ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 ลงมือ

            “สิบห้าล้าน…หนึ่งแสน!”

            ขณะนั้นเอง เสียงขี้อายจู่ๆ ก็ดังขึ้น

            ผู้คนตกตะลึงคนที่เอ่ยขึ้นกลับเป็นชายร่างเล็กที่เล็กจนไม่ทันสังเกตเห็นฟังจากเสียงอายุคงไม่โตมาก เมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยจบก็ถูกมองจนทำตัวไม่ถูก เขยิบชิดไปข้างชายที่ยืนข้างๆ

            เขาคนนี้หาใช่ใครอื่น โหยวเสี่ยวโม่นั่นเอง

            อันที่จริงเขาไม่ได้ใส่ใจที่หลิงเซียวแข่งขันประมูลแต่จากเหตุการณ์สองครั้งที่ผ่านมา เขารับรู้ได้ถึงความมือเติบขั้นสุดของหมอนี่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเขาก็ใช้ไปมากกว่ายี่สิบล้าน

            ดังนั้นรอบนี้ไม่ได้ให้เขาเสนอราคาก็เพราะหลิงเซียวขานราคาไปเรื่อยทั้งๆ ที่เพิ่มแค่นิดหน่อยก็ได้ แต่ก็ยังเพิ่มราคาทีละล้านสองล้านเล่นเอาเขาแทบลมจับ อันที่จริง เขาไม่รังเกียจที่จะมีเงินเหลือเก็บมากๆ จริงๆ นะ!

            ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงยอมเอ่ยราคาเอง ไม่ให้หลิงเซียวลงมือ

            เนื้อแพะหมื่นปราณเพิ่มราคาได้ต่อครั้งต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงเลือกที่ต่ำสุด

            ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ถูกพวกมันทำเสียเรื่อง ติงสือเหลืออดแล้วแม้กระทั่งเกิดความคิดสังหารคนในใจขึ้น รังสีที่น่าผวานี้แผ่ซ่านออกมาจ้องมองไปยังหลิงเซียวกับโหยวเสี่ยวโม่ราวกับสายฟ้าฟาด

            ถึงขั้นบีบให้ติงสือสูญเสียความมีเหตุผลแล้วเกิดอยากลงมือกับหลิงเซียวและโหยวเสี่ยวโม่ที่เป็นลูกค้าเช่นเดียวกันก็นับว่าพวกเขานั้นสามารถจริง อย่างน้อยจากสายตาคนอื่นๆ คงคิดเช่นนี้

            หลิงเซียวนั้นรับรู้ได้ถึงอารมณ์เดือดดาลของติงสือทันใดที่เขาจู่โจมพวกเขา ก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใดพลังปราณคู่กายทันใดก็ระเบิดแผ่ออกมาเปลวไฟสีม่วงพ่นออกมาราวกับคลื่นไฟป่าที่ถาโถมอึดใจเดียวก็ถูกเคลื่อนไปปะทะกับพลังที่โจมตีมาจากด้านหน้า

            เมื่อพลังทั้งสองปะทะกัน ทันใดนั้นเสียงระเบิดดังขึ้นผู้คนแตกตื่น การปะทะนั้นราวกับน้ำทะเลสาบนิ่งสงบที่มีคลื่นเป็นระลอกจุดที่พลังทั้งสองปะทะกันนั้นแตกกว้างออก…

            แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงเท่านี้พลังเปลวไฟสีม่วงที่แผ่ออกมาจากร่างหลิงเซียวไม่ได้หายไปแต่อย่างใดเพียงแต่แช่นิ่งอยู่กลางอากาศชั่วครู่ จากนั้นพุ่งจู่โจมไปยังติงสืออย่างดุร้าย

            “หยุด!”

            เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นในโถงกลาง จู่ๆ เงาร่างคนปรากฏขึ้นจากด้านขวาติงสือดูเปลวไฟสีม่วงที่โจมตีมา หน้าเปลี่ยนสีพลันคว้าไหล่ติงสือหลบออกเร็วไว

            เปลวไฟสีม่วงนั้นพุ่งไปโดนเก้าอี้ที่ติงสือนั่งเก้าอี้หินที่ทำมาจากหินทรายขาวอันแข็งแกร่งทันใดก็ถูกเปลวไฟหลอมละลาย…

            เมื่อเห็นภาพนี้ หลายคนถึงกับสูดหายใจเฮือกหากนี่โดนเข้ากับตัว ชีวิตคงดับมอดทันตาแต่สายตาหลายคนนั้นเหมือนกับคนที่ช่วยติงสือที่ท่าทางตกใจ ตะโกนออกมา

            “พลังชั้น ระ ราชัน?”

            คำพูดนี้เปรียบเสมือนหินก้อนเดียวที่ก่อคลื่นพันระลอกทั่วทั้งโถงมีแต่เสียงหายใจดังเฮือก

            หากเป็นจอมยุทธ์พลังชั้นวิญญาณ พวกเขาคงกลัวไม่น้อยแต่คิดไม่ถึงว่ากลับเป็นผู้มีพลังชั้นราชัน จากที่รู้กันทั่วแผ่นดินหลงเสียงนั้นมีจอมยุทธ์ชั้นราชันเพียงสามคนนั่นก็ทังฝานแห่งสำนักเทียนซิน ลั่วเฉิงหยวนแห่งสำนักชิงเฉิงและเซินถูเตาแห่งพรรคซิงหลัว

            ทั้งสามล้วนเป็นผู้นำ ทั้งสามอำนาจล้วนขึ้นชื่อติดอันดับ

            พวกเขาสามารถเป็นผู้นำอำนาจได้นั้นก็อาศัยฝีมือพลังชั้นราชันที่มีอยู่

            คิดไม่ถึงว่า วันนี้ในหอหมื่นสมบัติเล็กๆ แห่งนี้จะปรากฏจอมยุทธ์ชั้นราชันขึ้นมาอีกหนึ่งคนนี่มันหมายถึงฝั่งใต้แผ่นดินหลงเสียงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นหรือ?

            ตั้งแต่หลิงเซียวปล่อยพลังออกมาใบหน้าของติงสือคงใช้คำว่าซีดเผือดมาบรรยายไม่ได้อีกต่อไปเพราะมันขาวซีดกว่านั้นอีก

            พลังเปลวไฟสีม่วงนั้นให้ความกดดันเหมือนกับความรู้สึกจากเจ้าสำนักพริบตาเดียวก็ทำให้เขาหวาดกลัวตื่นตระหนก ดังนั้นจังหวะที่เปลวไฟสีม่วงโจมตีมาทางเขานั้นถึงกับขยับไม่ออก  จากนั้นก็ได้ยินเสียงหวาดผวาดังขึ้นหน้าติงสือเปลี่ยนเป็นสีเทา ในใจมีเพียงคำว่า ‘แย่แล้ว’

            หากให้ประมุขพรรครู้ว่าเขาก่อเรื่องกับจอมยุทธ์ชั้นราชันต่อให้เขาตายหมื่นหนคงชดใช้ความผิดพลาดนี้ไม่ได้

            “สหายท่านนี้โปรดใจเย็นก่อน มีอะไรค่อยๆ คุยกันข้าน้อยต้องให้คำตอบที่ท่านพอใจแน่”

            คนที่ช่วยชีวิตติงสือไว้ได้สติอย่างรวดเร็วใบหน้าหล่อเหลานั้นข่มความตื่นตระหนกไว้ แล้วแทนที่ด้วยท่าทีสง่างามแต่ก็มิได้บดบังความหล่อเหลาของเขาได้เลย นี่คือชายรูปโฉมงามอย่างไม่ต้องสงสัยเห็นเพียงเขายกมือคำนับหลิงเซียวแล้วเอ่ย

            เมื่อเห็นคนผู้นี้ จู่ๆ หลิงเซียวก็ยิ้มมุมปากขี้เล่น “จะเชื่อเจ้าสักครั้ง”

            ตอนนี้ผู้คนได้สติ ในที่สุดก็เริ่มสนใจชายผู้นี้เมื่อเห็นใบหน้าเขา ก็มีคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา “ลั่วซูเหอ?”

            คนอื่นๆ ก็เริ่มนึกออกลั่วซูเหอคือผู้ที่ฝีมือโดดเด่นในการร่วมมือโจมตีเผ่าปีศาจครั้งนั้นมีชื่อเสียงพอกันกับหลินเซียวแห่งสำนักเทียนซิน

            แต่ที่ทำให้ผู้คนสงสัยที่สุดคือลั่วซูเหอนั้นโผล่ออกมาจากด้านหลังเวทีเห็นทีข่าวลือที่ว่าสำนักชิงเฉิงให้การสนับสนุนหอหมื่นสมบัติคงจะเป็นจริงอย่างไร้ข้อกังขาอีกทั้งร้อยละเก้าสิบเชื่อว่าสำนักชิงเฉิงเป็นเจ้าของด้วย

            ลั่วซูเหอแม้จะสงสัยกับท่าทีหลิงเซียวที่วางมือง่ายๆแต่ก็โล่งอก

            เพราะว่าจอมยุทธ์ที่ยิ่งมีพลังสูงส่ง ล้วนมีนิสัยแปลกประหลาดจากที่ดูติงสือเป็นผู้ลงมือก่อน ดังนั้นไม่ว่าหลิงเซียวจะฆ่าติงสือหรือทำร้ายเขาบาดเจ็บสาหัส เรื่องนี้เขาก็ไม่ผิดอยู่ดีหากพรรคซิงหลัวรู้เรื่องเข้าแต่คิดว่าคงไม่กล้ามีเรื่องกับผู้มีพลังชั้นราชันเพียงเพราะผู้อาวุโสชั้นอรุณเพียงคนเดียว

            แต่ที่เขาโล่งอกไม่ใช่เพราะเรื่องนี้แท้จริงแล้วตั้งแต่ตอนที่ติงสือมีจิตสังหาร เขาก็รับรู้แล้วแต่ที่ไม่ได้ออกมาแต่ทีแรกนั้นเขาจงใจ

            ติงสือนั้นเป็นผู้อาวุโสของพรรคซิงหลัวแต่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงจอมยุทธ์ชั้นราชันคนมีพลังชั้นนี้ทำได้แค่เป็นมิตร ห้ามมีเรื่องด้วยเด็ดขาด

            วิเคราะห์ได้เช่นนี้ ลั่วซูเหอมองไปยังติงสือแล้วเอ่ยเสียงขรึม “ผู้อาวุโสติงท่านก็ถือว่าเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งในหอหมื่นสมบัตินี้คิดว่าคงไม่มีทางไม่รู้ถึงกฎระเบียบของที่นี่ จากที่เห็น ท่านแหกกฎก่อนข้าน้อยเห็นว่าท่านควรจะออกจากที่นี่ไปเสีย เชิญ!”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ ติงสือสีหน้าขาวซีดทันใด

            ผ่านเรื่องนี้ไป พรรคซิงหลัวในเมืองชิงรวมไปถึงแผ่นดินหลงเสียงฝั่งใต้คงเชิดหน้าชูตาได้ยาก เจ้าอำนาจที่น่าเกรงขามกลับถูกไล่ออกจากโรงประมูล ช่างน่าขันสิ้นดี!

            หากว่าหลิงเซียวเป็นเพียงผู้มีพลังชั้นอรุณหรือชั้นวิญญาณติงสือไม่จำเป็นต้องกลัวเขา เรื่องราวในวันนี้ก็คงพลิกเป็นตรงกันข้ามแต่กลับหาเรื่องกับผู้แข็งแกร่ง ติงสือนั้นคิดผิดถนัด และไม่กล้ากร่างอีกต่อไปได้แต่เดินจากไปเงียบๆ

            หลังจากติงสือออกไป ลั่วซูเหอก็ประกาศเริ่มการประมูลอีกครั้ง

            หลิงเซียวประมูลเนื้อแพะหมื่นปราณสามตัวเรียบร้อยสำหรับของประมูลต่อจากนั้นเขาไม่ได้สนใจ จึงพาโหยวเสี่ยวโม่ที่มึนงงอยู่ออกจากโถงกลาง

            พอพวกเขาจากไป บรรยากาศในโถงกลางก็ครึกครื้นขึ้นมาทันทีกลับมีคนน้อยนิดที่ยังสนใจการประมูลอยู่ส่วนใหญ่นั้นถกกันถึงเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น มีบางคนถึงขั้นลุกออกไปเพื่อที่จะแพร่ข่าวนี้ไปยังผู้อื่น มีผู้มีพลังชั้นราชันปรากฏตัวขึ้นข่าวนี้ต้องสร้างความสะทกสะท้านราวกับแผ่นดินไหวสิบสองริกเตอร์

            “ศิษย์พี่หลิง ต่อจากนี้เราจะไปไหนกันดี?”

            กว่าโหยวเสี่ยวโม่จะรู้สึกตัว จู่ๆติงสือก็จู่โจมขึ้นทำเขาสะดุ้งโหยงเขานึกว่าการประมูลนั้นทำได้แค่ใช้ปากห้ามใช้กำลัง วันนี้หากไม่มีหลิงเซียวอยู่ข้างกายเขาคงตายไปแล้ว แต่พอนึกย้อนดูก็ไม่ได้กลัวมากถึงเพียงนั้นเพราะยังไงก็ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายเช่นนี้มาแล้วหลายรอบ เริ่มมีประสบการณ์

            “ไปเอาเนื้อแพะหมื่นปราณ” หลิงเซียวหมุนตัวกลับมาช่วยเขาจัดที่กำบังให้เข้าที่

            ทั้งสองเดินเข้าประตูหลังหอหมื่นสมบัติ ลั่วซูเหอรอพวกเขาอยู่แล้ว

            ลั่วซูเหอคนนี้ โหยวเสี่ยวโม่ไม่ค่อยรู้จักแต่จากท่าทีที่เขาแสดงออกในโถงกลาง ลั่วซูเหอคือคนฉลาดมีไหวพริบอย่างไม่ต้องสงสัยในขณะที่ไม่สร้างความบาดหมางกับพรรคซิงหลัวทั้งยังสามารถเอาใจจอมยุทธ์ชั้นราชันได้อีกด้วย ไม่แปลกที่จะถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะยอดคนเช่นเดียวกับหลินเซียว

            เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา ลั่วซูเหอยิ้มอ่อนโยนสง่างาม “สหายทั้งสองมาได้รวดเร็วนักนี่คือเนื้อแพะหมื่นปราณหกร้อยชั่ง เชิญดูก่อน”

            โหยวเสี่ยวโม่เอะใจเล็กน้อยลั่วซูเหอหาได้วางตัวกับพวกเขามากมาย อีกทั้งดูแล้วเหมือนคุณชายผู้สูงส่งและไม่ใช่การแกล้งทำตัวให้เหมือน ไม่เหมือนกับหลิงเซียว ‘ผู้เสแสร้ง’ แม้แต่นิดคิดเช่นนี้แล้ว เขายังแอบชำเลืองมองหลิงเซียวจากนั้นรีบถอนสายตากลับมาก่อนที่เขาจะรู้ตัว

            เมื่อรับถุงเก็บของมาจากมือเขา ของด้านในปริมาณตรงตามนั้นพื้นที่ถุงเก็บของไม่ใหญ่มากนัก เนื้อหกร้อยชั่งก็เต็มพื้นที่แล้วแต่เนื้อนั้นสดใหม่มาก ราวกับว่าพึ่งถูกถลกเนื้อมาจากตัวแพะหมื่นปราณไม่นาน

            เมื่อเก็บถุงเก็บของไว้ที่เอวแล้วโหยวเสี่ยวโม่เอาเงินที่หลิงเซียวให้เขาก่อนหน้านั้น และเงินของเขาเองใช้พลังปราณวิญญาณนับเงินทั้งหมดสามสิบห้าล้านหนึ่งแสนออกมาใ่ส่ไว้ในถุงเก็บของของเขา แล้วยื่นให้ลั่วซูเหอ

            ลั่วซูเหอไม่ได้นับซึ่งหน้าพวกเขา ถือเป็นการเชื่อใจพวกเขาแบบหนึ่งแต่ที่มากกว่านั้นคือการสร้างสัมพันธ์

            ถัดจากนั้น ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน เพียงไม่กี่คำพูดหลิงเซียวก็พาโหยวเสี่ยวโม่จากมา

            เห็นเงาพวกเขาออกไป ครู่เดียวเงาใครบางคนก็เดินเข้ามาไม่รีบไม่ร้อน เมื่อเห็นลั่วซูเหอคิ้วที่ผูกเป็นปมก็คลายลงมาก เอ่ยขึ้น “ซูเหอ จอมยุทธ์ท่านนั้นไปแล้วหรือ?”

            ลั่วซูเหอพยักหน้าให้เขา “ขอรับ ท่านพ่อ!”

            ชายผู้นี้ก็คือลั่วเฉิงหยวน พ่อของลั่วซูเหอ เมื่อได้รับข่าวจากลูกชายเขาก็รีบมาทันที แต่ช้าไปก้าวเดียว แต่ไม่ถือว่าพลาดอะไร

            “รู้ที่มาของพวกเขารึเปล่า?” ลั่วเฉิงหยวนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง หน้าตาฉงนสงสัยแล้วเอ่ย

            “พวกเขาระวังตัวมาก” ลั่วซูเหอส่ายหัว

            พูดจบ หน้านิ่งยะเยือกของลั่วเฉิงหยวนก็เผยความวูบวาบชั่วครู่เพียงเอ่ยขึ้นว่า “หวังว่าพวกเขาจะไม่มีความสัมพันธ์อะไรกับสำนักเทียนซินจะเป็นการดีมาก”

            ที่เขาเป็นห่วงที่สุดคือความเกี่ยวข้องของจอมยุทธ์พลังชั้นราชันคนนั้นเพราะเมื่อไม่นานมานี้ เขาพึ่งขโมยตำรับสูตรยาขั้นเก้าของสำนักเทียนซินมาแม้เบื้องหน้าสำนักเทียนซินยังไม่มีท่าทีอะไร แต่เขารู้สำนักเทียนซินต้องเดาออกว่าเป็นฝีมือเขา เพียงแต่ไม่มีหลักฐานดังนั้นถึงแสดงออกมาเงียบเชียบเช่นนี้

            ลั่วซูเหอเดินไปข้างเขา โอบไหล่เบาๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยน “ท่านพ่อ อาการบาดเจ็บของท่านเป็นยังไงบ้างยังมีอะไรน่าเป็นห่วงหรือไม่?”

            “อาการดีขึ้นกว่าครึ่งแล้วไม่ต้องเป็นห่วงแทนข้าหรอก” ลั่วเฉิงหยวนเอ่ย

            ขณะเดียวกันข่าวการปรากฏตัวของจอมยุทธ์ชั้นราชันก็แพร่สะพัดไปทั่วฝั่งใต้แผ่นดินหลงเสียงในเวลาอันรวดเร็วหลายเจ้าอำนาจต่างได้รับข่าวนี้ อย่างสำนักเทียนซิน พรรคซิงหลัวพรรคเซียวเหยาเป็นต้น ทว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาตอบโต้หนักสุดเห็นจะเป็นพรรคซิงหลัวใครใช้ให้ผู้อาวุโสของพวกเขาไปหาเรื่องกับจอมยุทธ์ชั้นราชันกันล่ะหลายคนที่รอดูหายนะของพวกเขาอย่างสนุกสนาน

            ส่วนหลิงเซียวกับโหยวเสี่ยวโม่ เมื่อออกจากหอหมื่นสมบัติปุ๊บก็มีคนสะกดรอยตามทันที

            คนที่สะกดรอยพวกเขาล้วนตามมาจากหอหมื่นสมบัติแต่หลิงเซียวไม่ได้สนใจพวกเขา แต่ก็ไม่ได้สลัดพวกเขา เพราะไม่รีบ

            โหยวเสี่ยวโม่หาได้รู้ไม่ว่าโดนสะกดรอยตาม เห็นว่ายังพอมีเวลาจึงดึงหลิงเซียวไปเดินเล่นต่อในเมืองชิง

            เมืองชิงกับเมืองฮุยจี๋นั้นไม่เหมือนกันบนตรอกมีร้านค้าหลากหลายหน้าร้านดูหรูหรา ชัดว่าล้วนเป็นพวกฐานะดีเดินดูได้หลายร้าน โหยวเสี่ยวโม่ก็หมดอารมณ์ ไม่ใช่เพราะไม่เจอสิ่งที่ตัวเองสนใจแต่เพราะหญ้าเซียนในร้านนั้นแพงกว่าที่เมืองฮุยจี๋เสียอีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือหญ้าเซียนขั้นสูงไม่ค่อยจะมี เมล็ดพันธุ์นั้นแทบไม่เห็นเห็นได้ว่าหญ้าเซียนขั้นสูงนั้นหายากเพียงใด

            เมื่อไม่สามารถหาสิ่งที่อยากได้โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่อยากอยู่ค้างที่เมืองชิง จึงออกมาพร้อมหลิงเซียว

            เมื่อออกจากเมืองชิงคนสอดแนมของแต่ละเจ้าอำนาจก็สะกดรอยตามพวกเขา แต่ปรากฏว่าพึ่งพ้นประตูเมืองเงาของพวกเขาสองคนก็หายไปซะแล้ว…

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392