"มิรินนนนนน"
ภัทรสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงะโ แต่พบว่าเขาไม่ได้อยู่ในถ้ำแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในห้องสีขาวเรียบโล่ง แทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นนอกจากพัดลมติดเพดานกับตะเกียงเวทมนตร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ เขาคงจะใกลัวไปแล้วหากไม่เคยเจอคนปล่อยแสงออกจากมือ เด็กผู้หญิงลอยตัว หรือประตูมิติมาก่อนหน้านี้
ตอนนี้เขานอนอยู่บนเตียงเก่าๆ สีซีด ชายผ้าเริ่มเป็ขุย แต่อย่างน้อยมันก็สะอาดและนุ่มกว่าพื้นถ้ำ เขาพยายามพยุงตัวลุกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ ร่างกายไร้เรี่ยวแรง อาการปวดร้าวที่หน้าอก หลัง ไหล่ และขาที่ถูกแทงยังคงเตือนให้รู้ว่าเื่ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน ยังดีที่หูของเขากลับมาได้ยินเสียงตามปกติแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงเป็บ้าแน่ๆ
เขาสำรวจร่างกายตัวเอง พบว่าสวมชุดสีฟ้าเหมือนชุดผู้ป่วย ที่คอยังมีล็อกเกตที่มิรินสวมให้ห้อยอยู่ เขากำมันไว้แน่นด้วยความรู้สึกเ็ปลึกๆ ในใจ ในตอนนั้นเองประตูห้องก็เปิดออก
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอพ่อหนุ่ม หลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ เลยนะ รู้ตัวหรือเปล่า มือเธอไม่ยอมปล่อยจากสร้อยเส้นนั้นเลยนะ”
เสียงหวานละมุนของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ภัทรหันไปมองพบว่าเป็หญิงสาวอายุราวสิบแปดถึงยี่สิบปี ผิวขาว หน้าตาสะสวย ผมสีดำขลับถักเปียยาวถึงเอว มีไฮไลต์สีฟ้าน้ำทะเลเรืองแสงแทรกอยู่ในเรือนผม เธอสวมแว่นครึ่งวงกลม แต่งกายในชุดเสื้อแขนยาวสีขาว กระโปรงหนังสีดำ สะพายกระเป๋าหนังใบเก๋ เธอเดินถือถาดอาหารและจานใส่แอปเปิลเข้ามา
“สวัสดีครับ... ไม่ทราบว่าที่นี่คือที่ไหนเหรอครับ” ภัทรถามพลางมองไปรอบๆ ด้วยความระแวง
“ที่นี่คือห้องพยาบาลของหน่วยฟื้นฟูผู้วิเศษจ้ะ”
“คุณเป็คนช่วยผมไว้เหรอครับ?” เธอชะงักเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“ตามเทคนิคแล้วก็ใช่จ้ะ แต่ถ้าจะพูดให้ถูก คนที่ลงมือช่วยเธอจริงๆ คือหัวหน้าของพวกเรา”
“แล้วพวกคุณเป็ใคร? ทำไมต้องช่วยผม?”
“พวกเราคือ ‘หน่วยป้องกันและปราบปรามการใช้เวทมนตร์ในทางที่ผิดในเขตสามัญ’ การช่วยเหลือชาวสามัญจากผลกระทบของโลกเวทมนตร์เป็หนึ่งในหน้าที่หลักของเรา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเป็ทางการ
“ถ้าคุณเป็หน่วยป้องกันจริงๆ... งั้นพวกคุณก็มาช้าเกินไป... ช้าเกินไปมาก” ภัทรตัดพ้อเสียงสั่น
เธอมองหน้าภัทรด้วยแววตาเห็นใจ “เราขอโทษจริงๆ ที่ช่วยเด็กคนนั้นไว้ไม่ทัน แต่อย่างน้อยที่สุดเธอก็รอดชีวิตมาได้นะ... ฉันชื่อ ‘รริศรา วรวารินทร์’ หรือจะเรียกว่า ‘ริศ’ เฉยๆ ก็ได้ เรามาคุยเื่ที่เกิดขึ้นกันหน่อยดีกว่า เริ่มจากเธอชื่ออะไร และพวกเธอไปทำอีท่าไหนถึงไปเปิดประตูอัญเชิญในโหลนั่นได้”
เธอหยิบกระดาษปึกใหญ่และปากกาออกมาวางบนโต๊ะข้างเตียง
เขาถอนหายใจยาว “ผมชื่อคณาภัทรครับ... เรียกว่า ‘ภัทร’ ก็ได้”
แล้วเขาก็เริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมด ั้แ่อาจารย์สั่งให้ไปไล่นักเรียน การเจอกลุ่มรุ่นพี่ การทำพิธีกรรม ควันสีดำ การถูกขัง และการจุติของเทพธิดา แต่เขาเลือกที่จะเก็บเื่ที่มิรินมอบสร้อยให้เขาและคำว่า ‘อเม’ ไว้เป็ความลับ หญิงสาวพยักหน้ารับรู้ ปากกาของเธอจดบันทึกยิกๆ ลงบนกระดาษสีน้ำตาลด้วยตัวมันเองอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเล่าจบ เขาก็มองหน้าเธอ
“คุณจะไม่เชื่อผมก็ได้ แต่ทุกคนตายหมดแล้ว... ไม่รู้พวกคุณจะไปหาหลักฐานมายืนยันคำพูดผมได้ที่ไหน”
“เื่หลักฐานไม่ต้องห่วงหรอก ทางเรามีวิธีตรวจสอบ” ริศยิ้มบางๆ
“แล้ว... ผมจะกลับบ้านได้ตอนไหนเหรอครับ”
“คงไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอกจ้ะ พวกกลุ่มกุหลาบดำอาจจะพยายามตามหาตัวเธออีก เพราะเืของเธอเป็ตัวแปรสำคัญที่ทำให้พิธีกรรมสำเร็จ” เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนถามต่อ “แล้วก็... เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองเป็ผู้วิเศษ?”
“อะไรนะ... คุณพูดจริงเหรอ?” ภัทรลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยความใ แต่ก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเ็ปจนต้องล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
“แปลว่าไม่รู้สินะ... ทีมแพทย์ของเราตรวจร่างกายเธอแล้วพบว่า เธอมี ‘รากมนตรา’ เหมือนผู้วิเศษทั่วไป แต่เป็เคสที่พิเศษมากๆ ปกติรากมนตราจะเจริญเติบโตสมบูรณ์ตอนสิบขวบ แต่ของเธอมันเพิ่งเริ่มตื่นตัว... เธอเป็เคสหายากในรอบยี่สิบเจ็ดสิบปีเลยนะ เล่นเอาฉันต้องทำเื่ส่งส่วนกลางจนหัวหมุนเลย”
“งั้นผม... ก็เป็ผู้วิเศษได้จริงๆ เหรอครับ”
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะเลือกเส้นทางไหน เธอสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาได้ โดยเราจะทำการผนึกรากมนตราและลบความทรงจำเกี่ยวกับเื่นี้ออกไป...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ภัทรก็สวนขึ้นมาทันที “ผมจะเป็ผู้วิเศษครับ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง
ริศเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เพราะอะไร?”
“ผมต้องไปช่วยมิริน”
“มีความตั้งใจดี... แต่ยังอ่อนหัดนะไอ้หนู” ภัทรและริศหันไปทางต้นเสียง เป็เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าของชายคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู
ชายคนนี้สวมชุดสีดำคล้ายกับริศ แต่สวมทับด้วยเสื้อโค้ทหนังตัวยาวและมีสายคาดเอวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกๆ เหมือนมือปราบในหนังคาวบอย เขาใส่แว่นกันแดดสีดำแม้จะอยู่ในร่ม ผมยาวระบ่ายุ่งเหยิง มีปอยผมสีแดงไหม้เรืองแสงแซมอยู่ หนวดเคราขึ้นครึ้มเหมือนคนี้เีโกน เขาเดินลากเท้าเข้ามาหยุดที่ข้างเตียง
“คุณคือคนที่มาช่วยผมตอนนั้นใช่ไหมครับ” ภัทรถาม
“เห... จำฉันได้ด้วยเหรอ ตอนนั้นฉันบ่นไปตั้งเยอะก็จริง แต่นายสลบไปแทบจะทันทีที่ฉันไปถึงนี่นา”ชวยคนนั่นยิ้มไปเกาคางทีมีหนวดหลอมแหลมของเขาไป
“รองเท้า... รองเท้าของคุณ” ภัทรชี้ไปที่รองเท้าบูทหนังของชายคนนั้น
“มันขี้เหร่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยครับ”
ชายคนนั้นก้มมองรองเท้าหนังสีดำผิวขรุขระรูปทรงบิดเบี้ยวที่มีอักษรเรืองแสงวิบวับอย่างเสียความรู้สึก ส่วนริศหลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ฉันบอกแล้วไงคะหัวหน้า ว่ารสนิยมแฟชั่นของหัวหน้ามันเข้าขั้นวิกฤต”
“วิกฤตตรงไหน! นี่มันรองเท้าหนังสัตว์อสูรระดับสี่ ‘แรดวายุดำ’ สลักอักขระเสริมความเร็วระดับสามเชียวนะเว้ย!” เขาเถียงคอเป็เอ็น “พวกตาไม่ถึง...”
เขาเลิกสนใจริศแล้วหันกลับมาจ้องภัทร “คนที่พาเด็กผู้หญิงไปน่ะ เป็ผู้วิเศษระดับสาม ระดับเดียวกับฉันตอนนี้ นายอาจจะต้องฝึกเป็สิบปีกว่าจะสู้กับมันได้ รู้แบบนี้แล้วยังจะสู้เหรอ?”
“ครับ” ภัทรตอบโดยไม่ลังเล “ผมรู้สึกสมเพชตัวเองมากที่ทำได้แค่มองดูคนที่ผมห่วงใยถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตาโดยทำอะไรไม่ได้เลย... ผมไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว”
“ตอบได้ดี...” หัวหน้าพยักหน้า “ฉันจะสรุปสถานการณ์ให้ฟังง่ายๆ ปกติเด็กที่มีพลังเวทจะถูกส่งเข้าโรงเรียนตอนสิบเอ็ดขวบ เรียนจบตอนสิบห้าเพื่อเลือกสายอาชีพ ว่าแต่ตอนนี้นายอายุเท่าไหร่?”
“สิบสี่ครับ”
“นั่นไง... นายช้ากว่าชาวบ้านเขาไปสามปีเต็มๆ แถมพื้นฐานก็เป็ศูนย์” หัวหน้าเกาหัวแกรกๆ “เอาอย่างนี้ไหม... นายมาทำงานเป็เด็กฝึกงานในหน่วยของเรา แลกกับที่พัก อาหาร และค่าแรงนิดหน่อย ส่วนเื่วิชา... ฉันจะให้ริศช่วยติวพื้นฐานให้ พอนายมีความรู้พอค่อยสอบเทียบเข้าเรียน หรือจะฝึกภาคสนามไปเลยก็แล้วแต่ศักยภาพนาย ริศ คิดว่าไง?”
ริศที่กำลังปอกแอปเปิลอยู่หันมายิ้ม “ดิฉันเห็นด้วยค่ะ ถ้าให้เขาไปเริ่มเรียนกับเด็กสิบเอ็ดขวบตอนนี้คงอึดอัดแย่ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า แต่... รบกวนหัวหน้าทำเื่เพิ่มงบค่าจ้างพนักงานชั่วคราวด้วยนะคะ”
หัวหน้าทำหูทวนลมกับประโยคหลัง “งั้นตกลงตามนี้ ริศ พรุ่งนี้ฝากเธอจัดการเื่เอกสารยืนยันตัวตนกับเงินสวัสดิการของเด็กใหม่ด้วย ส่วนนาย...”
เขาโยนขวดหยกใบเล็กมาบนตักภัทร “กินยานี้ซะ แล้วก็นอนพัก”
ภัทรเปิดขวดออกดู เห็นยาเม็ดกลมสีเขียวเข้มสามเม็ด กลิ่นฉุนกึก
“กินแค่เม็ดเดียวพอ กินแล้วนั่งสมาธิสักพัก ร่างกายจะดูดซึมตัวยาได้ดีขึ้น พรุ่งนี้เช้าแผลนายน่าจะหายสนิท แล้วฉันจะมารับ”
ชายคนนั้นหันหลังเดินออกจากห้องไป แต่ก่อนจะพ้นประตู เขาก็หันกลับมา “อ้อ... ฉันเป็หัวหน้าสำนักงานเขตนี้ เรียกว่า ‘หัวหน้าจี’ ก็พอ ฉันไม่ชอบให้ใครเรียกชื่อ... ทีมเรามีคนไม่เยอะ ฝ่ายบู๊มีฉันกับ ‘ชีตาห์’ อีกคน ส่วนริศอยู่ฝ่ายซัพพอร์ต ยินดีต้อนรับสู่โลกผู้วิเศษนะไอ้หนู”
หลังจากทั้งสองคนออกไป ภัทรนั่งมองขวดหยกในมือ เขาไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกหรือผิด เส้นทางข้างหน้าจะเป็อย่างไร แต่ภาพแววตาของมิรินที่มองเขาก่อนประตูปิดลงยังคงชัดเจนในความทรงจำ มันตอกย้ำให้รู้ว่า... เขาถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว
ท้องของเขาร้องประท้วง ภัทรจึงหยิบแอปเปิลที่ริศปอกไว้ใส่ปากเคี้ยวกลืนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบยาเม็ดสีเขียวขนาดเท่าหัวแม่มือขึ้นมาพิจารณา ผิวของมันขรุขระเล็กน้อยและดูมันเงา
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะกลืนเ้าก้อนนี้ลงไปได้ยังไงโดยไม่ติดคอตาย
แต่เมื่อใส่เข้าไปในปาก มันกลับละลายแทบจะในทันที รสขมเฝื่อนผสมคาวเืพุ่งพล่านไปทั่วปากจนเขาแทบจะอาเจียน แต่ความขมนั้นอยู่ได้ไม่นาน มันเปลี่ยนเป็ความร้อนสายหนึ่งไหลซึมไปทั่วร่างกาย อาการเ็ปที่หน้าอกและขาค่อยๆ ทุเลาลง ความง่วงงุนเข้าครอบงำ...
ภัทรหลับตาลง มือยังคงกำล็อกเกตของมิรินไว้แน่น และเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด