ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 20:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 13/09/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 4
ความมืดมิดค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยแสงสว่างยามเช้าที่ลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆาเข้ามาอย่างแช่มช้อย เว่ยหลินขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า สติสัมปชัญญะค่อยๆ กลับคืนสู่ร่างพร้อมกับความเ็ประบมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทั่วทุกอณู เขาไม่ได้อยู่บนแคร่ไม้ไผ่แข็งกระด้างที่คุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็เตียงนอนกว้างขวางที่ปูด้วยผ้าป่านเนื้อดี แม้จะไม่ถึงกับนุ่มละมุนดุจปุยเมฆ แต่ก็ดีกว่ากองฟางในกระท่อมซอมซ่อนั่นนับร้อยเท่า
เขายันกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ กวาดสายตามองไปรอบห้องใหม่ที่ถูกพาย้ายมาในคืนก่อน ซึ่งบัดนี้สว่างเต็มที่แล้ว มันคือเรือนพักขนาดเล็กที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ก็ดูมีราคา ทุกสิ่งทุกอย่างสะอาดสะอ้านและจัดวางอย่างเป็ระเบียบ ทว่ากลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบและว่างเปล่าราวกับไม่มีผู้คนอาศัยอยู่มานาน บนโต๊ะข้างเตียงมีเสื้อผ้าชุดใหม่พับวางไว้อย่างเรียบร้อย เป็อาภรณ์ผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนที่ดูสะอาดตา แม้จะไม่ใช่ผ้าไหมชั้นดี แต่ก็ดีกว่าเสื้อผ้าเก่าขาดที่เขาใส่อยู่หลายขุม
‘สถานะเปลี่ยนไปแล้วสินะ’ เว่ยหลินคิดในใจขณะลูบเนื้อผ้าเรียบลื่นนั้น ‘จากนักโทษที่รอวันตาย...กลายเป็เชลยที่มีค่าพอให้จับตาดู’
การต่อสู้ทางความคิดกับเฟิงเมื่อวานนี้ดูเหมือนจะได้ผลดีเกินคาด คำตอบที่แสนจะธรรมดาและดูสิ้นหวังของเขาคงไปกระตุ้นความสนใจของบุรุษผู้นั้นได้ไม่น้อย การได้รับเสื้อผ้าชุดใหม่และที่นอนที่ดีขึ้นคือการยืนยันที่ชัดเจนที่สุด
ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างเงียบเชียบ บ่าวรับใช้หญิงสองนางเดินก้มหน้าเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารและอ่างน้ำล้างหน้า พวกนางวางทุกอย่างลงบนโต๊ะด้วยท่าทีนอบน้อม แต่แววตาที่ลอบชำเลืองมองมานั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะอ่านออก
“คุณชาย ตื่นแล้วหรือเ้าคะ” นางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ท่านอ๋องมีรับสั่งให้พวกบ่าวนำอาหารเช้าและน้ำล้างหน้ามาให้เ้าค่ะ”
“ขอบใจพวกเ้ามาก” เว่ยหลินตอบกลับด้วยเสียงที่ยังคงแหบพร่าเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในคำเรียกขาน จากที่ควรจะเป็ นักโทษ หรือ บัณฑิต กลับกลายเป็ คุณชาย นี่คือการยกระดับสถานะที่มาจากคำสั่งของโม่เหยียนโดยตรงอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาจัดการล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่อย่างทุลักทุเล ร่างกายนี้ยังคงอ่อนแอเกินไป ทุกการเคลื่อนไหวล้วนต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เมื่อนั่งลงที่โต๊ะอาหาร กลิ่นหอมของข้าวต้มร้อนๆ และเครื่องเคียงสองสามอย่างก็ลอยมาแตะจมูก มันคืออาหารมื้อแรกที่ดูดีที่สุดในความทรงจำของเว่ยหลินคนเดิมเลยก็ว่าได้
ขณะที่เขากำลังจะลงมือกินนั้น เสียงซุบซิบแ่เบาก็ดังมาจากทางประตูที่ปิดไม่สนิท ซึ่งบ่าวรับใช้สองคนนั้นยืนรออยู่ด้านนอก
“เ้าดูสิ...บัณฑิตตกอับคนนั้นน่ะหรือที่ได้ค้างคืนในห้องบรรทมของท่านอ๋อง” เสียงแรกกระซิบอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใช้มารยาอันใดถึงได้ปีนขึ้นเตียงของท่านอ๋องได้” เสียงที่สองตอบกลับเจือความริษยาอย่างไม่ปิดบัง “ดูท่าทางก็ผอมแห้งแรงน้อย หาได้มีสิ่งใดน่าดูชมไม่ สู้เหล่าอนุภรรยาในจวนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
“ชู่ว์...เบาหน่อยสิ เดี๋ยวเขาได้ยินจะนำความไปฟ้องท่านอ๋อง พวกเราจะเดือดร้อนกันหมด”
เสียงซุบซิบเงียบลงไป แต่เว่ยหลินกลับได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน เขายังคงตักข้าวต้มเข้าปากด้วยท่าทีสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด ทว่าในใจกลับกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว
‘มาเร็วกว่าที่คิด...คลื่นใต้น้ำลูกแรก’ สมองของโปรแกรมเมอร์วิเคราะห์สถานการณ์อย่างเยือกเย็น ‘การกระทำของโม่เหยียนเปรียบเสมือนการโยนหินลงไปในสระน้ำนิ่ง แรงกระเพื่อมย่อมต้องเกิดขึ้นเป็ธรรมดา ข้ากลายเป็เป้าหมายของคนทั้งจวนแล้ว’
เขาไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว ตรงกันข้าม เขากลับมองว่านี่คือ บั๊ก อีกตัวหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในเส้นทางการเอาชีวิตรอดของเขา และทุกบั๊ก...ย่อมมีทางแก้
หลังจากทานอาหารเช้าจนหมด เว่ยหลินก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนพักเพื่อเดินสำรวจบริเวณโดยรอบได้ แต่ก็ยังคงมีทหารยามสองนายเดินตามอยู่ห่างๆ อย่างคุมเชิง เขาแสร้งทำเป็ไม่สนใจและเดินชมสวนสวยในจวนอ๋องไปเรื่อยๆ เพื่อสังเกตการณ์
ทุกที่ที่เขาเดินผ่าน เขาจะััได้ถึงสายตาของเหล่าบ่าวไพร่ที่จับจ้องมาไม่วางตา เสียงพูดคุยที่เคยจอแจจะเงียบลงทันทีที่เขาเดินเข้าไปใกล้ บางสายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางสายตาก็เต็มไปด้วยความดูแคลน และบางสายตาก็ฉายแววเกลียดชังออกมาอย่างเปิดเผย
เว่ยหลินเก็บข้อมูลทุกอย่างเงียบๆ เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนคมมีด การเป็ คนโปรด ของอ๋องปีศาจไม่ใช่เื่ดีเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อ ความโปรดปราน นั้นยังตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน การจะอยู่รอดในกรงทองแห่งนี้ได้ เขาต้องพิสูจน์ให้เ้าของกรงเห็นว่าเขามี คุณค่า มากกว่าแค่ของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจ
และความคิดนั้นก็นำเขามาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่ที่ดูสงบและน่าเกรงขามที่สุดในบริเวณนั้น...หอตำราของจวนอ๋องปีศาจ
‘ที่นี่แหละ...คือที่ที่ข้าจะสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้’
เว่ยหลินหันไปบอกกับทหารยามที่ตามมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ข้า้าเข้าไปในหอตำรา”
ทหารยามมองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนที่คนหนึ่งจะตอบกลับมาว่า “คุณชาย...ที่นี่เป็เขตหวงห้าม หากไม่ได้รับอนุญาตจากท่านอ๋อง...”
“เช่นนั้นก็ไปทูลขออนุญาตให้ข้าสิ” เว่ยหลินกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน “บอกท่านอ๋องไปว่า...ข้าเป็เพียงบัณฑิตที่รักการอ่าน การได้ศึกษาตำราคือความสุขเพียงอย่างเดียวที่ข้ามีในตอนนี้”
ทหารยามนายนั้นมีสีหน้าลำบากใจ แต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้ จึงจำต้องวิ่งนำความไปรายงานเ้านายของตน เว่ยหลินยืนรออย่างสงบอยู่หน้าหอตำรา เขาไม่ได้สนใจสายตาของผู้อื่นที่มองมาอีกต่อไป ในหัวของเขากำลังวางแผนขั้นต่อไปอย่างเป็ระบบ
เขาไม่ได้้าเข้าไปอ่านบทกวีหรือวรรณกรรมใดๆ ทั้งสิ้น เป้าหมายของเขาคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในหอตำราแห่งนี้...ตำราพิชัยาและแผนที่การทหารทั้งหมดของโม่เหยียน!
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขาอย่างไร้สุ้มเสียงเช่นเคย องครักษ์เงาผู้นั้นมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านอ๋องอนุญาต”
เว่ยหลินพยักหน้ารับช้าๆ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
‘ติดกับแล้ว...ท่านอ๋องปีศาจ’
หอตำราของจวนอ๋องนั้นใหญ่โตและโอ่อ่ากว่าที่เว่ยหลินจินตนาการไว้มาก ชั้นหนังสือไม้เนื้อดีสูงจรดเพดานตั้งเรียงรายเป็ทิวแถวสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศภายในเงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและหมึก เว่ยหลินเดินผ่านชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยวรรณกรรมและบทกวีไปอย่างไม่ไยดี เป้าหมายของเขาอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุด...ห้องเก็บตำราพิชัยา
เขาก้าวเข้าไปในห้องนั้นและหัวใจก็เต้นแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นอย่างแท้จริง บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่กลางห้องมีแผนที่แคว้นต่างๆ กางแผ่อยู่ บนชั้นหนังสือรอบด้านอัดแน่นไปด้วยม้วนตำราที่ว่าด้วยกลยุทธ์การรบ การเดินทัพ และการปกครอง นี่คือศูนย์บัญชาการทางความคิดของบุรุษผู้เป็ที่หวาดกลัวไปทั่วทั้งแผ่นดิน
เว่ยหลินลูบปลายนิ้วไปตามขอบแผนที่อย่างหลงใหล ในฐานะโปรแกรมเมอร์ เขามองทุกอย่างเป็ ข้อมูล แผนที่เหล่านี้คือ UI ของสมรภูมิ ส่วนตำราพิชัยาคือ อัลกอริทึม [1] ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานับพันปี การได้เข้าถึงข้อมูลดิบพวกนี้ทำให้เืในกายของเขาสูบฉีดด้วยความกระตือรือร้นที่จะวิเคราะห์
เขาลืมเื่การเอาชีวิตรอดไปชั่วขณะ ลืมเื่ภารกิจวิปลาสของระบบไปจนหมดสิ้น ตอนนี้มีเพียงสัญชาตญาณของนักแก้ปัญหาที่กำลังทำงานอย่างเต็มที่ เขาหยิบม้วนตำราขึ้นมาม้วนหนึ่งแล้วเริ่มอ่านอย่างจดจ่อ เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ เขาทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นและกางแผนที่การทหารของชายแดนทิศเหนือออกพิจารณาอย่างละเอียดลออ
‘เส้นทางส่งเสบียงมีช่องโหว่...หากศัตรูซุ่มโจมตีที่หุบเขาเหยี่ยวมรณะ การป้องกันที่ด่านหน้าจะไร้ความหมายทันที ทำไมไม่มีใครสังเกตเห็นจุดนี้’ เขาพึมพำกับตัวเอง ปลายนิ้วไล้ไปตามเส้นทางบนแผนที่อย่างครุ่นคิด
ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่คุ้นเคยแผ่มาอย่างเงียบเชียบจากทางด้านหลัง ขนทั่วแขนของเขาลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติ กลิ่นอายของเหล็กและไม้จันทน์หอมที่เข้มข้นบ่งบอกถึงการมาเยือนของเ้าของสถานที่แห่งนี้
เว่ยหลินค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ และก็เป็ไปตามคาด...
โม่เหยียนยืนกอดอกพิงชั้นหนังสืออยู่ในเงามืดของห้อง ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อใด ดวงตาสีรัตติกาลคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่เขานิ่ง ราวกับพญาเหยี่ยวกำลังจ้องมองเหยื่อตัวน้อยที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของตน
“ดูเหมือนเ้าจะเพลิดเพลินกับของเล่นของข้าดีนี่...บัณฑิต” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดลง
เว่ยหลินรีบลุกขึ้นยืนและประสานมือคำนับตามมารยาท “คารวะท่านอ๋อง บ่าวเพียงแค่หลงใหลในความรู้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกิน”
โม่เหยียนเดินออกจากเงามืดเข้ามาหาเขาช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยพลังกดดันจนเว่ยหลินรู้สึกหายใจติดขัดเล็กน้อย เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเว่ยหลินในระยะประชิด ก่อนจะก้มลงมองแผนที่ที่พื้นด้วยสายตาเรียบเฉย
“บัณฑิตเช่นเ้า...สนใจเื่กลศึกด้วยรึ” เขาเอ่ยถาม สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่แผนที่ แต่เว่ยหลินรู้ดีว่าคำถามนั้นพุ่งตรงมาที่เขาเต็มๆ
หัวใจของเว่ยหลินเต้นระรัวอยู่ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามอย่างยิ่งที่จะให้ราบเรียบที่สุด
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งย่อมชนะร้อยครั้ง” เว่ยหลินตอบโดยใช้สำนวนที่คนในยุคนี้คุ้นเคย “หากบ่าว้าจะรับใช้ท่านอ๋องอย่างสุดความสามารถ ก็จำต้องเข้าใจในสิ่งที่ท่านอ๋องเชี่ยวชาญที่สุดมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
มันเป็คำตอบที่ฉลาดและเอาตัวรอดได้ดี มันแสดงออกถึงความทะเยอทะยานที่พอเหมาะพอดี ไม่มากจนดูน่าสงสัย แต่ก็ไม่น้อยจนดูเหมือนคนไร้ค่า
โม่เหยียนเหลือบสายตาจากแผนที่ขึ้นมาสบตากับเขาตรงๆ แววตาคมกริบคู่นั้นยังคงเ็าและอ่านไม่ออกเช่นเคย “เป็คำตอบที่ฟังดูดี...แต่ข้าไม่เชื่อในคำพูดที่สวยหรู”
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ย่อตัวลงและชี้ไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่...จุดเดียวกับที่เว่ยหลินกำลังพิจารณาอยู่เมื่อครู่...หุบเขาเหยี่ยวมรณะ
“เช่นนั้นเ้าลองบอกข้ามาสิ” น้ำเสียงของเขาท้าทายอย่างชัดเจน “หากเ้าเป็แม่ทัพของข้า และข้าสั่งให้เ้าตีค่ายกลของศัตรูที่ตั้งอยู่ทางเหนือของด่านนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าขบวนส่งเสบียงของเ้ากำลังจะถูกซุ่มโจมตีที่หุบเขาแห่งนี้...เ้าจะทำเช่นไร”
เว่ยหลินนิ่งไปชั่วครู่ นี่คือคำถามที่ยากและซับซ้อน มันไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างรุกหรือรับ แต่เป็การทดสอบความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เหล่าแม่ทัพนายกองคงจะถกเถียงกันเป็วันๆ กว่าจะได้ข้อสรุป
แต่สำหรับโปรแกรมเมอร์อย่างเขา...คำตอบนั้นชัดเจนราวกับโค้ดที่ถูกเขียนไว้อย่างดีแล้ว
“บ่าวจะไม่ทำทั้งสองอย่างพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยหลินตอบกลับอย่างมั่นคง ทำให้คิ้วกระบี่ของโม่เหยียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“หมายความว่าอย่างไร”
“การโจมตีค่ายกลคือเป้าหมายหลัก แต่ขบวนส่งเสบียงคือ ปัจจัยชี้ขาด ของเป้าหมายนั้น” เว่ยหลินเริ่มอธิบายโดยใช้ตรรกะที่เขาคุ้นเคย “หากปัจจัยชี้ขาดล้มเหลว เป้าหมายหลักก็ย่อมล้มเหลวตามไปด้วย ดังนั้นการปกป้องขบวนส่งเสบียงจึงมีความสำคัญเร่งด่วนกว่า”
“นั่นเป็สิ่งที่ใครๆ ก็รู้” โม่เหยียนกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงเ็า “แต่หากเ้าส่งทหารส่วนใหญ่ไปปกป้องขบวนเสบียง เ้าก็จะไม่มีกำลังมากพอที่จะตีค่ายกลของศัตรูได้ทันการณ์”
“นั่นคือจุดที่คนส่วนใหญ่คิดผิดพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยหลินแย้งอย่างไม่เกรงกลัว “เป้าหมายไม่ใช่การส่งทหารไป ปกป้อง แต่เป็การ ลวง ให้ศัตรูที่ซุ่มอยู่ปรากฏตัวออกมา บ่าวจะแบ่งทหารม้าเร็วออกเป็หน่วยเล็กๆ เพียงหน่วยเดียว แสร้งทำเป็กองกำลังเสริมที่อ่อนแอและเดินทางอย่างไม่ระวัง เพื่อล่อให้ศัตรูที่ซุ่มอยู่ในหุบเขาเผยตัวออกมาโจมตี”
เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งแล้วใช้นิ้ววาดลงบนแผนที่เพื่ออธิบายต่อ “ในขณะเดียวกัน บ่าวจะนำกำลังหลักส่วนใหญ่ไปซุ่มรออยู่ที่ปากทางเข้าหุบเขาอีกด้าน เมื่อศัตรูติดกับและออกมาจากที่ซ่อน กำลังหลักของเราก็จะเข้าปิดล้อมเส้นทางหนีและตีกระหนาบจากด้านหลังทันที วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะรักษาขบวนเสบียงไว้ได้ แต่ยังสามารถกำจัดกำลังซุ่มของศัตรูได้ทั้งหมดโดยใช้เวลาน้อยที่สุด เมื่อจัดการปัญหาที่คอยขวางทางได้แล้ว การจะกลับไปตีค่ายกลหลักก็ย่อมทำได้โดยไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้องอีกครั้งหลังจากที่เว่ยหลินอธิบายจบ โม่เหยียนยืนนิ่ง ดวงตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังจ้องมองบัณฑิตหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย...มันคือความทึ่งและความประหลาดใจอย่างที่สุด
กลยุทธ์ที่เว่ยหลินนำเสนอนั้น...มันทั้งกล้าหาญ เสี่ยง และไม่เป็ไปตามตำราพิชัยาเล่มใดที่เขาเคยอ่าน แต่มันกลับ...สมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ
โม่เหยียนนิ่งอึ้งไปนานหลายอึดใจ เขาไม่เคยพบเจอผู้ใดที่มีความคิดเฉียบคมและมองทะลุปัญหาได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้มาก่อน เขาละสายตาจากเว่ยหลินแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงัน โดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ ทิ้งไว้แม้แต่คำเดียว
เว่ยหลินมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขารู้ดีว่าความเงียบของโม่เหยียนนั้น...คือคำชมที่ดีที่สุดแล้ว
เขาพิสูจน์ คุณค่าทางสติปัญญา ของตัวเองได้สำเร็จแล้วจริงๆ ในสายตาของอ๋องปีศาจ ตอนนี้เขาไม่ใช่แค่เชลยที่น่าสงสัยอีกต่อไป แต่เป็หมากตัวสำคัญ...ที่มีค่าพอที่จะเก็บไว้ข้างกาย
[1] อัลกอริทึม (Algorithm) : กระบวนการหรือขั้นตอนการแก้ปัญหาที่มีลำดับชัดเจน ในเื่เปรียบเทียบกลยุทธ์การรบเหมือนอัลกอริทึม
ประกาศ : พรุ่งนี้หยกงดอัปนิยาย 1 วันนะคะ เจอกันอีกทีวันที่ 9/ก.ย./68 งับ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่ะ