ตำราวิเศษบอกข้าเถิด ทางกลับบ้านข้าอยู่หนใด

    บทที่ 10 แม้แต่ใบหน้าของท่าน ฉันก็ไม่อยากเห็น


     อ๋องสี่กำชับกับฉันว่าให้นั่งรอจนกว่าเขาจะกลับมาเปิดผ้าคลุม เขาไม่ได้บอกว่าจะกลับมาตอนไหน หายไปนานเพียงใด เขาบังคับให้ฉันทำตามคำสั่งของเขาเพียงเท่านั้น ฉันไม่อยากจะคาดคั้นอันใดมากมายจึงพยักหน้าตอบส่งๆไป เอาเถิดรอก็รอ แต่ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานจนใกล้จะเข้ายามจื่อ[1]แล้วก็ตาม แม้แต่เงาของเขาฉันก็ยังไม่เห็น "คุณหนูอย่าถอดผ้าคลุมด้วยตนเองสิเจ้าคะ" หลิวหลิวที่คอยปรนนิบัติบีบนวดฉันอยู่ไม่ห่างก็ร้องเตือนขึ้นมา "ข้าไม่รอแล้ว ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง หากว่าเขาไม่มาเปิดก็เรื่องของเขาเถิด" ฉันพูดพลางบรรจงถอดเอาปิ่นหงส์ทองออกจากศีรษะไปพลาง หลิวหลิวได้แต่ถอนหายใจและจำยอมที่จะมาช่วยฉันปลดเปลื้องอาภรณ์ที่หนักอึ้งเหล่านั้น   หลังจากที่เครื่องประดับและอาภรณ์อันสวยหรูถูกถอดออกไปแล้ว ฉันก็รีบลงไปแช่ตัวลงในอ่างไม้ ถึงแม้ว่าน้ำมันจะเย็นไปหน่อยก็ตาม "คุณหนูเจ้าคะ ให้หลิวหลิวไปต้มน้ำให้ใหม่เถิดเจ้าค่ะ แช่น้ำที่เย็นเยียบเช่นนี้จะทำให้คุณหนูไม่สบายเอาได้" มือของหลิวหลิวพยายามดึงให้ฉันลุกขึ้นจากน้ำเย็น แต่ทว่าหากจะให้ฉันรอหลิวหลิวต้มน้ำอุ่น ฉันคงจะไม่ได้นอนเป็นแน่ "ไม่สบายก็ดี ข้าจะได้มีเวลานอนมากขึ้น" หลิวหลิวอ้าปากค้างเตรียมจะพูดต่อ แต่แล้วก็ต้องจำยอมทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย มือเล็กถูแผ่นหลังที่ขาวนวลไปได้ไม่นาน ร่างของเจ้าของแผ่นหลังก็พลันลุกขึ้นและเช็ดตัวจนแห้ง นางใส่เพียงชุดกระโปรงสีขาวบางๆตัวหนึ่งเท่านั้น "เจ้าปิดม่านและดับเทียนให้ข้าด้วย" นางกล่าวเช่นนั้นก่อนที่จะเอนตัวลงบนเตียงกว้าง เตียงของจวนอ๋องสี่ทั้งนุ่มสบายและกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้ซูอวิ๋นที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันนอนหลับเป็นตายในทันที  หลิวหลิวเดินไปดับเทียนจนหมดและกลับไปยังเรือนพักของบ่าวรับใช้ ในระหว่างที่สาวใช้ตัวน้อยกำลังเคลิ้มหลับอยู่นั้น จู่ ๆข่าวลือบางอย่างก็หลุดรอดออกมาจากปากของสาวใช้ตำหนักกุ้ยฮวา "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังจากที่ท่านอ๋องส่งตัวหวางเฟยแล้ว ท่านก็ขลุกตัวอยู่ที่ตำหนักกุ้ยฮวาตลอดคืน" "จริงหรือ? เช่นนี้หวางเฟยก็น่าสงสารแล้ว" "คงเป็นเพราะท่านอ๋องคงรักอนุมากกว่าหวางเฟยกระมัง? แม้แต่ผ้าคลุมก็ยังไม่ยอมกลับมาเปิด" เสียงหัวร่อของสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดังจนไปรบกวนให้คนอื่นๆตื่น แต่มันกลับทำให้หลิวหลิวปวดใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่อยากให้คุณหนูได้รับรู้ข่าวลือพวกนี้เลยจริงๆ หลิวหลิวส่ายหน้าไปมาก่อนจะข่มตาหลับไปในที่สุด  "หวางเฟยเพคะ หม่อมฉันมาคารวะหวางเฟยตามทำเนียมแล้วเพคะ" เสียงของอิสตรีดังขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ คารวะอันใดกันอีก? ซูอวิ๋นลุกขึ้นนั่ง ภายในหัวกำลังย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทันได้นึกคิดสิ่งใด สาวใช้ตัวน้อยข้างกายของนางก็วิ่งเข้ามาลากนางไปแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อย เรือนผมสีดอกท้อถูกปล่อยสยาย เสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีสีสันเรียบง่ายและสบายตาถูกสวมทับอยู่บนเรือนร่าง ซูอวิ๋นมิได้สวมใส่อาภรณ์และประดับมวยผมที่หรูหราโอ่อ่า เครื่องประทินโฉมแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังมิได้แตะต้อง กู้อวิ้นเหมยที่เห็นซูอวิ๋นเป็นเช่นนี้ก็อดที่จะยิ้มเยาะออกมาไม่ได้ "เหตุใดหวางเฟยมิแต่งตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งหรือเพคะ? ท่านแต่งตัวเช่นนี้จะทำให้ท่านอ๋องเสียชื่อเอาได้..." กู้อวิ้นเหมยกล่าวเพียงเนิบๆ แต่ก็ยังคงพยายามเน้นน้ำเสียงจิกกัดฉันอยู่ทุกถ้อยคำ ฉันกรอกตาไปมาด้วยความรำคาญใจ "เพียงแค่พบหน้าเจ้า ข้าจำเป็นต้องแต่งตัวให้สง่างามด้วยหรือ? ข้าแต่งตัวเช่นนี้ก็นับว่าให้เกียรติเจ้ามากแล้วกระมัง" ฉันพูดจบพร้อม ๆกับยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ ได้ยินเสียงของอวิ้นเหมยตั้งแต่เช้าเช่นนี้ ชวนให้ฉันหงุดหงิดใจยิ่งนัก  กู้อวิ้นเหมยเมื่อเห็นฉันไม่สนใจนาง นางจึงได้ถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ไม่ได้ห่างจากฉันมากนัก นางกระแอมไอและปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้ม "เรื่องเมื่อคืนหม่อนฉันต้องขออภัยต่อหวางเฟยด้วยจริงๆนะเพคะ" "เรื่องอันใด?" "เป็นเพราะท่านอ๋องมานอนที่ตำหนักกุ้ยฮวาของหม่อมฉันทั้งคืน จึงทำให้ท่านอ๋องมิได้ไปเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของหวางเฟยอย่างไรเล่าเพคะ" อ๋อ...เป็นเช่นนี้นี่เอง "ข้าจะเอาเรื่องเจ้าไปทำไมในเมื่อผ้าคลุมหน้าบาง ๆผืนเดียวข้าก็มีปัญญาเปิดออกเองได้" กู้อวิ้นเหมยเผยสีหน้าดูไม่ดีขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่แล้วนางก็ต้องจำยอมทำเป็นยิ้มแย้ม ตอนนี้อดทนเอาไว้ก่อน...ในภายภาคหน้าข้าจะเอาคืนเจ้าเป็นเท่าตัวแน่ นางลุกขึ้นและยอบกายลงเพื่ออำลา "หม่อมฉันขอตัวเพคะ" "ไม่ส่งนะ" ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง แต่ในใจก็รู้ดีว่าคงทำให้อวิ้นเหมยผู้นั้นโมโหจนแทบคลั่งแล้วเป็นแน่  ให้ตายเถิด เป็นหวางเฟยแต่กลับต้องมานั่งต่อปากต่อคำกับอนุอยู่เช่นนี้ทุกวัน ฉันเองก็ทนไม่ไหวหรอกนะ หากไม่เป็นเพราะอ๋องบ้าผู้นั้นใช้วิธีมัดมือชก ป่านนี้ฉันก็คงจะหาวิธีกลับบ้านได้นานแล้ว "คุณหนู...ไม่สิ หวางเฟยเพคะ เข้าไปเปลี่ยนชุดเถิดเจ้าค่ะ แต่งกายเช่นนี้ถือว่าดูหมิ่นตำแหน่งพระชายานะเพคะ" หลิวหลิวพยายามเกลี้ยกล่อมฉัน แต่ในเมื่อวันทั้งวันอยู่แต่ในตำหนัก เหตุใดฉันจะต้องแต่งกายหรูหราและดูน่าอึดอัดเหล่านั้นด้วยเล่า? "ไม่เอา ข้าไม่ชอบ" ฉันพูดพลางเตรียมที่จะเดินเข้าไปยังห้องนอนของตน แต่ทว่าเสียงของคนผู้หนึ่งกลับทำให้ฝีเท้าของฉันหยุดชะงักลงในทันที "เหตุใดเจ้าจึงไม่ชอบ?" เป็นอ๋องสี่หน้าตายผู้นั้นที่เข้ามาเยือนยังตำหนักของฉัน "..." ในตอนนี้ฉันหงุดหงิดเกินกว่าจะพูดจากับผู้ใด ฉันเมินในสิ่งที่เขาพูดและเดินเข้าห้องของตนไป ยามนี้แม้แต่ใบหน้าของเขาฉันก็ไม่อยากจะเห็นแล้ว

    [1]ยามจื่อ เท่ากับ เวลา 23.00 น. จนถึง 24.59 น.