี่หยวนขมวดคิ้วงงหนักกว่าเก่าส่วนไป๋ชางหลินยิ้มแห้งมองหลี่หยวน
“ตอนนี้ข้ากลับคิดได้อย่างหนึ่งว่าศิษย์พี่แอบไปมีครอบครัวคงไม่ใช่เื่เกินจริง เพราะเ้าเหมือนเขาทุกระเบียบนิ้วจริงๆแล้วบิดาเ้าเป็คนของเผ่าเทพใช่หรือไม่”
“หา!?” หลี่หยวนร้องเสียงหลงสีหน้าเหยเกส่ายปฏิเสธไปมา“ไม่ๆ ท่านพับเก็บความคิดนี้ไปเลย รวมถึงเื่ว่ามีครอบครัวอะไรนั้นด้วย”
ให้ตายเถิดข้าจะเอาเวลาไปมีตอนไหนกัน…ทั้งชีวิตข้าไม่เคยไปเดินเคียงผู้ใดนอกจากเ้านะ!
“ข้าล่ะปวดหัว”
หลี่หยวนกุมขมับตนเองทันใด
“ยากำลังออกฤทธิ์ เดี๋ยวก็ดีขึ้น” ไป๋ชางหลินตบบ่าหลี่หยวนอย่างเป็มิตรก่อนมองไปยังหน้าต่างเพื่อมองเงาแสงพระอาทิตย์ดูเวลา“ข้าต้องไปแล้ว”
“เดี๋ยวท่านอย่าเพิ่ง…”
สายลมหอบหนึ่งพัดผ่านจากไปยังไม่ทันฟังให้จบประโยคฝ่ามือหลี่หยวนคว้าจับได้เพียงลมภาพที่เคยมืดมิดค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็ขุ่นมัวจากขุ่นมัวเป็แจ่มชัด
เครื่องมือปรุงยาถูกใช้ประหนึ่งว่าคนที่ปรุงเป็ตัวเขาเองหลี่หยวนหันไปมองโดยรอบสายตาไล่จับนึกภาพที่ได้อยู่กับไป๋ชางหลินเมื่อครู่ก่อนและสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
กลิ่นไอเทพล่องลอยเข้าจมูก หลี่หยวนพลันยิ้มมุมปาก “เป็เ้าจริงๆ…ทุกการกระทำของเ้าในห้องนี้กลับทำให้ข้าสับสนยิ่งนักสรุปแล้วเ้าเป็คนสังหารข้าใช่หรือไม่”
“ศิษย์น้องหลี่! เ้าปรุงยาสำเร็จหรือไม่?”
เสียงอวิ้นหยางะโมาจากหน้าห้องอย่างเป็ห่วงพลางเคาะประตูไปพลาง “ถ้าเ้าปรุงยาแก้ไม่ได้ต้องรีบบอกศิษย์พี่ทันทีเลยนะ”
“ปรุงสำเร็จ! ข้าลองกินแล้ว” หลี่หยวนรีบะโตอบก่อนที่อวิ้นหยางจะตื่นตูมไปมากกว่านี้ “ข้าถอนพิษแล้ว!”