"ฉันพูดชัดเจนแล้วนะเธอฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือยังไง?"
ต่อให้จะสติเลอะเลือนไปแค่ไหนแต่เขาก็ยังเข้าใจดีถึงประโยคที่ว่า'เมียเพื่อนอย่าริอ่าน'
ทำไมพอหลุดจากปากผู้หญิงคนนี้ความหมายถึงได้บิดเบือนไปหมดล่ะ?!
ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูฉินซู่เข้าละก็...ต่อให้เขาจะโดนหมอนั่นซ้อมจนกระดูกหัก ก็ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ
ปกติแล้วเฉินเสี่ยวต้านเป็นคนใจเย็นไม่ค่อยโกรธใครมากขนาดนี้ เสี่ยวเฟิ่งถึงสะดุ้งโหยง น้ำตาคลอเบ้าและหันไปมองหญิงชราด้วยท่าทางน่าสงสาร
"คุณย่าหนูไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้นนะคะ ใครจะไปรู้ว่าเถ้าแก่จะโกรธขนาดนี้คุณย่าช่วยหนูหน่อยสิคะ!"
แต่ใครจะรู้ว่าหญิงชราที่คอยปกป้องเธอมาตลอดกลับทำหน้าเคร่งขรึม เธอพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่
"เมื่อกี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็พูดชัดแล้วนะแม่หนู ปกติจะพูดจะจาในบ้านยังไงก็ว่าไปอย่างแต่นี่ออกมาข้างนอกก็ยังไม่ระวังปากอีกงั้นเหรอ?"
สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะเธอคอยตามใจเด็กคนนี้มากเกินไป
พอโดนหญิงชราตักเตือนเสี่ยวเฟิ่งก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ
"หนูแค่... ตอนนี้เถ้าแก่รวยแล้วผู้หญิงทุกคนก็มองเถ้าแก่ก็มองด้วยสายตาแบบนั้นทั้งนั้นนี่คะหนูคิดว่าผู้หญิงคนนั้นก็คงเหมือนคนอื่นๆ หนูก็เลยพูดจาไม่ดีแบบนั้นออกไป!"
เฉินเสี่ยวต้านไม่อยากจะทนฟังเสี่ยวเฟิ่งแก้ตัวแล้วเขาพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึงและน้ำเสียงเย็นชา
"เดี๋ยวฉันจะจ่ายเงินเดือนของเดือนนี้ให้เธอแล้วต่อไปนี้เธอไม่ต้องมาทำงานอีกแล้ว"
คนดูแลที่จิตใจไม่ซื่อแบบนี้เขาไม่วางใจให้เธอมาดูแลคุณย่าของเขาหรอก เขาต้องหาคนที่ดีกว่านี้
ครั้งนี้เสี่ยวเฟิ่งร้องไห้โฮออกมาทันทีเธอคุกเข่าลงกับพื้น คว้าขากางเกงเฉินเสี่ยวต้านไว้แน่นและพูดจาอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
"เถ้าแก่ ฉันขอร้องล่ะฉันต้องดูแลคนอีกทั้งบ้าน ถ้าเถ้าแก่ไล่ฉันออก ฉันจะเอาอะไรกินล่ะคะ!
อีกอย่าง ฉันเองก็ดูแลคุณย่ามานานขนาดนี้คงไม่มีใครรู้จักคุณย่าดีไปกว่าฉันแล้วล่ะค่ะ ให้โอกาสฉันอีกครั้งนะคะเถ้าแก่ครั้งหน้าฉันจะระวังตัวให้มากกว่านี้ ฉันขอร้องล่ะ!"
พูดจบ เธอก็หันไปมองหญิงชราด้วยสายตาอ้อนวอน
หญิงชรามองแล้วก็รู้สึกสงสารแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เธอตามใจเด็กคนนี้มามากพอแล้วถ้ายังตามใจต่อไป อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาแน่ๆ
เฉินเสี่ยวต้านเป็นคนดื้อรั้นถ้าเขาตัดสินใจอะไรไปแล้ว ก็จะไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ
"ถ้าเธอยังพูดอะไรอีกเงินเดือนของเดือนนี้ก็ไม่ต้องเอา!"
พอได้ยินแบบนั้น เสี่ยวเฟิ่งก็หุบปากทันทีไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมาด้วยซ้ำ
เธอถือเงินเดือนของเดือนนี้ไว้ในมือแล้วยกมืออีกข้างปาดน้ำตา ก่อนจะเดินออกจากโรงงานไป
เธอไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะตกงานเพราะพูดผิดแค่คำเดียว
"คุณย่าผมจะหาคนดูแลที่ดีกว่านี้ให้คุณย่านะครับ!"
ปกติแล้วเขายุ่งอยู่กับงานตลอดทำให้ไม่มีเวลาดูแลย่าของเขาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงดังนั้นจึงต้องหาคนดูแลที่ใส่ใจทุกรายละเอียดมาดูแลย่าของเขา
"ไม่ต้องหาคนดูแลหรอกถ้าได้หลานสะใภ้มาสักคน โรคของฉันที่เป็นอยู่ต้องหายดีแน่ๆ!" หญิงชราพูดด้วยรอยยิ้ม
"คุณย่าไม่ต้องห่วงหรอกครับถึงตอนนั้นคุณย่าต้องได้อุ้มเหลน!"
ตอนนี้เขามีความหวังในการรักษาย่าของเขาแล้วเฉินเสี่ยวต้านจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
"ดีจริงๆ!"
ช่วงบ่ายของวันนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวไปรายงานตัวที่สถานีอนามัยของหมอหลี่ตามปกติจากนั้นเธอก็ซื้อหนังวัวกลับบ้าน
ผัดพริกแดงกับหนังวัวเป็นอาหารที่อร่อยสุดยอดหายากที่จะเห็นคนเอาหนังวัวมาขายในตัวอำเภอ เธอเลยซื้อกลับบ้านมาสองสามกิโล
ราคาหนังวัวค่อนข้างถูกเลยทีเดียวแถมยังจัดการมาเป็นอย่างดี ขนถูกโกนออกจนหมด ดูเหมือนแผ่นขี้ผึ้งที่เรียบเนียน
จากนั้นเธอก็ซื้อขนมและขนมปังมาให้เด็กๆทั้งสามคน
สวีซิ่วและเหอเถาฮวามาตั้งแผงอยู่ที่หน้าโรงงานแล้วมีคนมารุมล้อมแผงของพวกเธอเยอะแยะ ธุรกิจกำลังไปได้สวยเลยทีเดียว
เธอทักทายทั้งคู่เล็กน้อยก่อนจะให้คนขับเกวียน ขับพากลับหมู่บ้านไป
"แม่คะ!"
พอกลับถึงบ้าน ฉินไห่เยว่ก็ทิ้งของเล่นในมือรีบวิ่งเข้ามากอดขาต่งเสี่ยวเสี่ยว เด็กน้อยเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยวดวงตากลมโตเป็นประกาย พอมองดูแล้วก็ยิ่งน่ารักน่าเอ็นดู
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหยิกแก้มยุ้ยของฉินไห่เยว่อย่างเอ็นดู"แม่ซื้อขนมมาให้ลูกกับพี่ๆ เอาไปแบ่งกันกินนะเดี๋ยวแม่จะไปทำกับข้าวให้กินดีไหม"
"ดีค่ะ!"
ฉินไห่เยว่รับถุงจากมือแม่แล้ววิ่งกระโดดโลดเต้นไปหาฉินไห่หยางและเฉินเฉิน
ตอนนี้ในครัวเต็มไปด้วยควันโขมงต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินเข้าไปก็เห็นฉินซู่กำลังขะมักเขม้นอยู่ในครัว
"กลับมาแล้วเหรอ?"
"กลับมาแล้ว"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้าตอบเธอวางหนังวัวลงบนเขียง
"วันนี้เป็นยังไงบ้าง?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฉินซู่ฟังคร่าวๆ
ฉินซู่ลุกขึ้น เขาหยิบหนังวัวในถุงออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด และหั่นเป็นชิ้นบางๆ พลางพูดต่อว่า
"พ่อแม่ของเฉินเสี่ยวต้านก็เป็นทหารทั้งคู่พวกเขาเสียชีวิตในการปฏิบัติภารกิจ ที่บ้านเลยเหลือแค่เขาและย่าอยู่กันสองคน"
ในฐานะเพื่อนร่วมรบฉินซู่จึงพอจะรู้จักครอบครัวของเฉินเสี่ยวต้านอยู่บ้าง
ทั้งสองคนคุยกันพลางก่อไฟทำอาหาร
ต่งเสี่ยวเสี่ยวดึงฟืนออกอันหนึ่งเพื่อให้ไฟอ่อนลง
เธอเหลือบมองฉินซู่ที่กำลังหั่นผักก่อนจะกลืนน้ำลายช้าๆ และพูดขึ้นมาว่า
"หนังวัวนี่ผัดแบบเผ็ดๆให้ฉันคนเดียวนะ ส่วนของเด็กๆ ทั้งสามคนผัดจืดๆ หน่อยนายเองก็ยังอยู่ในช่วงพักฟื้น ต้องกินจืดๆ เหมือนกัน ห้ามกินเผ็ดมากนะ!"
ก็ช่วยไม่ได้นี่นาเธอเป็นพวกที่ชอบกินอาหารรสจัดจริงๆ
เธอต้องกินอาหารรสชาติจืดๆ มานานแล้วพอเห็นหนังวัว ก็เลยอดใจไม่ไหว ต้องซื้อกลับมาด้วย
วันนี้ยังไงเธอก็ต้องกินให้หายอยากให้ลิ้นได้สัมผัสรสชาติที่ต้องการ
"อืม!"
ฉินซู่ตอบรับอย่างว่าง่ายเขาผัดหนังวัวแบบจืดๆ ให้เด็กๆ ก่อนจากนั้นก็ผัดหนังวัวรสชาติเผ็ดจัดจ้านให้ต่งเสี่ยวเสี่ยว
หลังจากนั้นเขาต้มซุปอีกหม้อผัดผักกาดขาวอีกจาน พอทำอาหารเสร็จแล้ว ทั้งสองคนยกอาหารออกมา แล้วเรียกเด็กๆทั้งสามคนให้ไปล้างมือก่อนมากินข้าว
"เลิกเล่นได้แล้วไปล้างมือแล้วมากินข้าวกัน!"
วันนี้อากาศค่อนข้างเย็นสบายทั้งคู่จึงยกอาหารไปกินกันในลานบ้าน
หนังวัวเคี้ยวหนึบกำลังดีห้าคนนั่งล้อมวงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ในระหว่างที่กำลังกินอย่างเพลิดเพลินต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกเหมือนมีใครจ้องมาไม่หยุดพอเธอหันไปมองก็เห็นฉินฮุ่ยเจียวยืนเกาะกำแพงเอาไว้แน่นเธอมองไปที่อาหารบนโต๊ะอย่างไม่ละสายตา และกลืนน้ำลายเป็นพักๆ
ถึงฉินฮุ่ยเจียวจะรู้ว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวและคนอื่นๆกำลังมองมาเธออยู่ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีจะหลบเลี่ยงเธอยังคงจ้องมองโต๊ะอาหารพลางกลืนน้ำลาย
เธอไม่ได้เข้าไปแย่ง ไม่ได้ไปขโมยแค่มองพวกเขาเฉยๆ มันผิดตรงไหนกัน?
ฉินซู่เห็นฉินฮุ่ยเจียวตั้งแต่แรกแล้วแต่เขาไม่อยากสนใจ เลยทำเป็นมองไม่เห็น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลอกตาก่อนจะหันกลับไปกินข้าวกับหนังวัวอย่างเอร็ดอร่อย
ฉินฮุ่ยเจียวทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วเธอจึงผลักประตูบ้านและเดินเข้ามา