บัณฑิตหนุ่มเดินทอดกายเข้าสู่เรือนไม้อย่างเงียบงัน แววตากระสับกระส่ายราวกับกำลังค้นหาเงาบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในม่านเเห่งความเงียบของสถานที่นี้ เขาชะเง้อมองไปทางซ้ายที ขวาที ย่างก้าวเนิบช้า แม้กระทั่งเสียงรองเท้าเหยียบลงบนไม้ก็แทบไม่มีเสียงสะท้อนกลับ
ภายในเรือนว่างเปล่าไร้ผู้คน ราวกับว่าที่นี่คือโลกอีกใบที่เวลาหยุดชะงักมานานนัก
เมื่อไม่พบผู้ใด เขาจึงตัดสินใจก้าวต่อไปยังสวนสมุนไพรที่ทอดยาวอยู่ด้านหลัง เซินหลางเหอก็รีบตามติดไปโดยไม่ออกวาจา เสียงฝีเท้าของเด็กน้อยเบาดั่งใบไผ่พลิ้วผ่านสายลม
เบื้องหน้าทั้งสองคือสวนสมุนไพรขนาดไม่ใหญ่นัก แต่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนของพืชพรรณหลากชนิด บรรยากาศที่นี่สงบ และเยือกเย็นราวอารามลับบนยอดเขา
ภายในสวน มีร่างหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ท่ามกลางพงหญ้า
เขาเป็ชายชรารูปร่างไม่เล็กไม่ใหญ่ สวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายหยาบเรียบสีเขียวหม่น แลดูเปื้อนคราบดินและอบอวลด้วยกลิ่นสมุนไพร ผมขาวโพลนยาวสลวยถูกมัดรวบด้วยเชือกเถาวัลย์ง่ายๆ ดวงตาสีนิลลึกสงบเย็นดุจผืนน้ำในฤดูหนาว ส่วนผิวนั้นขาวซีดราวกับมิเคยต้องแสงตะวัน ชายชรากำลังก้มหน้าก้มตาเก็บสมุนไพรบางชนิดอยู่ ดูจากลักษณะแล้วคงเป็ หวงฉี ที่มีรากอวบยาวและ ตังกุย ที่มีใบคล้ายผักชีฝรั่งและรากอ้วนกลม
บัณฑิตหนุ่มประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ร่างกายโค้งต่ำ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“คารวะผู้าุโ! ข้าน้อยนำเด็กน้อยผู้นี้มา ท่านผู้าุโข่งได้มอบบททดสอบให้เขามาดูแลสวนสมุนไพรเป็เวลาเจ็ดวันขอรับ”
ทว่าชายชรามิได้ตอบ มิได้แม้แต่เงยหน้าขึ้นมอง วาจายังคงนิ่งเงียบ เสียงถอนหญ้ายังคงดังกรอบแกรบ
แววตาของบัณฑิตหนุ่มมิได้แสดงความไม่พอใจ ตรงกันข้าม กลับยิ่งเพิ่มความเคารพ เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ผู้าุโโปรดเมตตา เด็กน้อยผู้นี้เพิ่งเคยเข้าสู่ยุทธภพ มิได้ล่วงรู้สิ่งใดเกี่ยวกับศาสตร์แห่งโอสถแม้แต่น้อย หากมีสิ่งใดที่ผิดพลาดไป ขอผู้าุโโปรดชี้แนะ”
กล่าวจบ เขาก็ผลักแผ่นหลังของเซินหลางเหอเบาๆ ให้ก้าวขึ้นด้านหน้า
เซินหลางเหอซึ่งอยู่ในอาภรณ์หยาบเรียบง่ายเเละเห็นว่าตนถูกแนะนำ เขาจึงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมด้วยท่าทีเกรงใจ
“คารวะผู้าุโขอรับ!”
เสียงของเขาแม้บางเบา หากแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ชายชราจึงยืดกายขึ้น ดวงตาสีนิลเงียบงันเบือนมองบัณฑิตหนุ่มเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันมายืนประจันหน้ากับเซินหลางเหอโดยไร้คำกล่าวใด ดวงตาของเขาสงบนิ่งราวผืนน้ำไร้ระลอก หากแต่แฝงไว้ด้วยประกายอันแหลมคมของกระบี่ในฝัก
จากนั้น เขาหันหลังเดินไปอีกทางหนึ่งโดยไม่ปริปาก
บัณฑิตหนุ่มรีบส่งสายตาให้เซินหลางเหอเดินตามติดไป เด็กน้อยรีบก้าวเท้าไปอย่างเงียบงัน ลมหายใจของเขาเริ่มถี่ขึ้นเล็กน้อย
พวกเขาเดินลึกเข้ามาจนถึงแปลงสมุนไพรสี่แปลง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงอยู่เคียงกันบนพื้นดินที่ราบเรียบ
ชายชราหยุดยืน มือไพล่หลัง เสียงลมพัดเบาๆ พาให้เส้นผมขาวของเขาปลิวสยายราวกับนักพรตเฒ่าในตำนาน
แปลงสมุนไพรทั้งสี่มีลักษณะเป็รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละแปลงมีความยาวราว สามฉื่อ[1] กว้างราว สองฉื่อ[1] แลดูเป็ระเบียบเรียบร้อย ภายในแปลงเหล่านี้มีต้นอ่อนสมุนไพรชนิดต่างๆ ปลูกเรียงรายอยู่
ในแปลงแรกเป็ต้นอ่อนของ เจียงหวง[2] ใบเรียวแหลมสีเขียวสด ปลายใบสอบ ต้นยังคงเล็กจิ๋ว แต่แฝงไว้ซึ่งความมีชีวิตชีวา
แปลงถัดมาคือต้นอ่อน เก๋ากี้[3] ลำต้นเล็กบอบบาง มีใบกลมรีสีเขียวอ่อน มองดูบอบบางแต่แฝงด้วยความแข็งแกร่ง
แปลงที่สามคือต้นอ่อน เก๊กฮวย[4] ใบหยักลึกสีเขียวเข้ม ลักษณะเด่นคือกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เริ่มอบอวลออกมา แม้จะเป็เพียงต้นกล้าเล็กๆ
ส่วนแปลงสุดท้ายคือ ฮ่วยซัว[5] ที่มีลำต้นตั้งตรง ใบกลมมนปลายแหลม ลำต้นและใบมีสีเขียวอมขาว แลดูสะอาดตา
ชายชราหันกลับมามองเซินหลางเหออีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นยังคงสงบนิ่ง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เด็กน้อย เ้าได้รับมอบหมายให้ดูแลสมุนไพรทั้งสี่แปลงนี้เป็เวลาเจ็ดวัน ใน่เวลาเจ็ดวันนี้ ทุกต้นที่ปลูกจะต้องมีการพัฒนาเติบโตขึ้น และต้องไม่ให้มีต้นใดตายแม้แต่ต้นเดียว มิฉะนั้น เ้าจะไม่ผ่านบททดสอบนี้”
กล่าวจบ ชายชราก็หันหลังเดินมุ่งตรงเข้าไปในเรือนพักของตน ชั่วครู่จึงเดินออกมาพร้อมกับนำตำรากระดาษเก่าๆ เล่มหนึ่งในมือ
ตำราเก่าๆ เล่มนั้นปกซีดจาง ขนาดเล็ก ถูกมัดด้วยเส้นด้ายเสื่อมสภาพที่แทบจะขาดออกเป็ชิ้นๆ
“นี่คือตำราที่รวบรวมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสมุนไพรทั้งสี่ชนิด จงศึกษาจากมันและนำไปใช้ในการดูแลแปลงสมุนไพรทั้งสี่ให้ดี และหาก้าใช้น้ำ จงไปตักจากสระน้ำทางทิศตะวันตกของสวนสมุนไพร”
ชายชรากล่าวออกมาพร้อมกับส่งตำราให้เซินหลางเหอ
เด็กน้อยรับมันมาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะก้มมองชื่อบนปกตำรา เขียนด้วยลายมือหยาบ ไม่เรียบร้อยว่า
“เื่ของสมุนไพรบางชนิด”
แม้ชื่อจะแลดูเรียบง่ายราวกับเขียนเพียงเพื่อให้พ้นภาระ หากแต่ยิ่งมอง เซินหลางเหอกลับรู้สึกประหลาดใจปนขบขันอย่างไม่อาจห้าม ความรู้สึกคล้ายมีคนสอดแทรกอารมณ์ขันอย่างแยบยลในโลกอันเคร่งขรึมของวิชาโอสถนี้
จากนั้นเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แต่ภาพของชายชราผู้เ็ากลับหายลับไปแล้ว มีเพียงกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ที่ยังลอยล่องอยู่ในอากาศ
บัณฑิตหนุ่มยืนอยู่เื้ั ยิ้มบางๆ ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นทุกอย่างราบรื่น
เขาตบไหล่เซินหลางเหอเบา ๆ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยกำลังใจ
“หนุ่มน้อย...ทำให้ดีที่สุดเถิด ยามเย็นข้าจะมารับเ้าอีกครั้ง”
กล่าวจบ เขาก็เดินจากไปในความเงียบ ปล่อยให้เด็กน้อยยืนอยู่เพียงลำพังในสวนโอสถแห่งหุบเขาฉือหลัว ที่มีเพียงเสียงใบไม้พลิ้วไหว และกลิ่นยาเก่าที่แทรกซึมอยู่ทุกอณูพื้นดิน...
เมื่อเงาของบัณฑิตหนุ่มได้ลับหายไป เซินหลางเหอยืนแน่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตำราในมืออีกครั้ง เขาค่อยๆเปิดหน้าแรกออก สายตาของเขาจับจ้องไปยังตัวอักษรไม่กี่ประโยคที่ถูกเขียนด้วยลายมืออันหยาบกร้าน ดูเผินๆ อาจดูเหมือนเขียนออกมาอย่างลวกๆ แต่ข้อความกลับเปี่ยมไปด้วยพลัง ราวกับถูกสลักด้วยมือของผู้ที่ฝ่าพายุฝนแห่งชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน
[หน้าที่1]
ว่าด้วย เจียงหวง
‘มันมิได้โตจากแสง...แต่งอกจากความอับชื้นใต้ดิน
ผู้ให้แสงมากเกิน ย่อมแผดเผา
ผู้กักแสงหมดสิ้น ย่อมทำให้เน่า
รำไร...คือช่องว่างระหว่างตายกับเติบโต’
ว่าด้วย เก๋ากี้
‘พืชนี้ชอบแสงดั่งผู้ใฝ่ฝัน
หากไร้แสง มันจะยืนต้นราวคนสิ้นหวัง
และหากชื้นจนเกินสมดุล...มันจะจมน้ำใจตนเอง’
‘เก๋ากี้มิได้กล้าทน แต่แกร่งในที่อ่อน
เจริญเติบโตในดินร่วน...หากใจของผู้ปลูกแข็งกระด้างเกินไป มันจักไม่ออกผล’
ว่าด้วย เก๊กฮวย
‘หากไร้แดด มันไม่ออกดอก
หากไร้น้ำใจ มันไม่หอม’
‘พืชนี้ย่อมรักความร้อนแรง
ทว่าในทุกกลีบหอม กลับถือความสงบงามเป็แก่นแท้’
‘ปลูกกลางแดดยามเที่ยง กลิ่นจึงอยู่กับเ้าถึงยามราตรี’
ว่าด้วย ฮ่วยซัว
‘แม้ชอบร่มเงา...แต่หาใช่ขลาดกลัวแสง
หากผู้ปลูกมองว่ามันอ่อนแอ มันจักไม่เติบโต’
‘ดินชื้นคืออ้อมกอดของมัน แต่หากแน่นเกินไป... กลับเป็โลงศพของมันเอง’
‘มันซ่อนหัวไว้ใต้ดิน ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้ว่ารากยาวเพียงใด ย่อมดึงแสงลงมาสู่ตน’
หมายเหตุท้ายเล่ม
‘อย่าถามพืชว่า มัน้าอะไร
จงดูว่ามันกำลังบอกอะไร’
เซินหลางเหออ่านั้แ่ประโยคแรกจนถึงประโยคสุดท้าย ตลอดเวลาที่อ่าน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเป็ปมแน่น ความคิดวนเวียนอยู่ในหัวอย่างสับสน
“นี่มันคำปริศนาอันใดกัน? ข้าอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ก็ยังคงไม่เข้าใจถ้อยคำเหล่านี้แม้แต่ประโยคเดียว!” เขาพึมพำในใจก่อนจะเปิดหน้าต่อไป หวังจะพบบทอธิบายหรือคำชี้แจง แต่ทุกหน้ากลับว่างเปล่าราวผืนผ้าสีขาว ไม่มีแม้แต่รอยหมึกจางๆ
ความขัดแย้งผุดขึ้นในใจ เหตุใดตำราที่เล่มนีี้ จึงมีเพียงหน้ากระดาษเดียวที่ถูกเขียนไว้?
“เนื้อหาภายในช่างมิสอดคล้องกับขนาดเล่มตำราเสียจริง!” เขานึกในใจด้วยความประหลาดใจ จากนั้นจึงปิดตำราลงอย่างเเผ่วเบา เขาสูดลมหายใจเข้าเบาๆ ก่อนจะก้าวเดินไปยังแปลงสมุนไพรทั้งสี่ที่ปลูกเรียงรายอยู่ตรงหน้าอย่างเป็ระเบียบ ต้นกล้าอ่อนในผืนดินนั้นบอบบาง เงียบสงบ และนุ่มนวลราวกับกำลังรอใครสักคนมาดูเเลมัน
“ถึงแม้ข้าจะไม่เคยลงมือดูแลพืชผักมาก่อน แต่ก็เคยได้เห็นวิธีการดูแลอยู่บ้าง” เขากล่าวกับตนเองเบาๆ ทว่าในห้วงความคิดกลับมีภาพหนึ่งผุดขึ้นอย่างชัดเจน
...ในจวนสกุลเซินยามเช้า
เขาเคยเห็นเหล่าบ่าวรับใช้รดน้ำต้นไม้หน้าตำหนักด้วยความเอาใจใส่ น้ำที่ไหลจากกระบวยสู่ผืนดินอันชุ่มฉ่ำนั้นดูเรียบง่าย ทว่ากลับหล่อเลี้ยงให้ต้นไม้ยังคงอยู่และเติบโตอย่างงอกงาม
ภาพเ่าั้ฉายชัดในมโนสำนึก ทำให้เขานึกได้ว่า การดูแลพืชเหล่านี้ล้วนต้องใช้น้ำทั้งสิ้น
“น้ำ… ใช่แล้ว… น้ำ…” เขากล่าวพึมพำออกมาพลางหวนระลึกถึงคำของชายชราที่บอกกล่าวเกี่ยวกับสระน้ำซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของสวนสมุนไพรแห่งนี้
เซินหลางเหอเหลียวมองรอบตัวอย่างครุ่นคิด
“จากตรงนี้...ทิศตะวันตกก็คือด้านหลังของข้า”
เขาหันหลังกลับ และก้าวเดินออกจากแปลงสมุนไพร ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ และกลิ่นหอมของพืชพรรณนานาชนิดที่โอบล้อมเขาไว้
ทางเดินเล็กๆ คดเคี้ยว ลัดเลาะไปในสวนโอสถอันกว้างใหญ่ เส้นทางที่ทอดยาวนั้นเรียงรายด้วยสมุนไพรนานาชนิด ปลูกเป็ระเบียบงดงาม แปลงแต่ละแห่งแบ่งแยกอย่างชัดเจน ต้นสมุนไพรเติบโตเขียวขจี ใบชอุ่มสะท้อนแสงตะวันยามเช้า ราวกับอาณาจักรแห่งโอสถลี้ลับที่ซ่อนตัวจากสายตาผู้คน
เซินหลางเหอก้าวผ่านแปลงสมุนไพรอันเขียวขจี เถาว์ตังเซียม[6]เลื้อยเกาะเกี่ยวกันแแ่ ราวกับผ้าทอปกป้องขุมทรัพย์ในผืนดิน ใบเขียวหนาของมันสะท้อนแสงแดดอ่อน กลิ่นดินชุ่มฉ่ำผสานความหอมสดชื่น ลอยวนอยู่ในสายลม
ระหว่างทาง เขาเจอใบหวงฉี[7]ปลายเรียวพลิ้วไหวตามสายลมราวกับมือเล็กๆ โบกทักมา กลิ่นชะเอมเทศหอมนวลปะปนกับกลิ่นโสมจางๆ ปลุกเขาให้ตื่นเเละทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด ข้างๆ นั้น อี้หมูฉ่าว[8]ยืนสง่างาม ใบหยักของมันลึกคล้ายพู่กันโบราณที่รอจรดปลายหมึกบนผืนฟ้า
บางส่วนเป็สมุนไพรที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต มีทั้งพืชเถาเลื้อยพันเกี่ยว พืชพุ่มเตี้ยแผ่กิ่งก้านสาขา และพืชยืนต้นสูงตระหง่าน แต่ละชนิดล้วนเติบโตอย่างแข็งแรง แสดงให้เห็นถึงการดูแลเอาใจใส่เป็อย่างดีของผู้ปลูก
กลิ่นหอมหลากหลายชนิดอบอวลไปทั่ว ราวกับกำลังเดินอยู่ในภาพวาดอันงดงามที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทำให้เขารู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็อย่างยิ่ง
เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ จนกระทั่งฝ่าสวนสมุนไพรออกไปจนสุด เบื้องหน้าของเขาปรากฏสระน้ำรูปวงรีขนาดพอเหมาะกลมกลืนกับผืนดิน มีโขดหินกลมมนเรียงรายล้อมรอบ บางก้อนปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำเขียวชอุ่ม ชื้นแฉะจนเปล่งประกายราวกำมะหยี่เข้มข้นใต้ร่มเงาไม้
เหนือสระมีต้นหลิวเก่าแก่หนึ่งต้น กิ่งของมันย้อยระย้าลงมาราวม่านผ้าโปร่ง ให้ร่มเงาเย็นสบายที่ดูเหมือนจะคงอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนาน
ผิวน้ำในสระนิ่งราวแผ่นกระจกใส สะท้อนท้องฟ้าและใบไม้จากเบื้องบน ผสานสีเขียวมรกตปนแดงเรื่อจากตะกอนดินก้นสระ ดุจภาพวาดแห่งกาลเวลาที่ถูกเก็บรักษาไว้ใต้ผืนน้ำอันเงียบสงบ
ที่มุมหนึ่งของสระน้ำ ลานไม้ขนาดกะทัดรัดยื่นออกไปเหนือผิวน้ำ ราวกับสะพานน้อยที่เชื้อเชิญให้ผู้คนมาตักน้ำได้อย่างสะดวก ถังไม้เก่าสองสามใบวางเรียงอย่างเป็ระเบียบ บนลานนั้น กระบวยไม้หลากขนาดแขวนเรียงรายบนรั้วไม้เตี้ยที่กั้นอย่างเรียบร้อย สะท้อนวิถีชีวิตอันเรียบง่ายอันสงบของผู้คนที่นี้
_________________________________
[1] “ฉื่อ” (尺) เป็หน่วยวัดความยาวแบบจีนโบราณ หนึ่งฉื่อจะมีความยาวประมาณสามสิบสามเิเ
[2]เจียงหวง (姜黄) เป็ชื่อเรียกในภาษาจีนกลางของสมุนไพรชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ ขมิ้นชัน ในภาษาไทย
[3]เก๋ากี้ (โกจิเบอร์รี่) หรือในภาษาจีนเรียกว่า “枸杞” (โก่วฉี่) เป็ผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก สีแดงสด มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย และมักนำมาใช้ในทางสมุนไพรหรือการแพทย์แผนจีนอย่างแพร่หลาย
[4]เก๊กฮวย ในภาษาจีนกลาง คือ 菊花(จวี่ฮวา) เเละเรียกว่าเบญจมาศในภาษาไทย เป็พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาทำเป็น้ำสมุนไพร
[5]ฮ่วยซัว หรือซันเย่า(山药) เป็พืชหัวตระกูลกลอยเป็สมุนไพรจีนที่สามารถรับประทานดิบได้
[6]ตังเซียม (党参 หรือ ตั่งเซิน) เป็สมุนไพรจีนชนิดหนึ่งที่ใช้ส่วนของรากมาเป็ยา โดยมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงพลังชี่ บำรุงเื และเสริมภูมิคุ้มกัน
[7]หวงฉี (黄芪) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ อึ่งคี้ หรือ ปักคี้ เป็สมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการบำรุงร่างกาย
[8]อี้หมูฉ่าว (益母草) หรือในภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า เอียะบ้อเช่า เป็ชื่อของสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง ในทางการแพทย์แผนจีน อี้หมูเฉ่ามีสรรพคุณหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดูแลสุขภาพของผู้หญิง