ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    สัตว์ในพันธสัญญา 1


    ‘ไม่เห็นเป็นไรเลยท่าน นางก็หาใช่คนอื่นคนไกล’ ซูซูยิ้มแย้มน้อยๆเทพเสวี่ยอู่หันมามองซูเจินอย่างพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจอะไร? มีอะไรกัน? ไม่ใช่ว่านางบังเอิญมาเจอข้าแล้วยื่นข้อเสนอให้หรอกหรือ มีลับลมคมในอะไรซ่อนอยู่กันแน่?“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” พูดอะไรรู้เรื่องกันอยู่สองคน“หมายความว่าอย่างไร? มีอะไรที่ข้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ?”“เจ้าไม่ได้บอกนาง?” ซูซูส่ายหน้าเบาๆ“เจ้ากับนางก็เปรียบเหมือนกับคนคนเดียวกันนั่นแหละ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเจ้าเป็นเสี้ยววิญญาณของนางอย่างไรเล่า” เทพเสวี่ยอู่กล่าว“ห๊ะ?!” เสี้ยววิญญาณ? อย่างนั้นนางกับซูซูก็เป็นคนคนเดียวกันน่ะสิ หมายความว่าความรู้สึกตอนที่ได้ความทรงจำทั้งหมดนั่นก็เป็นของนางเอง มิน่าถึงได้เจ็บปวดมากมายถึงเพียงนั้นพอมาคิดๆดูแล้วไม่ว่าจะชาติภพใด นางก็มีชะตากรรมอันอนาถจริงๆ“ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมซูซูถึงยังอยู่?” ไม่สิ นางเป็นเพียงเสี้ยววิญญาณ เป็นนางที่ควรหายไปมิใช่หรือ?“เจ้าถามนางเอาเองเถอะ” เทพอสูรนั่งมองพวกนางสองคนแล้วทำหน้าเหนื่อยใจ‘ถึงเราจะเป็นวิญญาณดวงเดียวกันแต่เจ้าคือเสี้ยววิญญาณบริสุทธิ์ ที่ไปยังวัฏจักรสงสารก่อนที่ข้าจะเข้าสู่วิถีมาร วิญญาณของข้ามีบ่วงยากที่จะฟื้นคืนยังร่างเดิมในภพนี้ได้อีกแล้ว’ ซูซูทำหน้าเศร้า ใบหน้ามียิ้มอย่างเลื่อนลอย‘อีกอย่างนี่ก็เป็นความเห็นแก่ตัวของข้าเอง ที่ข้ายังอยู่เพราะข้ายังมีสิ่งค้างคาอยากจะเห็นด้วยตาตนเท่านั้น’ซูซูจ้องมองมาด้วยแววตาอันเด็ดเดี่ยวก่อนจะเอ่ยต่อ ‘ซูเจินอย่างไรข้าก็มิอยากกลับไป อย่างไรข้าก็มิอยากรับรู้อันใดอีก ถึงข้าจะไม่มีสิ่งค้างคาแล้วข้าก็จะเป็นฝ่ายหลอมรวมกับเจ้า ให้จิตของเจ้าเป็นใหญ่’“ซูซู...”‘ซูเจินข้าจะยังอยู่กับเจ้าตลอดไป เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะได้พักเสียที ข้าเหนื่อยเหลือเกิน’“อืม” ซูเจินตอบได้เพียงเท่านี้ ตอนแรกกลัวว่าตัวเองจะหายไป กลัวว่าตัวเองจะต้องเป็นฝ่ายหลอมรวมกับนาง แต่พอได้ฟังเช่นนี้แล้วกลับสงสารนางเหลือเกินสงสารตัวเองข้าช่างเป็นคนเห็นแก่ตัวหลังจากพูดกันจบก็เกิดความเงียบปกคลุม เทพอสูรนัยน์ตาวูบไหวอย่างเศร้าโศกก่อนจะถอนหายใจดังเฮือก พัดพาความน่าอึดอัดหายไป ซูเจินกับซูซูหันไปมองก่อนจะหลุดยิ้มออกมาเอาเถอะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จะทำตัวน่าอึดอัดเช่นนี้ไปก็มิได้อันใดขึ้นมา ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้าก็แล้วกันข้ากับซูซูมองตากันก่อนที่จะเกิดประกายในแววตาอย่างเจ้าเล่ห์“ท่านเสวี่ยอู่วันนี้พวกข้ามีเรื่องอยากจะขอให้ท่านช่วย” เทพเสวี่ยอู่หันขวับมองอย่างไวเขาว่าแล้ว…เขาว่าแล้วว่าพวกนางต้องไม่มาเปล่าต้องมีแผนการอะไรอยู่แน่ ในที่สุดก็โผล่หางจนได้นางมาร…พวกเจ้ามันนางมารของแท้!เทพเสวี่ยอู่ถลึงตาใส่อย่างดุดัน “ไม่มีทาง”“โธ่ท่าน เอาเช่นนี้ดีหรือไม่? เรามาพนันกันหากข้าชนะท่านต้องทำตามที่ข้าขอหนึ่งอย่าง”“แล้วหากข้าชนะจะได้สิ่งใด?” เสร็จละ“งั้นเอาเป็นบ่อน้ำอสูรเป็นอย่างไร?” ซูเจินส่งยิ้มจริงใจให้อย่างเจิดจ้า ปกปิดเล่ห์กลภายในอย่างมิดชิดเทพเสวี่ยอู่จ้องมองอย่างมิวางใจ หันไปมองร่างโปร่งอย่างพิจารณาครู่หนึ่งแล้วหันกลับมามองสตรีตรงหน้าอย่างสับสน คาดเดานิสัยใจคอของนางมิออก แต่อย่างไรพวกนางก็วิญญาณดวงเดียวกัน สตรีสกุลเว่ยเจ้าเล่ห์อย่างไรก็อย่างนั้น ตั้งแต่มารดายันบุตร!แต่ถึงนางจะวางแผนใดไว้ก็ปฏิเสธมิได้ว่าเหยื่อที่นางเอามาล่อช่างน่าสนใจ อย่างไรบ่อน้ำอสูรก็ควรจะได้คืน เหนือสิ่งอื่นใดคราวนี้เขาจะต้องชนะซูเจินเห็นเทพอสูรเงียบไปพักใหญ่เริ่มมีประกายตาวิบวับ รู้ได้ทันทีว่าเทพองค์นี้ได้ตกหลุมพรางของนางเสียแล้ว รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นชั่ววินาที ก่อนจะหายไปราวไม่เคยปรากฏมาก่อน“ได้ ข้าตกลงแล้วจะพนันอย่างไร?”“เรามาลองภูมิอย่างที่ท่านชอบดีหรือไม่เจ้าคะ?” ซูเจินเสนอทางที่อีกฝ่ายจะได้เปรียบเทพเสวี่ยอู่พยักหน้าเล็กน้อย “หมากรุกรึ?”ซูเจินส่ายหน้าปฏิเสธ “เราจะทายปัญหาเชาวน์กันเจ้าค่ะ”เทพเสวี่ยอู่ทำหน้างงงวย “ทายปัญหาเชาวน์คือสิ่งใด? ทำอย่างไร? ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”“ทายปัญหาเชาวน์คือการที่ถามคำถามอีกฝ่ายเพื่อทดลองปัญญา จะเป็นคำถามอย่างไรก็ได้แต่คำตอบต้องเป็นจริงที่เห็นประจักษ์เสมอ”“เห็นประจักษ์เสมอ?”“เจ้าค่ะ ห้ามเป็นคำถามที่ท่านสามารถเปลี่ยนคำตอบเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตอบถูกได้ เช่น ถามความชอบของท่านว่าท่านชอบสิ่งใดที่สุด คำตอบเหล่านั้นจะไม่แน่นอน หากท่านบอกคำตอบเท็จก็มิมีผู้ใดรู้ เช่นนี้ถือว่าเป็นคำถามที่ใช้มิได้เจ้าค่ะ”“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว ให้ผลัดกันถามสินะ”“เจ้าค่ะ ผลัดกันถามหากตอบมิได้ก็ถือว่าแพ้” ซูเจินตอบพร้อมผายมือให้อย่างสุภาพ “เชิญท่านก่อนได้เจ้าค่ะ”เทพเสวี่ยอู่เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ “ได้” แล้วทำหน้าครุ่นคิดซูซูที่ไม่เคยเห็นการทายปัญหาแบบนี้ก็สนใจไม่น้อย จึงจับจ้องทั้งคู่อย่างจดจ่อเงียบหายไปครู่หนึ่งเทพเสวี่ยอู่ก็พยักหน้าให้กับตนเองเบาๆ “ข้าคิดคำถามได้แล้ว เจ้าพร้อมหรือยัง?”“เชิญเจ้าค่ะ”“ทางเลือกมากมี สิ่งล่อมากหลาย แต่คล้ายวกวน สิ่งนั้นคืออะไร?”ทางเลือกมากมี สิ่งล่อมากหลาย แต่คล้ายวกวน อะไรวะ? ต่อให้เป็นอัจฉริยะก็คิดไม่ออกหรอกแบบนี้ทางเลือกกับสิ่งล่อ แต่กลับวกวน วกวน…วนเวียน?มีตัวเลือก มีสิ่งล่อ แล้วก็วนเวียน เอ๊ะ เหมือนจะนึกออกแต่จะใช่หรือไม่นี่สิ เหลือบมองเทพตรงหน้าที่ทำหน้าตาระรื่นอย่างสะใจ ที่เห็นท่าทางคิดไม่ออกแล้วให้หางคิ้วกระตุกเหลือเกินมองหน้าอันหล่อเหลาของเทพเสวี่ยอู่ไม่นานนักก็เหมือนจะมีความคิดหนึ่งแล่นผ่าน พลันปรากฏรอยยิ้มที่เทพหนุ่มถึงกับสะท้าน“ข้าได้คำตอบแล้วเจ้าค่ะ” ซูเจินเว้นจังหวะเล็กน้อย “คำตอบนั้นคือมนุษย์!”เทพเสวี่ยอู่เบิกตากว้างชวนน่าขบขัน เทพผู้นี้น่าแกล้งเยี่ยงนี้ไงเล่าผู้อื่นจึงได้อดกลั่นแกล้งมิได้เสียที คิดสิ่งใดก็ออกทางใบหน้าหมด นิสัยเด็กเช่นนี้ยังกล่าวว่าตนเป็นผู้ทรงภูมิ เรื่องความรู้ไม่เกี่ยงด้วยอายุ และความใฝ่รู้ใฝ่อ่านอยากไรก็ฉลาดเลิศอยู่แล้วแต่หากจะกล่าวถึงเล่ห์เหลี่ยมกลใดนั้น ต้องบอกว่าเทพหนุ่มผู้นี้ไม่อาจทันผู้ใดได้ทั้งยังตกหลุมพรางบ่อยครั้ง ถูกผู้อื่นหยอกล้อร่ำไป