นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 43 กำราบแม่ครัว

    ตอนที่43 กำราบแม่ครัว


    ท่าทางเศร้าซึมพร้อมกับอาการก้มหน้ามองพื้นของซูเวยรวมทั้งหลักฐานภาพถ่ายจากกล้องโทรศัพท์ของซูเวย ทำให้บรรดาครูที่ยังไม่ออกไปสอนต่างพากันเดินเข้ามามุงดูรูปภาพกับครูจูด้วยความแปลกใจ


    “เอ๊ะ! นี่มันเกินไปแล้ว อาหารเหลือเศษแค่นี้ใครจะไปกินอิ่มล่ะ?”


    “แม่ครัวเจี่ยไปไหน? ดูสิในรูปไม่เห็นมีแม่ครัวเลย”


    “ถึงซูเวยจะไปทานช้ากว่าคนอื่นแต่ก็ยังไม่หมดเวลานะจะเหลืออาหารแค่นี้ได้ยังไง?”


    “แย่มาก! ต้องบอกครูใหญ่ให้จัดการ”


    “โถ! เมื่อวานซูเวยคงทานไม่อิ่มแน่ๆเลยใช่ไหม?”


    ครูจูและครูคนอื่นต่างพากันเงยหน้าจากการดูรูปภาพแล้วจ้องมองซูเวยด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจซูเวยอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมกับครูจูและครูทั้งหลายอีกเล็กน้อยโดยที่เธอเว้นเรื่องที่ตนเองแอบหยิบเครื่องปรุงและมีดรวมทั้งเรื่องหลบออกไปกินไก่ป่าในพื้นที่ป่าหลังโรงเรียนเธอแค่ต้องการให้โรงเรียนมีระบบการจัดการที่มีคุณภาพมากกว่านี้


    “ซูเวยไม่ต้องกังวลครูจะไปรายงานครูใหญ่เอง เธอส่งรูปภาพเข้าโทรศัพท์ของครูเลยนะ” ครูจูหน้าดำเคร่งเครียดพลางบอก  ซูเวยอย่างจริงจัง เธอไม่คิดว่าแม่ครัวใหม่จะมีพฤติกรรมเช่นนี้ซึ่งไม่เกิดผลดีกับทางโรงเรียนอย่างแน่นอน


    ถึงแม้ว่าแม่ครัวคนใหม่จะเป็นญาติห่างๆของรองครูใหญ่ก็ตามแต่ทว่าการที่แม่ครัวมีพฤติกรรมไม่สมควรย่อมเกิดผลเสียกับชื่อเสียงของโรงเรียน อีกอย่างเธอต้องการให้ครูใหญ่ทำการสอบสวนแม่ครัวด้วยเพื่อตรวจสอบความจริงถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งของจิตใจจะเอนเอียงเชื่อซูเวยมากกว่าครึ่งแล้วก็ตาม


    “ขอบคุณค่ะงั้นหนูไปเรียนก่อนนะคะ” ซูเวยยิ้มหวานขอบคุณครูจูและครูทุกคน เธอไม่กังวลว่าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะออกมาอย่างไรนั่นเป็นเพราะว่าเธอเตรียมการแก้ไขปัญหาไว้เบื้องต้นแล้ว


    ……….


    หลังจากซูเวยโยนปัญหาของตนเองเมื่อวานนี้ให้กับครูจูไปจัดการแล้วเธอเดินตรงไปที่ห้องเรียนพิเศษของตนเอง โดยเดินผ่านห้องเรียนชั้นประถมปีสี่อย่างไม่แยแส


    “เอ๊ะ! นั่นซูเวยนี่”โจวลู่ชิงเงยหน้าขึ้นมองกระดานดำและหางตาของเธอเหลือบมองเห็นซูเวยที่แลบลิ้นใส่ตนเองด้วยความเกลียดชังและเยาะเย้ยก่อนเดินขึ้นบันไดข้างห้องเรียนหายตัวไปเธอจึงส่งเสียงพูดชื่อของซูเวยออกมาด้วยความแปลกใจแต่ทว่าเป็นการเปล่งเสียงท่ามกลางความเงียบที่ครูเหยียนกำลังเขียนโจทย์คณิตศาสตร์อยู่บนกระดานหน้าห้อง


    “โป้กๆ” “ว่างนักหรือไงโจวลู่ชิง? งั้นมาแก้โจทย์ข้อนี้สิ” ครูเหยียนรำคาญโจวลู่ชิงจึงใช้แปรงเคาะกระดานและเรียกชื่อของโจวลู่ชิงให้ออกมาแก้โจทย์หน้าห้องในทันที


    “นะ.....หนูแก้โจทย์ข้อนี้ไม่ได้ค่ะ”โจวลู่ชิงพูดตอบครูเหยียนอย่างตะกุกตะกัก พลางก้มหน้าหลบสายตาครูเหยียนที่จับจ้องอย่างมีความหมาย


    “ทำไม่ได้ก็ต้องหมั่นอ่านหนังสือและตั้งใจเรียนมากกว่านี้ ไม่ใช่มัวแต่สนใจเรื่องของคนอื่นอย่าให้รู้นะว่าใครที่กลั่นแกล้งเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ครูจะให้คะแนนจริยธรรมไม่ผ่านเลยคอยดูสิ” ครูเหยียนกวาดสายตามองนักเรียนทุกคน เธอสังหรณ์ใจว่าโจวลู่ชิงอาจเป็นคนกลั่นแกล้งเรื่องอาหารกลางวันของซูเวยเนื่องจากนักเรียนทั้งสองคนมีเหตุทะเลาะวิวาทกันทุกวัน พอๆกับนักเรียนชั้นประถมปีห้าที่ชื่อผานลี่หยาง


    แต่ผานลี่หยางเป็นเด็กชายที่ไม่น่ากลั่นแกล้งซูเวยในเรื่องหยุมหยิมเช่นนี้ดังนั้นครูเหยียนจึงพุ่งเป้ามาที่โจวลู่ชิงมากกว่า ซึ่งเหตุวิวาทของซูเวยและเพื่อนนักเรียนล้วนทำให้ครูทั้งหลายในโรงเรียนปวดหัวอยู่เป็นประจำ


    “นะ.....หนูจะตั้งใจเรียนค่ะ”โจวลู่ชิงรีบพูดรับคำอย่างรวดเร็วด้วยความหวาดกลัวครูเหยียน เธอรู้ว่าครูเหยียนนั้นโหดสวย ดุที่สุดในโรงเรียนประถมมังกรเขียว ดังนั้นเธอจึงไม่กล้าล้อเล่นกับครูเหยียนอีก


    ..........


    ในเวลานี้ซูเวยกำลังนั่งเขียนแบบทดสอบตามใบงานที่ครูฉงมอบไว้ให้ตนเองตั้งแต่เมื่อวานเธอทำเสร็จในเวลาแค่สองชั่วโมงจากงานทั้งหมด 10 ชิ้น หลังจากนั้นซูเวยเริ่มต้นฝีกทักษะวาดภาพโบราณตามแบบภาพตัวอย่างที่ครู่มู่ค้นหามาให้เธอรู้สึกสนุกที่ได้ทำอะไรแปลกใหม่มากกว่าการเรียนรู้ในตำราเรียนแบบเด็กๆเหมือนเดิม


    เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวันโดยซูเวยได้ยินเสียงกริ่งแจ้งเตือนหมดเวลาเรียนภาคเช้า “กริ๊ง ๆๆ”


    เธอรีบลุกเดินไปเปิดประตูและล็อกห้องให้เรียบร้อยก่อนไปทานข้าวเนื่องจากห้องเรียนพิเศษอยู่ชั้นเดียวกับชั้นประถมปีห้า ดังนั้นจึงมีรุ่นพี่หลายคนเหลียวมองทิศทางที่ซูเวยเดินออกมาจากห้องเรียนพิเศษด้วยความรู้สึกหลากหลายพร้อมกับมีเสียงพูดคุยด้วยความแปลกใจว่า


    “เอ๊ะ! นั่นซูเวยนี่ ทำไมมาอยู่ในห้องนี้ได้? แถมมีกุญแจล็อกห้องเองเสียอีก แปลกจริงๆ”


    “สงสัยคงถูกครูลงโทษให้มาทำความสะอาดกระมังห้องนี้ไม่ได้ใช้งานนานแล้วนี่นา”


    “ไม่ใช่กระมังดูท่าทางเธอไม่เหมือนคนถูกลงโทษเลยนะ เสื้อผ้าสะอาดเอี่ยมขนาดนี้”


    “ชิชะ! ถึงจะสะอาดยังไงก็ยังเก่าอยู่ดีเด็กอะไรยากจนชะมัด?”


    “รีบไปกินข้าวเร็วเข้าฉันหิวจะตาลายอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสนใจซูเวยหรอก”


    ซูเวยเดินปะปนลงบันไดไปกับรุ่นพี่โดยที่ไม่มีรุ่นพี่คนใดกล้าตอแยเธอ นั่นเป็นเพราะว่าร่างเก่าสร้างวีรกรรมเรื่องการชกต่อยไว้มากถึงแม้จะตัวเล็กแต่ใจนักเลง จนทำให้รุ่นพี่หลายคนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับซูเวย


    จนกระทั่งสืออู๋เจ๋อเดินลงมาทันเห็นหลังของซูเวยพอดีเขาส่งเสียงเรียกซูเวยอย่างยินดีว่า “เวยเวย รอพี่ด้วย”


    ซูเวยชะงักฝีเท้าขณะที่กำลังเดินไปโรงอาหารเธอจำได้ว่าเป็นเสียงของสืออู๋เจ๋อ จึงหยุดยืนรออย่างใจเย็น


    ครั้นสืออู๋เจ๋อวิ่งแทรกตัวเพื่อนนักเรียนมาถึงตำแหน่งของซูเวยแล้วเขายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีพลางพูดชวนซูเวยอย่างจริงจังว่า “เวยเวย หลังทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วเธอมาทดสอบกรีฑาไหม?”


    “กรีฑางั้นหรือ? ไม่ละ หนูไม่สนใจ”ซูเวยชะงักครู่หนึ่งก่อนตอบสืออู๋เจ๋อตามจริง นั่นเป็นเพราะว่าเธอสามารถทุ่มน้ำหนักกระโดดสูงหรือกระโดดไกลได้เกินความสามารถนักเรียนทั่วไปอยู่แล้ว แค่วิ่งรายการเดียวเธอก็คิดว่าได้ช่วยเหลือโรงเรียนให้มีชื่อเสียงเกินคาดดังนั้นความขี้เกียจอันล้นเหลือของเธอสามารถเอาชนะคำพูดเชิญชวนของสืออู๋เจ๋อในทันที


    ซูเวยต้องการเรียนรู้เรื่องแปลกใหม่ที่เธอสนใจมากกว่าเรื่องใดที่เธอรู้แล้วหรือสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ล้วนแต่ไม่สำคัญและไม่สามารถดึงดูดใจของเธอได้ดังนั้นเธอจึงปฏิเสธสืออู๋เจ๋อโดยไม่สนใจสีหน้าของเขาที่ห่อเหี่ยวในทันใด


    “งั้นไม่เป็นไรพวกเราไปทานข้าวกันเถอะ” สืออู๋เจ๋อพยักหน้าเข้าใจและยอมรับความคิดเห็นของซูเวย


    หลังจากนั้นซูเวยและนักเรียนทั้งหลายต่างพากันเข้าแถวไปรับถาดอาหารจากแม่ครัวและคนงานในโรงครัวอีกหนึ่งคนโดยเป็นหญิงสาวท่าทางดูผอมแห้งเหมือนคนขาดสารอาหาร


    ขณะที่ซูเวยยื่นมือไปรับถาดอาหารของตนเองที่เวลานี้มีอาหารปริมาณเท่าๆกับนักเรียนคนอื่นซึ่งเพียงพอสำหรับเติมเต็มกระเพาะอาหารตนเองให้อิ่มท้องได้


    ปรากฏว่ามีเสียงของแม่ครัวเจี่ยดังขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า“นักเรียนซูเวยไปฟ้องครูใหญ่ว่าฉันให้อาหารน้อยงั้นหรือ?”


    เสียงดังของแม่ครัวเหมือนประจานซูเวยทำให้เธอโมโหและความอดทนขาดผึงในทันที เธอหยิบโทรศัพท์ตนเองออกมาพร้อมกับเชื่อมสัญญาณเข้ากับโทรทัศน์สองเครื่องในโรงอาหารทันทีซึ่งใช้สัญญาณการเชื่อมต่อแบบไร้สาย


    ครั้นภาพจากโทรศัพท์มือถือยี่ห้อAP ของซูเวยเชื่อมต่อโทรทัศน์ในโรงอาหารได้แล้วซูเวยชี้นิ้วบอกทุกคนในโรงอาหารรวมทั้งแม่ครัวให้ดูภาพบนหน้าจอพร้อมทั้งพูดเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัวว่า


    “ดูสิ! นี่คือถาดอาหารของหนูที่เหลือไว้แค่ถาดเดียวหนูไปพบครูเรื่องการเรียน ถึงแม้ว่าหนูมาช้าแต่ก็มาถึงโรงอาหารนี้เวลา 12.40 น. มันยังไม่เลิกงานเลยแม่ครัวอยู่ไหนคะ? อาหารในถาดหนูทำไมเหลือแค่นี้คะ? หนูจะกินอิ่มไหม? แล้วที่หนูไปบอกครูประจำชั้นหนูผิดหรือคะ?” ซูเวยพูดพร้อมกับมีภาพบนหน้าจอโทรทัศน์แสดงให้นักเรียนทุกคนในโรงอาหารเห็นกันถ้วนหน้า


    มีทั้งภาพถาดอาหารที่มีข้าวน้อยนิดและเศษอาหารแต่ละหลุมอยู่เล็กน้อยภาพห้องครัวที่ไม่มีแม่ครัวอยู่สักคน ภาพตู้เย็นที่ไม่มีอาหารหลงเหลือให้กินแม้แต่ภาพถังขยะที่ว่างเปล่า พร้อมกับภาพนาฬิกาติดผนังในโรงอาหารซึ่งบ่งบอกเวลาชัดเจนว่า12.40 น.


    นักเรียนที่เห็นภาพหลักฐานต่างพากันชี้นิ้วดูภาพบนจอโทรทัศน์และวิจารณ์ความไม่ถูกต้องของแม่ครัวเจี่ยกันหนาหูว่า


    “โอ้! น่าสงสารซูเวยจริงๆ อาหารแค่นี้จะอิ่มได้ยังไง?”


    “ไม่แปลกใจหรอกที่เธอโมโหขนาดนี้เป็นฉันนะ ฉันคงตะโกนด่าให้สะใจกว่านี้แล้ว”


    “ถึงซูเวยจะถูกครูลงโทษก็ไม่น่าจะมีอาหารไว้ให้เธอแค่นี้นะมันเกินไปแล้ว”


    “เห็นเขาพูดกันว่าแม่ครัวเจี่ยเข้ามาทำงานได้เป็นเพราะว่าแม่ครัวเจี่ยเป็นญาติห่างๆของรองครูใหญ่น่ะสิ”


    “เอ๊! แบบนี้แม่ครัวเจี่ยทำไม่ถูกเองนะ”


    “ไม่ใช่ภาพปลอมใช่ไหม?”


    “บ้า! ใครจะไปทำภาพปลอมเรื่องแค่นี้?”


    เสียงพูดคุยของนักเรียนทั้งหลายดังกระหึ่มขึ้นแม่ครัวเจี่ยคิดว่าตนเองสามารถขู่ให้ซูเวยเกรงกลัวตนเองได้แต่ทว่าเธอคิดผิดถนัดที่กล้าท้าทายรองแม่ทัพซูเวยเช่นนี้ แม่ครัวเจี่ยเห็นว่าไม่มีนักเรียนคนใดเข้าข้างตัวเองเธอปิดหน้าร้องไห้โฮอย่างน่าสงสารพลางวิ่งหลบไปทางด้านหลังโรงเรียนอย่างรวดเร็ว


    ส่วนโจวลู่ชิงและเพื่อนนักเรียนอีกสองคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างพากันก้มหน้ารีบทานข้าวและรีบออกจากโรงอาหารอย่างรวดเร็ว


    เมื่อซูเวยเห็นว่าแม่ครัวเจี่ยหาทางออกโดยการแสร้งทำตัวน่าสงสารเธอเบ้ปากเล็กน้อยอย่างสมเพชพลางหยิบถาดอาหารไปนั่งกินอย่างสบายใจ โดยมีสืออู๋เจ๋อเดินมานั่งตรงข้ามด้วยท่าทางโมโหแทนซูเวย


    “เวยเวยเมื่อวานไม่ได้ทานอาหารเพียงพอ ทำไมไม่บอกพี่?”เลือดขององครักษ์ที่ต้องการพิทักษ์นายจ้างสูบฉีดรุนแรง เขาพูดเสียงดังกับซูเวยด้วยความโมโหกับพฤติกรรมของแม่ครัวเจี่ยที่รังแกนายจ้างตนเองเช่นนี้


    “หนูคิดว่าไม่น่าจะใช่ความคิดของแม่ครัวเจี่ยโดยตรงหรอกมันต้องมีใครยุแยงแน่ๆ” ซูเวยใช้ตะเกียบเคาะถาดอาหารพลางตอบด้วยน้ำเสียงคาดเดา เธอเหลือบมองเห็นท่าทางของโจวลู่ชิงกับเพื่อนนักเรียนหญิงสองคนที่มีท่าทางแปลกประหลาดทำให้ซูเวยสงสัย แต่ทว่าเธอคิดว่าไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงจึงปล่อยผ่านไปก่อน


    ต่อจากนั้นซูเวยและสืออู๋เจ๋อนั่งทานข้าวอย่างสงบสุขยกเว้นนักเรียนคนอื่นที่อยู่รอบตัว พวกเขายังพูดคุยแสดงความคิดเห็นเรื่องความอยุติธรรมอาหารกลางวันของซูเวยอย่างออกรส


    ครั้นซูเวยและสืออู๋เจ๋อทานอาหารกลางวันอิ่มแล้วเธอเดินกลับห้องเรียนพิเศษเพราะต้องการวาดภาพให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเนื่องจากเธอต้องการเรียนรู้ตำราแพทย์เทวดาให้จบภายในสัปดาห์หน้า ดังนั้นแบบทดสอบที่ครูมู่และครูฉงมอบหมายมาซูเวยตั้งใจทำให้แล้วเสร็จภายในวันนี้


    ..........


    ซูเวยไม่ได้สนใจเรื่องของแม่ครัวเจี่ยอีกแต่เธอคาดเดาได้ว่าเรื่องพฤติกรรมของแม่ครัวเจี่ยจะต้องไปถึงหูของครูใหญ่ได้อย่างแน่นอนดังนั้นเธอจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูใหญ่จัดการปัญหาเหล่านี้เอง


    แต่ทว่าซูเวยพลาดเรื่องการแสดงทักษะทางคอมพิวเตอร์ที่เก่งกาจเหนือนักเรียนทั้งหลายในโรงเรียนประถมมังกรเขียวมีเสียงพูดคุยกันหนาหูของรุ่นพี่ชั้นประถมปีห้าและหกหลายคนว่า


    “นี่นายเห็นไหมว่าซูเวยใช้เวลาแป๊บเดียวเองก็สามารถส่งภาพจากสมาร์ตโฟนไปโทรทัศน์ในโรงอาหารได้ทันที”


    “ใช่ๆ ตอนนั้นฉันมัวแต่โมโหเรื่องที่ซูเวยได้อาหารนิดเดียวพอมาคิดๆดูตอนนี้ ซูเวยทำไมเก่งขนาดนั้นได้ละ?”


    “โอ้! ไม่น่าเชื่อว่าซูเวยจะมีทักษะทางคอมพิวเตอร์สูงขนาดนี้แม้แต่รุ่นพี่จางชั้นประถมปีหกที่เก่งๆด้านคอมพิวเตอร์ยังทำ

    แบบซูเวยไม่ได้เลยนะ”


    “จริงหรือ? ถ้ารุ่นพี่จางสู้ซูเวยไม่ได้งั้นก็แสดงว่าซูเวยเก่งกว่านะสิ”


    “รุ่นพี่กัวที่เก่งๆอีกคนก็ไม่สามารถทำแบบซูเวยได้ฉันไปแอบถามเขามาแล้ว”


    “น่าทึ่งจริงๆที่ซูเวยทำแบบนี้ได้ฉันอยากไปเรียนรู้กับเธอ”


    “ชิชะ! นายคิดว่าซูเวยจะยอมสอนหรือ? นายเคยแกล้งซูเวยมาก่อนนี่นา”


    “เอ๊ะ! ซูเวยยากจนไม่ใช่หรือ? ทำไมเธอมีสมาร์ตโฟนยี่ห้อแพงขนาดนั้นได้ละ?”


    “อ๋อ! เห็นเขาว่าแม่ของซูเวยส่งเงินมาให้สร้างบ้านใหม่ด้วยตอนนี้ซูเวยไม่ได้จนแล้ว แต่คงไม่มีเวลาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่เฉยๆ”


    “ฮึ่ม! นังเด็กกำพร้า แกเก่งมาจากไหนก็ต้องพ่ายแพ้ให้ฉันฉันผานลี่หยางจะต้องเหยียบแกให้จมดินให้ได้ คอยดูสิ”


    ทางด้านโจวลู่ชิงกับเพื่อนนักเรียนหญิงสองคนต่างพากันพูดคุยปรับทุกข์ด้วยความกังวลใจที่ม้านั่งข้างสนามฟุตบอลว่า


    “ชิงเอ๋อร์ พวกเราจะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”


    “นั่นสิ!อันที่จริงก็เป็นความผิดของแม่ครัวเจี่ยเองนะ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับพวกเราสักหน่อย”


    “ไม่ต้องกังวลหรอกถึงยังไงก็เป็นการตัดสินใจของแม่ครัวเจี่ยเอง พวกเราไม่ผิดแน่นอน”โจวลู่ชิงพูดปลอบใจเพื่อนทั้งสองคนอย่างจริงจัง ทั้งที่ภายในใจเธอนั้นเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเธอกลัวว่าแม่ครัวเจี่ยจะพาดพิงเรื่องราวทั้งหลายมาถึงตนเอง ซึ่งเธอไม่คาดคิดว่าซูเวยจะตอบโต้กลับรุนแรงเช่นนี้เป็นการเปิดเผยข้อมูลกับนักเรียนทุกคน ทำให้เรื่องโด่งดังและรุนแรงมากกว่าเดิมอย่างไม่คาดคิด

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน