ฟาลสังเกตเห็นท่าทีของอัลเลนที่หันไปมองร่างของเจนแต่ไม่ได้พูดอะไร หากแต่เมื่อสบตากันก็รับรู้ถึงความนัยที่เด็กชาย้าสื่อ และเขาเองก็้ารู้ว่าเด็กชายจะไขข้อข้องใจของตนเองเช่นไรโดยไม่ทำให้คนอื่นสติแตกไปเสียก่อน
"ตอนที่คุณเอาเธอออกมา...ผมได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งคล้ายเสียงกระดิ่งดังขึ้นขณะที่คุณ...เออ...เคลื่อนย้ายเธอ? " อัลเลนพยายามเรียบเรียงคำพูดให้ฟังดูคล้ายเด็กอยากรู้อยากเห็นมากกว่าการบอกอีกฝ่ายว่าได้ยินเสียงกระดิ่งดังมาจากศพที่นอนนิ่ง ๆ ไม่ได้มีการขยับเขยื้อนใด ๆ ทั้งสิ้นในตอนนี้...
"ทอมมี่...เออ...ฉันหมายถึงเ้าหน้าที่ชันสูตรคนพ่อที่เสียชีวิตไปน่ะ--เขาเป็คนหัวโบราณมาก ๆ " ดร.กิลเบิร์ตตอบพลางยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเพื่อนสนิทที่ล่วงลับไป "เขามักจะผูกกระดิ่งไว้ที่ข้อเท้าของศพทุกศพที่อยู่ในการดูแลของเขาน่ะ--แม้แต่คนที่ถูกยิงจนหัวเบะ...เขาก็ยังผูกกระดิ่งให้อยู่ดี! "
"..." อัลเลนมองกระดิ่งเ้าปัญหาบนข้อเท้าขวาของเจนที่ดร.กิลเบิร์ตเลิกชายผ้าที่อยู่่ปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เขาเห็นข้อเท้าของเธอก่อนจะดึงมันมาปิดไว้ดังเดิม "เขากลัวว่าจะฝังผู้ป่วยอาการโคม่าทั้งเป็หรือครับ? "
"ใช่--ในยุคที่การแพทย์ไม่เจริญเท่ายุคนี้...การวินิจฉัยว่าคนนั้นตายก็คือการไม่หายใจ หัวใจหยุดเต้น และไม่มีชีพจรทำให้หลายครั้งเกิดเหตุฝังคนทั้งเป็" ดร.กิลเบิร์ตพูดอย่างหดหู่ใจ "บางคนก็ถูกช่วยได้ทันแต่หลายคนก็เคราะห์ร้ายต้องตายอย่างอนาถ"
"พวกเขาเลยทำการผูกกระดิ่งไว้ที่ข้อเท้าของศพเพื่อว่าหากผู้ป่วยโคม่ารู้สึกตัวและขยับเขยื้อนตัวเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะได้ยินเสียงกระดิ่งและให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีซินะครับ..."
"ใช่..."
"ร่างของเจนดูคล้ายกับคนนอนหลับ" อัลเลนพูดพลางขยับเข้าไปใกล้ศพของเจนแล้วถือวิสาสะใช้นิ้วอังปลายจมูกเธอ ก่อนจะใช้นิ้วจับชีพจรที่ซอกคอและข้อมือของเธอด้วยท่าทีชำนิชำนาญคล้ายกับเคยทำเช่นนี้มานับไม่ถ้วน "นอกจากร่างกายที่ขาวซีดไร้เืฝาด ไม่มีลมหายใจและไร้ชีพจรแล้ว--อะไรที่ทำให้คุณตัดสินว่าเธอตายมานานแล้วล่ะครับ? "
"เธอหมายถึงการตรวจสอบภายนอกใช่ไหม? "
"ครับ"
"..." ดร.กิลเบิร์ตใช้มือลูบเปลือกตาของเจนให้เปิดออก แล้วหยิบไฟฉายขนาดเล็กที่อยู่บนโต๊ะมาส่องดวงตาของเธอทีละข้าง พร้อมอธิบายให้เด็กชายฟัง "ดวงตาของเธอเป็สีเทาขุ่นมัว ไม่ตอบสนองกับแสง"
"..." อัลเลนมองวิธีการตรวจสอบขั้นพื้นฐานนั้นด้วยความสนใจ "หมายความว่าคนที่ตายมาระยะหนึ่งแล้ว--ดวงตาจะเปลี่ยนเป็สีเทาแบบนี้หรือครับ? "
"ใช่..."
"..."
"มีคำถามอีกไหม? " อาจารย์แพทย์ถามอย่างใจดีขณะที่เจเรมีเตรียมอุปกรณ์สำหรับเจาะเืเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้เขากำลังหันมาทำตาขวางใส่อัลเลนอย่างไม่พอใจ
ยังไม่ทันที่อัลเลนจะตอบ--โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็สั่น และเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฎบนหน้าจอก็ยิ่งทำให้เด็กชายถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาถอดถุงมือยางข้างขวาออกเพื่อจะกดวางสาย
"ใครโทรมา? " ฟาลถาม
"..." อัลเลนหันหน้าจอสมาร์ทโฟนให้ชายหนุ่มเห็นชื่อที่กำลังโชว์หราอยู่บนหน้าจอ
แซม ไคเซอร์!
แซม ไคเซอร์เป็ชื่อในโลกมนุษย์ของดันทาเลี่ยน!
การที่อีกฝ่ายเลือกที่จะโทรหาเด็กชายใน่เวลานี้นั้นไม่รู้ว่าเป็ความบังเอิญหรือจงใจกันแน่!?
"ผมจะกดวางสายแล้วกันนะครับ"
"ไม่ต้อง--การที่แซมติดต่อเธอใน่เวลานี้แสดงว่าเขาจะต้องมีข้อมูลอะไรบางอย่างที่อยากบอกเธอ..." ฟาลห้ามเด็กชายอย่างรู้นิสัยใจคอของคนที่อยู่ปลายสายเป็อย่างดี "รับสายแล้วเปิดลำโพงให้พวกเราได้ยินด้วยแล้วกัน"
"..." อัลเลนกดรับสายและเปิดลำโพงให้คนในห้องชันสูตรได้ยินบทสนทนาของพวกเขาไปพร้อมกัน
'ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนหรือ? ' เสียงทุ้มฟังดูเป็มิตรคล้ายคนอารมณ์ดีดังลอดออกมาจากลำโพง
"กำลังนอนอยู่ในห้อง..." อัลเลนตอบด้วยคำพูดที่ยียวนกวนประสาทผิดจากท่าทีสุภาพที่แสดงต่อหน้าฟาลและดร.กิลเบิร์ตราวฟ้ากับเหว
'นอนอยู่บนเตียงเหล็กเย็น ๆ ในห้องชันสูตรสบายหรือเปล่าล่ะ? ' ดันทาเลี่ยนย้อนถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะคำถามของปลายสายดังแว่วมาทำให้ดร.กิลเบิร์ตและเจเรมีถึงกับขมวดคิ้วแต่สีหน้าของอัลเลนกับฟาลนั้นกลับเรียบเฉยเหมือนชินชาเสียแล้ว
"..." อัลเลนเพียงส่ายหน้าไปมา--ภายในโรงพยาบาลพาแพนตันที่ 'แซม ไคเซอร์' เองก็เป็หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ย่อมต้องมีเส้นสายคนของตนอยู่เป็ธรรมดา และคนธรรมดาก็ไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่พวกตนเดินสวนไปมานั้นเป็เพียงคนธรรมดาหรือเป็ปีศาจจำแลงกายมากันแน่"คุณรู้ว่าตอนนี้ผมอยู่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่--แล้วโทรมาทำไม? "
'เพราะฉันมีข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาแพทย์ที่หายตัวเมื่อสามวันก่อน--เธอสนใจจะฟังไหมล่ะ? '
"แล้วทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจหรือติดต่อพ่อแม่ของเธอล่ะ? " อัลเลนถามไปเรื่อย ๆ ขณะกดบันทึกเสียงการสนทนาไปด้วย
'อีกไม่นาน--ตำรวจคงจะติดต่อครอบครัวของเธอให้มารับ--ไม่ซิ--ต้องเรียกว่ามายืนยันว่าใช่เธอหรือเปล่ามากกว่า...'
"..." อัลเลนไม่ใช่คนโง่--แม้จะอายุยังน้อยแต่ก็พบเจอเื่ราวต่าง ๆ มากมาย "เกิดอะไรขึ้นกับเธอ? "
'ลองเดาดูซิ? '
"คงจะเจอเธอในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก..."
'ใช่--ลองเดาต่อซิ...'
"ผมจะวางสายล่ะนะ..." อัลเลนตัดบทอย่างเหนื่อยหน่ายและตั้งท่าจะวางสายจริง ๆ ที่อีกฝ่ายยังเล่นไม่เลิกในเื่ที่ควรจะจริงจัง
'เดี๋ยวซิ--ฉันมีข้อมูลที่น่าสนใจจริง ๆ นะ! ' ดันทาเลี่ยนร้องห้ามเสียงหลง
"ว่า..."
'ทางตำรวจของเมืองคอสติน...'
"เดี๋ยวนะ--คุณกำลังจะบอกว่าพวกเขาพบเธอในเมืองที่อยู่ห่างจากที่นี่กว่าสองร้อยไมล์เนี่ยนะ!? "
'ใช่! '
"..."
'แต่น่าเสียดายที่เป็การพบเธอในสภาพที่ไร้ลมหายใจไปแล้วและอยู่ในสภาพที่อเนจอนาถมากจริง ๆ ...'
"หมายความว่าไง? "
'เธอเคยได้ยินเื่พวกลักพาตัวคนแล้วฆ่าเพื่อเอาอวัยวะะไปขายให้พวกเศรษฐีไหม? '
"หรือว่า..." อัลเลนไม่กล้าพูดต่อ--เพียงแค่นี้เขาก็สามารถปะติดปะต่อเื่ราวต่าง ๆ ได้แล้ว
'ใช่--และพวกมันคงจะแอบตามเธอคนนั้นมานานแล้ว เพราะขึ้นชื่อว่านักศึกษาแพทย์หรือหมอก็ย่อมต้องรู้วิธีดูแลรักษาร่างกายเป็อย่างดีใช่ไหมล่ะ? ' ดันทาเลี่ยนพูดเสียงต่ำ 'พวกมันฉวยโอกาสที่เธอไม่ระวังตัวทำให้เธอหมดสติแล้วนำตัวขึ้นรถไปยังสถานที่แห่งหนึ่งแล้วทำการชำแหละเธอทั้งเป็เพื่อเอาอวัยวะที่พวกมัน้าออกมา...'
"พวกมันใช้ยาสลบ? "
'ไม่! เพราะผลการตรวจเืพบสารพิษตัวหนึ่งที่ทำให้เธอเป็อัมพาตและคนร้ายอาจจะเป็คนใกล้ชิดหรือรู้จักกับเธอก็ได้! '
"อะไรที่ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าคนร้ายอาจเป็คนใกล้ชิดหรือรู้จักกับเธอล่ะ? " อัลเลนถามปัญหาที่คาใจของคนในห้องชันสูตรอย่างดร.กิลเบิร์ตและเจเรมี่
'เพราะเธอถูกตัดลิ้นยังไงล่ะ! '
เมื่อคำพูดประโยคนั้นของดันทาเลี่ยนดังลอดลำโพงออกมาทำให้ห้องชันสูตรที่เดิมก็เงียบอยู่แล้วก็ยิ่งเงียบกว่าเดิมเข้าไปอีกชนิดที่เข็มสักเล่มตกลงพื้นก็สามารถทำให้คนในห้องสะดุ้งด้วยความใได้
อัลเลนหันไปมองร่างของเจนที่ยังนอนสงบนิ่งอยู่เตียงโลหะเยียบเย็นก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาดร.กิลเบิร์ตที่ยังไม่ได้ลงมือเจาะเืของหญิงสาวเพราะฟังบทสนทนาระหว่างเขากับดันทาเลี่ยนที่มีการกล่าวถึงนักศึกษาฝึกงานที่หายตัวไปเมื่อสามวันก่อนอย่างตั้งอกตั้งใจ
"ช่วยตรวจช่องปากของเจนให้ผมหน่อยได้ไหมครับ? " อัลเลนพูดกับดร.กิลเบิร์ตเสียงเรียบซึ่งอาจารย์แพทย์ก็ทำตามคำขอร้องของเด็กชายด้วยความยินดีเพราะมันก็เป็ข้อข้องใจของเขาเช่นกัน
และสิ่งที่เขาพบเห็นตรงหน้าทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด แม้จะบังคับมือถือกำลังใช้ไฟฉายขนาดเล็กส่องเข้าไปในช่องปากของหญิงสาวที่นอนสงบนิ่งอยู่เตียงไม่ให้สั่น แต่มันก็ช่างควบคุมยากเหลือเกิน...
ดร.กิลเบิร์ตหันไปพยักหน้าให้อัลเลนเข้ามาเห็นในสิ่งที่เขากำลังประสบพบเจอในขณะนี้...
แต่ดูเหมือนเด็กชายจะควบคุมตนเองได้ดีกว่าเขามากหรืออาจะเป็เพราะมันอยู่ในการคาดการณ์ของเขาอยู่แล้วก็เป็ได้
สิ่งที่เห็นนั้นก็คือแค่คำตอบที่ยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้องเท่านั้นเอง
"เธอยัง้าจะตรวจสอบต่ออีกไหม? " อาจารย์แพทย์ถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็ปกติที่สุด แต่หางเสียงของเขาก็ยังคงสั่นอยู่ดี
"้าซิครับ...." อัลเลนตอบด้วยน้ำเสียงปกติ "และคงเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมผมถึงไม่อยากให้ผ่าเจนรอบสองน่ะ! "
"..." สิ่งที่ค้างคาใจอาจารย์แพทย์มาตลอดเกี่ยวกับการกระทำของเด็กชายนั้น--เขาในตอนนี้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งหมดแล้ว!
แต่คนที่ถูกทิ้งแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้อย่างเจเรมี่นั้นก็ทำท่าจะโวยวายเพราะไม่เข้าใจความหมายที่เด็กชาย้าสื่อสักนิด
ทว่าเขาก็ต้องหยุดชะงักไปเมื่อเห็นเ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ เจสสิก้า วอลเตอร์ เพื่อนนักศึกษาของเขาที่หายตัวเมื่อสามวันก่อน --เธอถูกพบเป็ศพที่โรงนาร้างชานเมืองคอสตินในสภาพถูกชำแหละเอาอวัยวะภายในที่สำคัญเช่น ปอด และไต ไป
และนั่นทำให้เจเรมี่ถึงขั้นสติแตกวิ่งพรวดพราดออกจากห้องชันสูตรไป...
'เธอคิดว่าหมอนั่นจะไปไหน? ' เสียงทุ้มดังออกมาจากลำโพงของสมาร์ทโฟนทำให้อัลเลนนึกขึ้นได้ว่าั้แ่ต้นยันจบ--เขายังไม่ได้วางสายจากดันทาเลี่ยนเลยด้วยซ้ำ...
"นั่นมันก็เื่ของเขา--เอาล่ะ...ผมคิดว่าคุณคงสนุกมามากพอแล้ว..."
'เดี๋ยว! อย่าเอะอะก็จะวางสายลูกเดียวเซ่!? ' ดันทาเลี่ยนโวยวายอย่างเสียงดังอีกรอบ 'ฉันยังไม่ได้พูดถึงเื่ที่ทำให้ฉันอยากคุยกับเธอจริง ๆ จัง ๆ เลยนะ! '
"คุยเื่สำคัญในห้องชันสูตรศพเนี่ยนะ!? " อัลเลนพูดพลางกลอกตาไปมาอย่างไม่รู้จะด่าปลายสายอย่างไร "ไว้วันหลังค่อยพูดกันเถอะ! "
'ต้องคุยในห้องดับจิตหรือห้องชันสูตรศพนี่ล่ะถึงจะดี--เพราะคนที่ได้ยินเอาไปพูดต่อไม่ได้! '
"โรคจิต! " อัลเลนสบถด่าไปคำหนึ่ง "มีเื่อะไร--ก็รีบ ๆ พูดมาเลย!?"