จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 80: ราตรีมรณา

    ราตรีในดงพญาไฟที่เคยเงียบสงัด บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงครวญครางที่ไร้สุรเสียงและเสียงลากเท้าอันน่าขนหัวลุก


    กองทัพผีดิบจำนวนนับสิบ ร่างของอดีตชาวบ้านผู้โชคร้ายแห่งบ้านผาเลือด กำลังเดินเข้ามาปิดล้อมคำอินทร์และลุงมีจากทุกทิศทาง 


    พวกมันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและงุ่มง่าม แต่กลับพร้อมเพรียงกันราวกับหุ่นเชิดที่ถูกชักใยโดยผู้บงการที่มองไม่เห็น ดวงตาที่กลวงโบ๋และลุกไหม้ด้วยแสงสีแดงจางๆ ของพวกมันจับจ้องมาที่สิ่งมีชีวิตเพียงสองอย่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งการทำลาย


    "เยอะเกินไปแล้ว" ลุงมีกระซิบเสียงสั่น แกพยายามจะยืนหยัดอย่างกล้าหาญ แต่ภาพของฝูงผีดิบที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้นก็ทำให้หัวใจของจิ้งจอกเฒ่าผู้เจนโลกต้องสั่นสะท้าน "พ่อหนุ่ม เราต้องหาทางหนี!"


    คำอินทร์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง แผ่นหลังของเขากับลุงมีชนกันเพื่อระวังภัยจากทุกทิศทาง สายตาของเขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัว แต่กลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความสมเพชเวทนาต่อดวงวิญญาณที่ถูกจองจำเหล่านี้ เขายกดาบคู่กายขึ้นช้าๆ คมดาบสะท้อนแสงจันทร์จนเป็นประกายเย็นเยียบ


    "พวกมันไม่มีความคิด" คำอินทร์กล่าวเสียงเรียบ "พวกมันเคลื่อนไหวตามคำสั่งที่ถูกฝังไว้ในจิตไร้สำนึกเท่านั้น และคำสั่งนั้นก็คือ ทำลายทุกชีวิตที่บุกรุกเข้ามา"


    "แล้วเราจะสู้กับพวกมันยังไง" ลุงมีถาม "ดาบธรรมดาจะทำอะไรพวกมันได้รึ"


    "ร่างกายของพวกมันยังคงเป็นกายเนื้อ" คำอินทร์อธิบาย "แม้จะไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่หากเราทำลายจุดสำคัญเช่นศีรษะหรือไขสันหลัง ก็จะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของพวกมันได้ แต่ปัญหาคือจำนวนของมันเยอะเกินไป"


    ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง กองทัพผีดิบก็ได้เริ่มเข้าโจมตี!


    ร่างของพรานป่าที่เคยกำยำพุ่งเข้าใส่ลุงมีเป็นคนแรก! แม้จะเชื่องช้า แต่น้ำหนักและพละกำลังของมันก็ยังคงน่ากลัว!


    ลุงมีร้องอุทานแล้วรีบหลบวูบ! แกล้วงเข้าไปในย่ามแล้วหยิบเอา "ข้าวสารเสก" กำมือหนึ่งออกมา แล้วซัดเข้าไปที่ใบหน้าของผีดิบตนนั้น!


    ฉ่า!


    เมื่อข้าวสารเสกกระทบกับผิวหนังที่เน่าเปื่อย ก็เกิดเป็นควันสีดำและเสียงที่คล้ายกับเนื้อสดถูกนาบด้วยเหล็กร้อน! ผีดิบพรานป่าร้องโหยหวนออกมาเป็นเสียงที่ไร้สำนึกแล้วผงะถอยหลังไป!


    "คาถาของข้ายังพอใช้ได้ผลอยู่!" ลุงมีตะโกนอย่างดีใจ "แต่มันแค่ขับไล่ได้ชั่วคราวเท่านั้น!"


    ในขณะที่ลุงมีกำลังรับมือกับผีดิบพรานป่า คำอินทร์ก็ถูกผีดิบอีกสามตนรุมเข้าใส่จากทางด้านข้าง! มันคือร่างของหญิงสาวและชายฉกรรจ์ที่เคยเป็นชาวบ้าน!


    คำอินทร์ไม่ได้ลังเล! เขาตวัดดาบออกไปเป็นวงกว้าง!


    ฉัวะ!


    คมดาบที่อาบไปด้วยพลังอาคมของเขาตัดผ่านร่างของผีดิบตนหนึ่งจนขาดเป็นสองท่อน! แต่มันกลับไม่ล้มลงในทันที! ท่อนบนของมันยังคงใช้แขนตะเกียกตะกายคลานเข้ามาหาเขาอย่างน่าสยดสยอง!


    คำอินทร์ขมวดคิ้ว! เขารู้แล้วว่าการทำลายเพียงลำตัวนั้นไม่เพียงพอ!


    เขาเปลี่ยนกระบวนท่า เพลงดาบของเขากลายเป็นเน้นความแม่นยำและความรวดเร็ว!


    เขาหลบหลีกการโจมตีของผีดิบอีกสองตนแล้วตวัดดาบขึ้นในแนวเฉียง ตัดผ่านลำคอและศีรษะของพวกมันอย่างแม่นยำ!


    ร่างไร้หัวของผีดิบทั้งสองทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วแน่นิ่งไปในที่สุด!


    "ต้องเล็งที่หัวเท่านั้น!" คำอินทร์ตะโกนบอกลุงมี


    "พูดง่ายแต่ทำยากนะพ่อหนุ่ม!" ลุงมีร้องตอบขณะที่กำลังวิ่งหนีผีดิบอีกตนหนึ่งที่ตามมาติดๆ "ข้ามันสายบุ๋นไม่ใช่สายบู๊นะ!"


    สถานการณ์เริ่มคับขันขึ้นเรื่อยๆ ฝูงผีดิบเริ่มบีบวงล้อมเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ คำอินทร์แม้จะมีฝีมือสูงล้ำ แต่การต้องรับมือกับศัตรูที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและมาจากทุกทิศทางก็ทำให้เขาเริ่มอ่อนล้า ส่วนลุงมีนั้นก็ทำได้เพียงแค่วิ่งหนีและใช้คาถาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น


    "เราต้องหาทางออกจากวงล้อมนี้!" คำอินทร์ตัดสินใจ "ท่านลุง! ตามข้ามา!"


    พูดจบ เขาก็โคจรพลังจากแก่นอาคม! แล้วใช้ฝ่ามือกระแทกลงบนพื้นดิน!


    "ปฐพีสั่นไหว!"


    พื้นดินทั่วทั้งลานพิธีกรรมสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! ทำให้ฝูงผีดิบที่กำลังเดินอยู่เสียหลักและชะงักไปชั่วขณะ!


    อาศัยจังหวะนั้นเอง คำอินทร์ก็ได้คว้าแขนของลุงมีแล้วพุ่งทะยานฝ่าวงล้อมออกมา!


    พวกเขาฝ่ากลุ่มผีดิบออกมาได้สำเร็จแต่ก็ต้องพบว่าเส้นทางที่จะหนีออกจากหมู่บ้านนั้นถูกปิดล้อมไว้หมดแล้ว 


    "แย่แล้ว!" ลุงมีร้อง "เราถูกขังอยู่ในกรงที่เต็มไปด้วยหมาบ้า!"


    คำอินทร์ยืนหอบหายใจ เขามองไปรอบๆแล้วสายตาของเขาก็พลันไปหยุดอยู่ที่ "ผาเลือด" หน้าผาสูงชันที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านแห่งนี้นั่นเอง


    "ทางนั้น!" เขาชี้ไปที่หน้าผา "เราต้องปีนขึ้นไป!"


    มันเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่!


    ทั้งสองรีบออกวิ่งมุ่งหน้าไปยังหน้าผานั้นทันที โดยมีฝูงผีดิบไล่ตามหลังมาติดๆ 


    เมื่อมาถึงที่ตีนหน้าผา พวกเขาก็พบว่ามันสูงและชันกว่าที่คิด แต่ก็ยังพอมีร่องหินและรากไม้ให้ปีนป่ายขึ้นไปได้


    "ท่านลุงไปก่อน! ข้าจะคอยระวังหลังให้!" คำอินทร์กล่าว


    ลุงมีพยักหน้ารับแล้วเริ่มปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล แกต้องทิ้งย่ามใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมบัติส่วนตัวลงเพื่อลดน้ำหนัก...


    ฝูงผีดิบตามมาถึงแล้ว! พวกมันไม่ได้ปีนตามขึ้นมาแต่กลับเริ่มใช้วิธีที่น่ากลัวกว่านั้น คือการ "ต่อตัว"! พวกมันปีนขึ้นไปบนบ่าของกันและกัน สร้างเป็นพีระมิดมนุษย์ที่น่าสยดสยองเพื่อที่จะเอื้อมให้ถึงตัวของพวกเขา!


    คำอินทร์ยืนตระหง่านอยู่ที่ตีนหน้าผา ดาบในมือพร้อมที่จะรับมือกับทุกสิ่งที่เข้ามา!


    ผีดิบตัวแรกเอื้อมมือมาถึง! เขาฟันมันจนร่วงลงไป!


    ตัวที่สองตามมา! เขาก็ฟันมันทิ้งอีก!


    แต่พวกมันก็ยังคงปีนต่อตัวกันขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ราวกับฝูงมดที่กำลังจะรุมทึ้งเหยื่อ!


    "พ่อหนุ่ม! รีบขึ้นมาเร็ว!" เสียงของลุงมีดังมาจากเบื้องบน แกปีนขึ้นไปถึงที่ปลอดภัยแล้ว


    คำอินทร์รู้ดีว่าเขาไม่สามารถต้านทานพวกมันทั้งหมดได้ เขาจึงตัดสินใจใช้พลังเฮือกสุดท้าย!


    เขารวบรวมพลังอาคมที่เหลืออยู่แล้วสร้างภาพมายาขึ้นมาอีกครั้ง!


    แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้สร้างภาพกองทัพแต่เขาสร้างภาพของ "กองไฟ" ขนาดมหึมา! ให้ลุกโชนขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเขากับฝูงผีดิบ!


    เหล่าผีดิบเมื่อเห็นเปลวไฟก็ชะงักไปด้วยสัญชาตญาณ! ความกลัวไฟที่ฝังลึกอยู่ในจิตไร้สำนึกทำให้พวกมันไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้!


    อาศัยจังหวะนั้นเอง คำอินทร์ก็ได้รีบปีนหน้าผาตามลุงมีขึ้นไปอย่างรวดเร็ว!


    เมื่อขึ้นมาถึงบนยอดผา เขาก็ทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างหนัก พลังของเขาแทบจะหมดสิ้นลงแล้ว 


    พวกเขารอดมาได้แต่ก็เป็นเพียงการรอดพ้นจากอันตรายเบื้องหน้าเท่านั้น 


    คำอินทร์มองลงไปยังหมู่บ้านต้องสาปเบื้องล่าง เขามองเห็นฝูงผีดิบที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบกองไฟมายาของเขา 


    แล้วเขาก็หันไปมองลุงมี แววตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความเข้าใจตรงกัน



    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน