เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากแพรพิมกับคินธารพูดออกมาตรง ๆ ว่าชอบกัน สิ่งแรกที่แพรพิมรู้สึกไม่ใช่ความหวานแบบในซีรีส์หรืออาการอยากะโกรี๊ดใส่หมอนทั้งคืนอย่างที่เคยคิดไว้ตอนยังเด็ก แต่กลับเป็ความรู้สึกเขินกับทุกอย่างขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล เพราะแม้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไม่ได้มีการขอคบอย่างเป็ทางการและยังตกลงว่าจะค่อย ๆ เรียนรู้กันไปก่อน แต่แค่รู้ว่าผู้ชายคนซึ่งเคยเป็เพียงหัวหน้าโครงการกำลังมองเธอด้วยความรู้สึกเดียวกัน ทุกอย่างั้แ่การสบตา การอ่านข้อความ หรือแม้แต่การเดินผ่านกันในออฟฟิศก็ดูเหมือนมีความหมายมากกว่าเดิมจนคนซึ่งปกติพูดเก่งอย่างแพรพิมยังรู้สึกว่าตัวเองอาจทำตัวไม่ถูกได้ง่าย ๆ
เธอยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจกตอนเช้าพร้อมมองเสื้อหลายตัวสลับไปมา ทั้งที่ปกติเลือกชุดทำงานได้ภายในไม่กี่นาที แต่วันนี้กลับใช้เวลานานจนแม่เดินผ่านหน้าห้องแล้วย้อนกลับมามองด้วยความสงสัย
“วันนี้มีประชุมใหญ่เหรอลูก ทำไมเลือกเสื้อนานจัง”
แพรพิมรีบหันกลับแล้วตอบว่า “ก็มีประชุมค่ะ เลยอยากดูเรียบร้อยนิดหนึ่ง”
แม่ยิ้มทันทีแบบคนซึ่งไม่เชื่อทั้งหมด “ประชุมเดิมที่มีทุกอาทิตย์เนี่ยนะ”
“แม่จำตารางหนูละเอียดเกินไปแล้วค่ะ”
“แม่ก็แค่สงสัย เพราะปกติลูกหยิบอะไรได้ก็ใส่เลย วันนี้ถึงขั้นเปลี่ยนสามตัว”
แพรพิมถอนหายใจแล้วรีบหยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมา “โอเคค่ะ ใส่ตัวนี้ จบแล้ว ห้ามถามต่อ”
แม่ไม่ได้พูดอะไร เพียงยิ้มแล้วเดินจากไปแบบที่ทำให้แพรพิมรู้สึกว่าคนในบ้านน่าจะเริ่มจับอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน และนั่นทำให้เธอต้องรีบเตือนตัวเองอีกครั้งว่าความสัมพันธ์นี้เพิ่งเริ่ม ยังไม่จำเป็ต้องเล่าให้ใครฟังทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อในที่ทำงานยังมีเื่ของตำแหน่งและสายตาคนอื่นที่ต้องระวังอยู่
เมื่อมาถึงบริษัท แพรพิมพยายามทำตัวเหมือนทุกวัน แต่ปัญหาคือหัวใจไม่ยอมร่วมมือเลย เพราะทันทีที่เห็นคินธารเดินเข้ามาจากอีกฝั่งพร้อมแฟ้มเอกสาร เธอก็เผลอมองเขานานกว่าปกติ และแย่กว่านั้นคือเขามองกลับมาเจอพอดี จนคนสองคนต้องรีบทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่ต่างฝ่ายต่างรู้ว่ากำลังยิ้มอยู่ในใจชัดเจนมาก
คินธารเดินผ่านโต๊ะโดยไม่ได้หยุด แต่พอผ่านไปไม่กี่นาที โทรศัพท์ของแพรพิมก็สั่นขึ้นพร้อมข้อความส่วนตัว
“วันนี้ดูตั้งใจแต่งตัวกว่าปกตินะครับ”
แพรพิมอ่านแล้วแทบอยากมุดใต้โต๊ะทันที ก่อนจะพิมพ์ตอบว่า “คุณนี่สังเกตทุกอย่างจริง ๆ นะคะ แล้วในเวลางานเราไม่คุยเื่ส่วนตัวไง”
อีกฝ่ายตอบกลับมา “แค่สังเกตครับ ยังไม่ได้ชวนคุยยาว”
แพรพิมพิมพ์ต่อ “งั้นก็หยุดสังเกตบ้างค่ะ เดี๋ยวหนูทำงานไม่ถูก”
คินธารตอบ “ยากครับ”
เธอมองข้อความนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาจนมิ้นท์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมาเห็นพอดี
“ยิ้มอะไรอยู่คนเดียวแต่เช้า”
แพรพิมรีบล็อกหน้าจอ “ไม่มีอะไรค่ะ”
มิ้นท์เลิกคิ้ว “่นี้คำว่าไม่มีอะไรของแพรมีอะไรเยอะมากนะ”
“พี่มิ้นท์คะ หนูขอทำงานก่อนนะ เดี๋ยวโดนหักคะแนน”
มิ้นท์หัวเราะและยอมปล่อยไป แต่สายตาก็ยังเหมือนคนซึ่งรู้อยู่แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้น่าจะขยับไปอีกขั้นบางอย่างแล้ว
่สายมีการประชุมโครงการ และคราวนี้แพรพิมต้องนั่งตรงข้ามคินธารพอดี ซึ่งเป็ตำแหน่งที่ดูเหมือนธรรมดามากแต่กลับทำให้สมาธิของเธอต้องใช้แรงมากกว่าปกติ เพราะทุกครั้งที่เงยหน้าจากเอกสารก็มีโอกาสสบตาเขาโดยตรง และยิ่งคินธารทำเหมือนทุกอย่างปกติ แพรพิมก็ยิ่งรู้สึกว่าความปกตินี้มีอะไรซ่อนอยู่เต็มไปหมด
ระหว่างประชุม มีจังหวะหนึ่งที่หัวหน้าทีมเสนอแนวทางซึ่งแพรพิมไม่ค่อยเห็นด้วย เธอจึงยกมือแสดงความคิดเห็นตามปกติและคินธารก็ถามต่อหลายข้อจนเกิดการถกกันจริงจังเล็กน้อย คนในห้องดูเหมือนเริ่มคุ้นกับการที่สองคนนี้มีมุมมองต่างกันจนไม่คิดอะไร แต่ในใจของแพรพิมกลับรู้สึกดีที่แม้รู้กันแล้วว่าชอบกัน คินธารก็ยังไม่ได้อ่อนข้อเื่งานหรือเห็นด้วยกับเธอทุกอย่างเพียงเพราะมีความรู้สึกส่วนตัว
หลังประชุมจบ เธอเดินออกมาพร้อมเขาแล้วพูดเบา ๆ ว่า “เมื่อกี้คุณเถียงหนูเต็มที่เลยนะคะ”
คินธารตอบแบบสบาย ๆ ว่า “ก็เื่งานครับ คุณอยากให้ผมเห็นด้วยทุกอย่างเพราะชอบคุณเหรอ”
แพรพิมรีบตอบทันที “ไม่เอาค่ะ แบบนั้นน่ากลัวกว่าอีก ถ้าวันหนึ่งหนูคิดผิดแล้วไม่มีใครกล้าบอก หนูคงพังง่ายมาก”
คินธารพยักหน้า “ผมก็คิดเหมือนกัน เพราะงั้นเื่งานคือเื่งานตามที่เราตกลงไว้”
แพรพิมยิ้มแล้วพูดต่อ “ดีค่ะ ถ้าวันไหนคุณชม หนูจะได้รู้ว่าชมจริง ไม่ใช่เพราะลำเอียง”
คินธารมองเธอแล้วตอบเรียบ ๆ ว่า “แต่เื่คุณดูดีวันนี้ไม่เกี่ยวกับงานนะครับ อันนั้นชมส่วนตัวได้”
แพรพิมหยุดเดินทันทีแล้วหันไปมองเขาแบบใ “คุณคินธาร!”
เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้เธอต้องรีบเดินตามพร้อมหน้าที่ร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
่เที่ยง แพรพิมลงไปกินข้าวกับทีมตามปกติและพยายามไม่คิดถึงเื่เมื่อเช้า แต่ระหว่างกินโทรศัพท์กลับมีข้อความจากคินธารเข้ามาอีกครั้ง
“เย็นนี้ว่างไหมครับ”
แพรพิมพิมพ์ตอบ “มีอะไรคะ”
“อยากชวนไปเดินเล่นนิดหน่อย ไม่คุยงานครับ”
แค่เห็นคำว่าไม่คุยงาน แพรพิมก็รู้สึกเหมือนนัดนี้มีความหมายต่างจากทุกครั้งทันที เพราะที่ผ่านมาแทบทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกันสองคนยังมีเหตุผลเื่งานนำหน้าเสมอ แต่รอบนี้คินธารกำลังชวนเธอออกไปโดยไม่มีข้ออ้างอื่นเลย
เธอจึงพิมพ์กลับว่า “นี่ถือเป็เดตหรือเปล่าคะ”
คินธารตอบมาเร็วมาก “ถ้าคุณอนุญาต ผมก็อยากให้เป็ครับ”
แพรพิมมองหน้าจอแล้วรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นจนต้องวางโทรศัพท์ลงชั่วครู่ ก่อนจะหยิบขึ้นมาใหม่และพิมพ์ว่า “ก็ได้ค่ะ แต่ยังไม่ได้เป็แฟนนะ”
คินธารตอบ “ครับ คนที่ผมชอบ”
แพรพิมรีบพิมพ์กลับ “อย่าใช้คำนี้ในเวลางานบ่อยค่ะ เดี๋ยวหนูเสียสมาธิ”
“รับทราบครับ”
หลังเลิกงาน ทั้งสองแยกออกจากบริษัทคนละเวลาเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดูชัดเกินไป ก่อนจะไปเจอกันที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากออฟฟิศพอสมควร บรรยากาศ่เย็นเต็มไปด้วยคนเดินเล่น วิ่งออกกำลังกาย และครอบครัวซึ่งพาเด็กออกมารับลม ทำให้ทุกอย่างดูสบายจนแพรพิมรู้สึกว่าตัวเองได้เห็นคินธารในโลกซึ่งไม่มีโต๊ะประชุมหรือเอกสารคั่นกลางเป็ครั้งแรกจริง ๆ
เขามาถึงก่อนเล็กน้อยและยืนรออยู่ใกล้ทางเข้าในเสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ ที่พับแขนขึ้นเหมือนครั้งไปทำงานวันหยุด เมื่อเห็นแพรพิมเดินเข้ามาก็ยิ้มทันที
“รอนานไหมคะ”
“ไม่ครับ ผมเพิ่งมา”
แพรพิมมองรอบ ๆ ก่อนถามแบบติดเล่นว่า “แล้วเดตแรกของคุณคือพามาเดินสวนเหรอคะ ประหยัดมากเลยนะ”
คินธารหัวเราะ “เดี๋ยวเลี้ยงข้าวครับ ผมแค่อยากเดินคุยก่อน”
“โอเคค่ะ งั้นถือว่ายังผ่าน”
ทั้งสองเริ่มเดินไปตามทางโดยไม่ได้รีบอะไร และบรรยากาศก็ต่างจากทุกครั้งอย่างชัดเจน เพราะไม่มีงานให้พูดถึงและไม่มีเวลาเป็ข้อจำกัด จึงต้องค่อย ๆ รู้จักกันผ่านเื่ทั่วไปมากขึ้น ทั้งเื่โรงเรียนสมัยเด็ก ความชอบแปลก ๆ นิสัยเวลาว่าง และเื่เล็กซึ่งไม่เคยมีเหตุผลให้พูดในออฟฟิศ
แพรพิมเล่าว่าตอนเด็กเคยอยากเป็นักวาดเพราะชอบสมุดสวย ๆ และใช้เวลาวาดรูปมากจนการบ้านเกือบไม่เสร็จ ส่วนคินธารเล่าว่าเขาเคยอยากเป็นักเดินทางเพราะชอบแผนที่และเคยคิดว่าถ้าโตขึ้นจะเที่ยวทุกประเทศ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็คนซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับบริษัทมากกว่าสนามบินเสียอีก
“โห คุณเคยมีความฝันสายชิลด้วยเหรอคะ” แพรพิมถามด้วยสีหน้าขำ ๆ
คินธารพยักหน้า “มีครับ คนเราก็ไม่ได้เกิดมาแล้วอยากประชุมทันทีนะ”
แพรพิมหลุดหัวเราะ “ขอโทษค่ะ ภาพคุณมันชัดเกินไปจริง ๆ”
“แล้วคุณล่ะครับ ตอนนี้ยังวาดรูปอยู่ไหม”
เธอส่ายหน้า “แทบไม่ได้วาดแล้วค่ะ พอโตขึ้นก็มีเื่อื่นเต็มไปหมด แต่บางทีก็คิดถึงนะ”
คินธารตอบเบา ๆ ว่า “งั้นวันหนึ่งลองกลับไปวาดอีกสิครับ ไม่จำเป็ต้องเก่งก็ได้”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้แพรพิมรู้สึกอบอุ่น เพราะเขาไม่ได้มองทุกความสนใจเป็สิ่งที่ต้องมีประโยชน์หรือกลายเป็ผลงาน และสำหรับคนอย่างคินธารที่ดูจริงจังกับประสิทธิภาพมาตลอด การได้ยินประโยคแบบนี้กลับทำให้เธอเห็นอีกด้านของเขามากขึ้น
เดินไปได้พักหนึ่ง ทั้งสองหยุดซื้อเครื่องดื่มจากร้านเล็กในสวน แพรพิมเลือกเครื่องดื่มหวานกว่าปกติ ส่วนคินธารเลือกกาแฟแบบเรียบ ๆ จนเธอต้องแซวว่า “คุณนี่เลือกอะไรคาดเดาง่ายจริง ๆ”
คินธารถามกลับ “แล้วคุณล่ะครับ เลือกตามอารมณ์ตลอดเลยหรือเปล่า”
“ประมาณนั้นค่ะ ชีวิตต้องมีอะไรเปลี่ยนบ้าง”
“ถ้าเป็เื่คนล่ะครับ เปลี่ยนตามอารมณ์ไหม”
แพรพิมชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบแบบตรง ๆ ว่า “ไม่ค่ะ ถ้าชอบใครจริง หนูค่อนข้างจริงจังนะ แต่กว่าจะยอมรับก็ใช้เวลาหน่อย”
คินธารมองเธอแล้วถามเบา ๆ “ตอนนี้ยอมรับแค่ไหนแล้วครับ”
แพรพิมรู้สึกหน้าร้อนขึ้นทันทีและทำท่าจะเดินหนีเล็กน้อย “คุณนี่ชอบถามคำถามยากตอนคนกำลังเดินเล่นนะคะ”
เขาหัวเราะ “ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดเบา ๆ ว่า “ก็ยอมรับแล้วว่าชอบค่ะ แต่ยังอยากเรียนรู้คุณอีกเยอะ เพราะชอบกับเข้ากันได้มันไม่เหมือนกัน”
คินธารพยักหน้าอย่างจริงจัง “ผมคิดเหมือนกันครับ แล้วผมก็ไม่อยากให้เรารีบไปถึงสถานะเพราะความตื่นเต้น่แรก ถ้าจะคบกันจริง ผมอยากรู้จักคุณในวันที่หงุดหงิด ในวันที่เหนื่อย หรือวันที่เราไม่เห็นด้วยกันด้วย”
แพรพิมยิ้ม “งั้นคุณได้เห็นวันหงุดหงิดไปหลายวันแล้วนะคะ ั้แ่วันแรกเลย”
“จริงครับ ถือว่าเริ่มเก็บข้อมูลเร็วมาก”
“นี่คุณเปรียบความรักกับงานอีกแล้วนะ”
“ผมพยายามอยู่ครับ แต่ภาษางานมันติดตัว”
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันและบรรยากาศก็ยิ่งสบายขึ้นเรื่อย ๆ จนแพรพิมเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ได้มีแค่ความตื่นเต้นจากการชอบกัน แต่ยังมีความเข้ากันได้บางอย่างซึ่งทำให้สามารถพูดเื่จริงจังแล้วกลับมาหัวเราะได้โดยไม่รู้สึกหนักเกินไป
หลังเดินเล่นเสร็จ คินธารพาไปกินข้าวที่ร้านเล็ก ๆ ใกล้สวน ไม่ใช่ร้านหรูหรือสถานที่เป็ทางการ แต่กลับทำให้แพรพิมรู้สึกสบายกว่าที่คิด เพราะไม่มีใครในร้านรู้ว่าคินธารเป็ใคร ไม่มีใครสนใจว่าเธอเป็พนักงานของบริษัท และใน่เวลานั้นทั้งคู่จึงเป็เพียงชายหญิงสองคนซึ่งกำลังลองทำความรู้จักกันในแบบที่ไม่มีตำแหน่งมาคั่น
ระหว่างอาหาร คินธารถามขึ้นว่า “คุณเคยมีแฟนจริงจังมาก่อนไหมครับ”
แพรพิมพยักหน้า “เคยค่ะ แต่จบไปนานแล้ว แล้วคุณล่ะ”
เขานิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “เคยเหมือนกันครับ แต่ไม่ค่อยดีเท่าไร่ท้าย”
แพรพิมมองเขาอย่างสนใจแต่ไม่ได้ถามรายละเอียดทันที เพราะรู้ว่าบางเื่ต้องให้เ้าตัวเลือกเล่าเอง คินธารดูเหมือนสังเกตได้จึงพูดต่อเบา ๆ ว่า “ตอนนั้นผมทำงานเยอะและคิดว่าการดูแลคือการจัดการทุกอย่างให้ดี แต่จริง ๆ ผมไม่ค่อยฟังว่าอีกฝ่าย้าอะไร สุดท้ายก็ห่างกันจนจบ”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเข้าใจสิ่งที่เขาเคยพูดเื่กลัวควบคุมคนมากเกินไปมากขึ้น และรู้สึกว่าการที่คินธารสามารถยอมรับความผิดของตัวเองในอดีตโดยไม่โยนทั้งหมดให้อีกฝ่ายเป็สิ่งที่มีความหมายมาก
“อย่างน้อยคุณก็รู้แล้วนะคะว่าตัวเองพลาดตรงไหน”
คินธารพยักหน้า “ครับ เพราะงั้นถ้าผมทำแบบนั้นกับคุณ คุณบอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
แพรพิมยิ้ม “ไม่ต้องกลัวค่ะ หนูไม่เกรงใจอยู่แล้ว”
“รู้ครับ อันนี้ผมมั่นใจมาก”
ทั้งคู่หัวเราะอีกครั้งและความรู้สึกระหว่างกันก็เหมือนขยับเข้าใกล้กันแบบไม่ต้องพยายามมากนัก
หลังอาหารเสร็จ คินธารเดินไปส่งแพรพิมที่รถเรียกผ่านแอป ระหว่างยืนรอทั้งสองเงียบกันเล็กน้อยจนแพรพิมรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มเขินขึ้นเพราะเดตใกล้จบและยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ
คินธารเป็ฝ่ายพูดขึ้นก่อน “วันนี้โอเคไหมครับ”
แพรพิมยิ้ม “โอเคค่ะ ดีกว่าที่คิด”
“แปลว่าตอนแรกคิดว่าจะไม่ดี?”
“ก็ไม่รู้สิคะ คุณดูเหมือนคนที่เดตแล้วอาจเอาตารางประชุมมาเปิดคั่นกลาง”
คินธารหัวเราะ “ผมพยายามแล้วนะครับ วันนี้ไม่พูดเื่งานเลย”
“ทำได้ดีค่ะ ให้คะแนนเพิ่ม”
“เท่าไรครับ”
แพรพิมทำท่าคิด “สองคะแนน”
“น้อยมากเลยนะ”
“คะแนนรวมเริ่มสูงแล้วค่ะ อย่าโลภ”
คินธารยิ้มก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถามเบา ๆ ว่า “งั้นมีเดตครั้งต่อไปได้ไหมครับ”
แพรพิมมองเขาแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ได้ค่ะ แต่รอบหน้าหนูเลือกที่”
“ตกลงครับ”
รถมาถึงพอดี แพรพิมกำลังจะขึ้นแต่ก่อนเปิดประตู คินธารกลับพูดขึ้นว่า “แพรพิมครับ”
เธอหันกลับ “คะ”
“วันนี้ผมดีใจนะที่ได้รู้จักคุณนอกเื่งานมากขึ้น”
คำพูดนั้นทำให้เธอยิ้มอย่างเป็ธรรมชาติแล้วตอบว่า “หนูก็ดีใจเหมือนกันค่ะ ที่คุณไม่ได้ใส่สูทนอนจริง ๆ”
คินธารหลุดหัวเราะอีกครั้ง “ยังไม่ลืมเื่นี้อีกเหรอครับ”
“ไม่ลืมง่าย ๆ หรอกค่ะ”
แพรพิมขึ้นรถไปพร้อมรอยยิ้มและพอรถเคลื่อนออกจึงหันกลับไปมองคินธารผ่านกระจกเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบที่ไม่สามารถถอยกลับไปเรียกว่าแค่เื่งานได้แล้วจริง ๆ
คืนนั้นคินธารส่งข้อความมาตามปกติว่า “ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะครับ”
แพรพิมตอบหลังเข้าห้อง “ถึงแล้วค่ะ วันนี้ขอบคุณนะคะ สนุกดี”
เขาตอบ “ดีใจครับ แล้วก็ขอบคุณที่ให้ผมมีเดตครั้งต่อไป”
แพรพิมพิมพ์กลับ “อย่าเพิ่งดีใจมากค่ะ ยังอยู่่ทดลองงานของความสัมพันธ์”
คินธารตอบ “แล้ว่ทดลองงานกี่เดือนครับ”
เธอหัวเราะก่อนพิมพ์ “ยังไม่กำหนดค่ะ ขึ้นอยู่กับผลงาน”
อีกฝ่ายตอบ “งั้นผมจะตั้งใจครับ”
แพรพิมมองข้อความแล้วรู้สึกว่าคำว่า “ทดลองงานของความสัมพันธ์” ซึ่งพูดเล่น ๆ กลับตรงกับความเป็จริงอย่างประหลาด เพราะตอนนี้ทั้งสองกำลังลองเรียนรู้กันในแบบที่ไม่ต้องรีบมีชื่อเรียก แต่มีความตั้งใจชัดเจนว่าจะไม่เดินจากไปง่าย ๆ ถ้าไม่มีเหตุผลจริง
วันต่อมาในออฟฟิศ ทั้งคู่กลับเข้าสู่โหมดมืออาชีพเหมือนเดิม แม้จะมีจังหวะสบตาแล้วต้องรีบหันหนีหรือมีข้อความเล็ก ๆ ที่ส่งกันตอนพัก แต่ไม่มีอะไรให้คนอื่นจับได้มากกว่าเดิม และนี่ทำให้แพรพิมรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นน่าจะไปต่อได้ หากทั้งสองยังคงแบ่งพื้นที่เื่งานกับเื่ส่วนตัวออกจากกันให้ดี
่บ่าย มีพนักงานคนหนึ่งจากอีกทีมเดินมาคุยกับคินธารนานกว่าปกติและแพรพิมสังเกตว่าผู้หญิงคนนั้นดูสนิทมากพอสมควร แต่ครั้งนี้เธอกลับไม่รู้สึกหึงเท่าเดิม เพราะอย่างน้อยคินธารก็พูดชัดแล้วว่ารู้สึกอย่างไร และความมั่นใจเล็ก ๆ นี้ทำให้เธอไม่ต้องตีความทุกบทสนทนาของเขากับผู้หญิงคนอื่นเป็ภัยต่อความสัมพันธ์เหมือนก่อน
เมื่อคินธารเดินผ่านโต๊ะในภายหลัง แพรพิมส่งข้อความไปแซวว่า “วันนี้มีคนคุยกับคุณเยอะนะคะ”
เขาตอบกลับ “หึงหรือเปล่าครับ”
แพรพิมพิมพ์ “นิดหนึ่งค่ะ แต่ควบคุมได้”
คินธารตอบ “ดีครับ ผมเริ่มสบายใจขึ้นที่คุณยอมรับตรง ๆ แล้ว”
เธอพิมพ์ “ก็คุณพูดก่อนนี่คะ หนูเลยไม่ต้องทำฟอร์มมาก”
“งั้นถือว่าเราพัฒนาแล้วครับ”
แพรพิมอ่านแล้วเผลอยิ้มออกมาอีกครั้ง เพราะคำว่า “เรา” ของคินธารเริ่มกลายเป็คำธรรมดาที่ทำให้ใจอบอุ่นได้ทุกครั้งโดยไม่ต้องมีประโยคหวานตามหลัง
ตอนนี้ทั้งสองยังไม่ใช่แฟนกันอย่างเป็ทางการ ไม่มีรูปคู่ ไม่มีสถานะในโซเชียล และไม่มีใครในบริษัทได้รับรู้เื่ชัดเจน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมากกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงานหรือคนที่คุยกันเฉย ๆ ไปแล้ว เพราะแพรพิมสามารถคิดถึงคินธารโดยไม่ต้องปฏิเสธตัวเอง และคินธารก็สามารถแสดงความห่วงใยโดยไม่ต้องใช้เื่งานเป็ข้ออ้างเหมือนก่อน
ความสัมพันธ์ใน่นี้จึงเหมือนประตูซึ่งเปิดไว้แล้วแต่ยังไม่มีใครรีบก้าวเข้าไปจนสุด ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างคำว่าชอบกับคำว่าแฟน และเลือกจะใช้เวลาเรียนรู้ว่าความรู้สึกนี้สามารถอยู่ร่วมกับชีวิตจริงได้ดีแค่ไหนก่อนให้ชื่อมันอย่างเป็ทางการ เพราะสำหรับแพรพิม การได้เป็แฟนกันไม่สำคัญเท่าการรู้ว่าคนตรงหน้าจะยังเคารพเธอในวันที่เห็นต่าง และสำหรับคินธาร การได้รับคำตอบว่าใช่ก็ไม่สำคัญเท่าการทำให้แพรพิมรู้ว่า เธอไม่จำเป็ต้องเสียอิสระของตัวเองเพื่อแลกกับการมีเขาอยู่ข้าง ๆ
และนั่นเองที่ทำให้ความสัมพันธ์ซึ่งยังไม่มีสถานะในวันนี้กลับรู้สึกจริงกว่าความสัมพันธ์หลายครั้งซึ่งมีชื่อเรียกชัดเจนเสียอีก เพราะต่อให้ยังไม่ได้เป็แฟนกัน ทั้งสองก็เริ่มทำสิ่งที่คนรักกันทำโดยธรรมชาติไปแล้ว ทั้งคิดถึง ห่วงใย รับฟัง ให้พื้นที่ และตั้งใจไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องเสียสิ่งสำคัญของตัวเองเพียงเพื่อให้ความสัมพันธ์เดินต่อ
บางทีคำว่าแฟนอาจเป็เพียงชื่อซึ่งจะตามมาภายหลัง แต่สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นตอนนี้ต่างหากคือพื้นฐานจริงของความรัก และแพรพิมกับคินธารต่างรู้ดีว่า หากวันหนึ่งทั้งคู่เลือกจะก้าวข้ามเส้นนั้นไปอย่างเป็ทางการ มันจะไม่ได้เกิดเพราะความตื่นเต้นหรือความเหงา แต่เกิดเพราะผ่าน่ที่ยังไม่มีสถานะและยังเลือกกันอยู่ทุกวันมาแล้วอย่างชัดเจนพอสมควร