บทที่ 160 เสียสละเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเทพมารคงกำลังทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถปรากฎออกมานอกกายชิวเหวินเจี้ยนได้ทำให้ชายหนุ่มได้แต่จินตนาการถึงคิ้วที่ขมวดมุ่นและท่าทางกอดอกพร้อมกับเสียงที่เงียบไปชั่วครู่
ชิวเหวินเจี้ยนถอนหายใจอีกครั้ง จริงอยู่ที่ได้ร่างกายคืนกลับมาแต่ว่าก็ไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรต่อ ลี่เฟยเป็นเอลฟ์แต่การที่จะไปหาเขาได้นั้นก็ต้องออกจากมิติที่ซูเหยียนสร้างขึ้นมาเพื่อดึงตัวเขามามอบร่างกายให้เสียก่อน
ชายหนุ่มหวนคิดถึงมังกรมายาลวง หากตนเสียพลังในการเปิดประตูมิติไป อย่างน้อยมังกรมายาลวงก็ยังสามารถทำหน้าที่นี้แทนเขาได้ ให้ชายหนุ่มหยิบยืมพลังเพื่อจะข้ามไปยังดินแดนของเอลฟ์ในชั่วพริบตา
หากถามว่าเหตุใดทำไมชิวเหวินเจี้ยนถึงไม่ใช้วิชาล่องนภาเพื่อไปยังที่แห่งนั้นก็คงเป็นเพราะชายหนุ่มคิดว่ามันใช้เวลามาก ทั้งยังแสนไกล เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ใน ในความเป็นไปได้ที่เอกภพกลายเป็นจำนวนอนันต์ เขาอาจจะอยู่ไกลโพ้นจากดินแดนที่ตนรู้จักก็เป็นได้
เพราะงั้นแล้วการเปิดประตูมิติเป็นทางเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้และเดินทางไปหาลี่เฟยได้
"ผ่านมาประมาณสามปีแล้วหลังจากร่างข้าถูกทำลาย" ชิวเหวินเจี้ยนว่า ทำราวกับพูดกับตนเองทั้งที่จริงหวังจะสื่อสารกับเทพมารภายใน ดวงจิตของอีกฝ่ายยังคงแข็งกล้ามิแปรเปลี่ยน แข็งแกร่งขนาดที่ว่าเขาตั้งใจทำลายไปแล้วแต่ก็ไม่ยอมสูญสลาย
เขาว่ากันว่าสสารไม่หายไปจากโลกและเทพมารเองก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ชายหนุ่มจึงเลิกคิดหาวิธีทำลายเทพมารแล้ว เสียอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นพลังให้กับเขาได้ทั้งเทพมารเองก็ชื่นชอบที่จะอยู่กับเขา เทพมารมักบอกเสมอว่าอยู่กับชิวเหวินเจี้ยนนั้นมีเรื่องให้ทำอยู่บ่อยครั้งทั้งยังสนุกอีกด้วย
ดูๆ ไปเทพมารเองก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่เลย
"ในระหว่างนั้นข้าก็ลอยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เจ้าน่าจะส่งสัญญาณบอกตั้งแต่เริ่มนะว่ายังไม่ได้หายไป" ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้มตอนนี้ชายหนุ่มนั่งลงบนทุ่งหญ้าแล้ว ยังไงเขาก็ไม่มีเหตุผลให้เดินหาทางออกจากมิติแห่งนี้
'ข้าแค่อยากให้เวลาเจ้าขบคิด'
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างถูกใจ "ให้ข้าคิดถึงสามปีเชียวหรือ"
'เอาเถอะ อย่างไรแกล้งเจ้าบ้างก็สนุกดีเหมือนกัน ถึงข้าจะสื่อสารกับเจ้าได้ก็ไม่ได้มีพลังจะมอบร่างให้หรอกนะ' เทพมารตอบกลับไปบ้าง ชิวเหวินเจี้ยนเห็นว่าเป็นจริงอย่างที่ว่าทุกประการจึงไม่ได้คิดจะเถียงเทพมาร 'ตอนนี้คิดการสิ่งใดอยู่กัน จะไปหาลี่เฟยงั้นหรือ'
"ใช่แล้ว ในตอนนี้คงต้องไปหาลี่เฟยก่อน ข้ายังต้องการที่พักและค่อยคิดกันว่าจะทำอย่างไรถึงจะกลับไปยังปราสาทสีทองได้ ซูเหยียนบอกว่าที่นั่นลี่เฟยจะให้ความช่วยเหลือได้"
'กลับไปที่ปราสาทสีทองเลยมิง่ายกว่าหรือ...' เทพมารฉุกคิดขึ้นได้ 'ลืมไป เจ้าเสียพลังนั่นไปแล้วสินะ ถึงจะกลับไปตอนนี้ก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์เสียหน่อย'
"ข้าต้องตามหามังกรมายาลวง พอถึงตอนนั้นแล้วข้าจะกลับไปที่ปราสาทสีทอง" ชิวเหวินเจี้ยนกล่าวอย่างมาดมั่น "หลังจากรับบัลลังก์คืนแล้วข้าจะตามหาท่านผู้นั้นที่ซูหยินพูดถึง แต่การจะทำแบบนั้นได้ต้องไปหาลี่เฟย ข้าว่าเขาคงมีทางพอช่วยข้าได้บ้างและทุกคนที่นั่นอาจบอกได้ว่าเอกภพเสียสมดุลไปอย่างไร"
'ข้าเข้าใจแล้ว' เทพมารสดับรับฟัง อีกฝ่ายนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะว่าต่อ "งั้นที่เราควรทำตอนนี้ก็คือออกจากที่นี่ก่อน"
"ข้าไม่เห็นหนทาง" ชิวเหวินเจี้ยนยักไหล่ทั้งรอยยิ้มจำยอม เขาไม่มีพลังมากพอที่จะเปิดประตูมิติ อีกอย่างชายหนุ่มสูญเสียวิชานั้นไปแล้วตั้งแต่กลับไปยังปราสาทถึงจะยังไม่รู้สาเหตุก็เถอะ
"อันที่จริงข้าสามารถฉีกกระชากมิติได้" เทพมารว่า "แต่ข้าไม่สามารถทะลุไปยังมิติที่มีพลังระดับสูงหรือซับซ้อน เทพมารเช่นข้ามีไว้เพื่อทำลายล้างเท่านั้นมิใช่พานักเดินทางไปทุกที่ที่พวกเขาต้องการ"
ชิวเหวินเจี้ยนอยากจะขอบคุณเทพมาร เขาผุดกายลุกขึ้นยืน "เอาเถอะ อย่างน้อยพาข้าไปยังดินแดนเอลฟ์ได้หรือไม่"
'ข้าบอกไปแล้วว่าไม่ใช่ทุกที่ที่เขาต้องการ' เทพมารว่า น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นในโสตประสาทเขา 'แต่อย่างน้อยคงพอใกล้เคียงอยู่บ้างหากอาศัยความทรงจำของเจ้า พอจะมีภาพดินแดนนั้นบ้างหรือไม่เล่า'
ชิวเหวินเจี้ยนพยักหน้า เขาทาบมือลงบนอกก่อนจะหลับตาลง ครั้นเมื่อเคยไปดินแดนนั้นเพื่ออะไรบางอย่างมันนานมากแล้ว ชิวเหวินเจี้ยนจำกลิ่นของป่าและพงไพรกว้างใหญ่ได้ ผืนป่าที่เต็มไปด้วยเหล่าเอลฟ์และต้นไม้แห่งชีวิต…
"พอจะใช้ได้หรือไม่ เจ้าเองก็เคยไปถล่มตอนที่อาละวาดมิใช่หรือ" ชิวเหวินเจี้ยนกระตุกยิ้มยามได้ยินเสียงเทพมารคำรามอย่างหงุดหงิดใจ
ปีศาจร้ายที่คงเหลือแต่จิตวิญญาณเฟ้นหาไปทั่วเอกภพกว้างใหญ่ ดินแดนที่ถูกเร้นซ่อนเอาไว้ไกลจากที่นี่เกินจะคาดคิดได้ บนโลกใบใหญ่ในจักรวาลของซูหยิงที่ซึ่งดินแดนทั้งเจ็ดดำรงอยู่
'ข้าต้องใช้พลังถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ในการทำแบบนั้น' เทพมารพูดเสียงราบเรียบทว่าแฝงความกังวลไว้ในน้ำเสียงนั้น ตอนนี้พลังของชิวเหวินเจี้ยนอยู่ในระดับก่อตั้งเมฆาขั้นสาม ช่างห่างไกลจากระดับศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก การจะฝืนเค้นพลังที่เขาเคยมีนั่นหมายถึงร่างกายมนุษย์ของเขาจะทัดทานไม่ได้
"เจ้าหมายถึง"
'ถูกแล้วหากอยากออกไปจากที่นี่ก็ต้องเสียแขนข้างหนึ่งไป' เทพมารตอบอย่างไม่ลังเล ชิวเหวินเจี้ยนชะงกไปที่ได้ยินแบบนั้น แต่ก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าทุกอย่างจะไม่ง่ายดายเฉกเช่นอดีตอีกต่อไป ทุกสิ่งย่อมมีค่าใช้จ่ายที่สมราคา ถ้าไม่ได้ครอบครองพลังของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็อย่าคิดหวังจะสามารถทำอะไรได้ดั่งใจ
หรือต่อให้เค้นพลังจากส่วนจิตวิญญาณของผู้สูงสุดที่หลับใหล...ก็ใช่ว่าจะได้มาโดยไม่แลกกับอะไรเลย
"ข้าเพิ่งจะได้ร่างกายกลับมาเองนะเทพมาร" ชิวเหวินเจี้ยนยกยิ้ม ชายหนุ่มหลับตาลงยื่นแขนซ้ายของตนออกไปด้านหน้า แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ก็ยอมรับผลที่จะตามมา หากการสละร่างกายแลกกับพลังที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้ชายหนุ่มหลุดออกไปทวงบัลลังก์คืนแล้วล่ะก็...แค่นี้เล็กน้อยมาก
'คิดดีแล้วสินะ'
ชิวเหวินเจี้ยนพยักหน้ารับ ยินยอมเป็นศาสตราให้เทพมารกลืนกินจนสิ้น หากภาชนะที่ต้องการบรรจุวิญญาณของเทพมารไม่อยู่แล้ว เขาจะเป็นสื่อกลางเท่านั้นยังไม่พอ ชายหนุ่มจะยอมสละร่างกายเพื่อพลังเดิมของตน
นึกเกลียดความรู้สึกทะนงตนในตอนนั้นนัก...คิดอะไรอยู่กันจึงไว้ใจและทิ้งบัลลังก์กลับมาเกิดใหม่
"พาข้าออกไปที่นี่ได้ก็พอ"
'งั้นขอรับไปล่ะนะ...แขนของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์' เทพมารเอื้อนเอ่ยเชื่องช้า 'เพื่อการกลับมา'
สิ้นคำแสงจากภายในอกของชิวเหวินเจี้ยนก็สว่างวาบ ทั่วร่างของเขาอาบไล้ด้วยสีแดงของเปลวเพลิงชั่ววูบหนึ่ง หญ้าบริเวณนั้นปลิวไหวอย่างรุนแรง ลมพายุพัดคลั่งราวกับตอบรับต่อการเซ่นสังเวยนั้น เทพมารได้รับพลังเพียงชั่ววูบ พลังระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างชายหนุ่ม แม้เพียงวูบเดียวแต่เทพมารก็ดูดกลืนมันเอาไว้
ทันทีที่แสงมอดลง แขนข้างซ้ายของชิวเหวินเจี้ยนก็ขาดสะบั้นก่อนจะถูกแผดเผา เลือดสีแดงสดไหลอาบ ชายหนุ่มกัดฟัน ไม่เปล่งเสียงร้องแม้เนื้อจะขาดออกจากกัน ยังไม่ทันที่มันจะตกสู่พื้นก็สลายเป็นเถ้าถ่าน
ชายหนุ่มทรุดลงสู่พื้น แขนอีกข้างกอบไหล่ที่ปวดร้าวราวจะขาดใจเอาไว้ เทพมารปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังชายที่กองอยู่กลางทุ่งหญ้าที่ถูกอาบให้เป็นสีแดง ชิวเหวินเจี้ยนเงยหน้ามองมิติของซูเหยียนเป็นครั้งสุดท้าย เป็นจังหวะที่ขวานไฟในมือของเทพมารสะบั้นลงที่กลางอากาศ ฉีกกระชากช่องว่างเปล่าจนขาดวิ่น มิติของซูเหยียนบิดเบี้ยวพร้อมกับแสงสีดำที่กลืนกินชายหนุ่มจนสิ้น