ชั่วพริบตา จินเฉิงปล่อยพลังสีเหลืองขั้นสุดออกมา ร่างของเขาส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์คลุมไปทั่วทั้งร่าง
“เ้า…เ้าทหารใหม่ เ้ามีพลังสีเหลืองขั้นสุด” คู่ต่อสู้ของจินเฉิงต้านพลังของเขาไม่ได้ จนต้องทรุดลงไปกับพื้นเวที
ตอนนี้รอแค่หัวหน้ากองที่ทำหน้าที่ตัดสิน ประกาศผลแค่นั้น
แต่หัวหน้ากองก็อ้ำอึ้ง มัวตกตะลึงกับขั้นพลังของจินเฉิง จนเขาต้องะโถาม
“ท่านหัวหน้า ท่านจะขานชื่อว่าใครชนะได้หรือยังขอรับ”
เมื่อได้ยินเสียงของจินเฉิน หัวหน้ากองพลันรู้สึกตัว เขาจึงะโเสียงดังว่า ทหารใหม่จินเฉิงเป็ฝ่ายชนะ
หลังจากที่ทุกคนตื่นตะลึงกับขั้นพลังของจินเฉิงแล้ว คนที่เหลือก็ยินดีสละสิทธิ์
ไม่มีใครอยากขึ้นเวที เพื่อแข่งกับคนที่มีขั้นพลังมากกว่าตนเองหลายขั้นขนาดนี้ เพราะแข่งไปก็แพ้
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนอยู่ในสายตาของแม่ทัพมู่ซ่ง ประกายความตื่นเต้นในสายตาของเขา บ่งบอกว่าเขาสนใจในตัวจินเฉิงเข้าแล้ว
“ตอนนี้เราได้หัวหน้าหน่วยพิเศษของเราแล้ว พรุ่งนี้เป็ต้นไปใครที่ได้เข้าร่วมในหน่วย ให้มารายงานตัวกับท่านแม่ทัพโดยตรง ส่วนที่เหลือเราจะจัดกองใหม่ เพื่อเปลี่ยนคนเข้าไปแทนทหารส่วนที่ย้ายไปอยู่หน่วยพิเศษ”
ก่อนที่ทหารทุกคนจะแยกย้าย หลายคนโขกหัวให้กับจินเฉิงอย่างที่ได้พูดไว้ จนจินเฉิงใรีบโขกหัวคืนเช่นกัน
ทำให้สีหน้าของเหล่าทหารมองจินเฉิงอย่างเอ็นดู และรู้สึกยอมรับเขาจนหมดใจ
โดยเฉพาะสมาชิกในหน่วยที่เป็คู่ต่อสู้กับจินเฉิง เขายอมรับความพ่ายแพ้อย่างสบายใจ
ถึงแม้เขาจะแพ้ เขาก็แพ้ให้กับพลังสีเหลืองขั้นสุด ที่ในแคว้นนี้มีไม่ถึงสิบคน
และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือจินเฉิงยังมีพลังมากกว่าแม่ทัพมู่ซ่งอีกด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาทหารหน่วยพิเศษห้าร้อยสิบห้าคน ก็มารวมตัวกันอีกด้านหนึ่งของกองทัพ
“ข้ายินดีต้อนรับหัวหน้าหน่วยพิเศษ และสมาชิกของหน่วยทุกคน วันนี้แม้จะเป็วันแรกที่เราจะแยกกลุ่มฝึก แต่เราก็คือทหารในกองทัพเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ก่อนจะเริ่มฝึก ให้หัวหน้าหน่วยพูดอะไรสักเล็กน้อย”
แม่ทัพมู่ซ่ง เปิดโอกาสให้จินเฉิงได้กล่าวแนะนำตัวกับสมาชิกของหน่วย
จินเฉิงก้าวออกมาด้านหน้า กำหมัดคารวะสมาชิกทุกคน เพราะดูจากหน้าตา เขาน่าจะอายุน้อยที่สุดในหน่วย
“ข้าชื่อจินเฉิง วันนี้มีวาสนามาร่วมเป็ส่วนหนึ่งของหน่วยพิเศษ แม้ข้าจะได้รับตำแหน่งหัวหน้า แต่ข้าพร้อมจะช่วยเหลือและรับฟังทุกท่าน ขอฝากตัวด้วยขอรับ”
การกระทำของหัวหน้าหน่วยที่มีพลังสีเหลืองขั้นสุดที่ก้มหัวให้กับทุกคน ทำให้ทหารทุกคนในหน่วยต้องคารวะกลับ
พวกเขารู้สึกดีกับหัวหน้าหน่วยของเขา และพวกเขาพร้อมแล้วที่จะเริ่มฝึกให้หนัก จะไม่ให้เสียชื่อหน่วยพิเศษ
่เช้าทุกคนในหน่วยพิเศษได้รับคำชี้แนะจากจินเฉิง เื่ทักษะด้านการต่อสู้ ที่เขาก็ได้รับการถ่ายทอดจากจินเยว่มาอีกที
“ท่านหัวหน้ากระบวนท่าที่ท่านให้พวกเราฝึก สามารถใช้ได้ดีจริง ๆ” หนึ่งในหน่วยพิเศษออกปากชม
แค่่เช้าเท่านั้น พวกเขาก็เห็นแล้วว่าเป็กระบวนท่าที่วิเศษ ทุกครั้งที่ใช้กระบวนท่านี้คู่ต่อสู้ต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง
่บ่ายจินเฉิงจึงให้ทุกคนฝึกต่อ เพื่อให้เกิดความชำนาญ ส่วนตัวเขากำลังอยู่ที่ห้องวางแผนการรบ
ในห้องวางแผน มีแม่ทัพ และรองแม่ทัพทั้งสิบคน วันนี้มีจินเฉิงเพิ่มเข้ามาอีกคน
เมื่อเข้าไปในห้องวางแผนจินเฉิงทำความเคารพทุกคนอย่างถ่อมตัว แม้เขาจะมีขั้นพลังมากกว่าทุกคนก็ตาม
“ท่านหัวหน้าหน่วย อายุน้อยเพียงนี้ มีพลังสีเหลืองขั้นสุดแล้ว น่าอัศจรรย์นัก”
หนึ่งในรองแม่ทัพเอ่ยขึ้นทันที ที่จินเฉิงเข้ามาภายในห้อง
เขาคิดในใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต่อไปต้องเป็คนที่ยิ่งใหญ่ในแคว้นแห่งนี้อย่างแน่นอน
หากเป็คนอื่นมีพลังถึงขั้นนี้ คงเชิดหน้าข่มพวกตนไปแล้ว แต่เขากลับทำความเคารพทุกคนอย่างนอบน้อม
ไม่ใช่แค่รองแม่ทัพที่มองจินเฉิงอย่างพอใจ แม้แต่แม่ทัพมู่ซ่งเองก็ชอบนิสัยใจคอของจินเฉิงเช่นกัน
แม้จะเห็นเขาทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยแค่วันแรกก็ตาม
“หัวหน้าจิน ข้าเรียกท่านเช่นนี้ได้หรือไม่” แม่ทัพมู่ซ่งขออนุญาตจินเฉิงเื่การเรียกขาน
“ได้ ตามที่ท่านแม่ทัพ และท่านรองแม่ทัพจะเมตตาข้าขอรับ” ทุกคนในห้องที่ได้ฟังคำพูดของจินเฉิงต่างก็พากันยิ้มแย้ม
“หัวหน้าจิน มาอยู่ที่ชายแดนนานหรือยัง” รองแม่ทัพคนที่หนึ่งเอ่ยถาม
“ข้าเพิ่งมายังไม่ถึงเดือนเลยขอรับ” จินเฉิงตอบ และรองแม่ทัพแต่ละคนก็ถามเื่ความเป็อยู่ของเขาเมื่อมาอยู่ที่นี่
“ตอนนี้ข้าให้ทหารจัดที่พักให้หัวหน้าจิน แยกออกมาจากหน่วยพิเศษแล้ว แต่ยังอยู่ในที่เดียวกัน”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่ทัพ” จินเฉิงลุกขึ้นคารวะขอบคุณแม่ทัพมู่ซ่งอีกครั้ง
“ข้าขอถามหัวหน้าจินหน่อย พ่อของท่านเป็ใคร ชื่ออะไร ข้าถามได้ใช่หรือไม่”
“ข้าตอบได้ขอรับ ไม่ใช่เื่ต้องปิดบัง พ่อของข้าคือแม่ทัพจินหยางขอรับ”
หลังจากที่ทุกคนรู้ว่าจินเฉิงเป็บุตรชายของใคร ทุกคนในห้องต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นคารวะจินเฉิงทันที
“คุณชายจิน” จินเฉิงทำตัวไม่ถูก หลังจากทำความเคารพกลับแล้ว เขาจึงเอ่ยถามเื่ราวที่ผ่านมา
“เหตุใดพวกท่านจึงต้องเคารพข้า ข้าเป็ทหารใหม่ อาจได้รับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยพิเศษ และเป็บุตรของท่านพ่อแค่นั้น พวกท่านไม่จำเป็ต้องก้มหัวให้ข้าหรอกขอรับ”
“ไม่ได้ คุณชายจินคือบุตรชายของผู้มีพระคุณของเรา ต่อไปเราต้องดูแลท่านอย่างดี”
แม่ทัพมู่ซ่งเอ่ยขึ้น รองแม่ทัพทั้งหมดก็ผงกหัวเห็นด้วยเช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้น พวกท่านเล่าเื่ราว ให้ข้าฟังได้หรือไม่ขอรับ ว่าท่านพ่อของข้าเป็ผู้มีพระคุณของพวกท่านได้อย่างไร”
ทุกคนใช้เวลาอยู่ในห้องวางแผน จนถึงเวลาค่ำ จินเฉิงจึงขอตัวออกไปดูการฝึกของคนในหน่วย
“ท่านหัวหน้า ตอนนี้พวกเราฝึกกระบวนท่าที่ท่านสอนจนถือว่าชำนาญกันทุกคนแล้ว ท่านมีอะไรจะสั่งพวกเราอีกหรือไม่”
“ไม่มี แต่เมื่อครู่ ท่านแม่ทัพบอกว่าจุดตรงนี้มอบให้พวกเราใช้ในการฝึกฝน ส่วนเรือนพักที่อยู่ถัดไป ตอนนี้เป็ของหน่วยของเรา ให้ทุกคนขนข้าวของของตนเองเอามาไว้ที่นี่ ส่วนเรือนของข้าคือเรือนอีกหลังที่อยู่ใกล้ ๆ กับพวกท่าน หากมีเื่อันใด พวกท่านสามารถเข้ามาหาข้าได้ตลอดเวลา”
“ขอบคุณขอรับ” เสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียงของหน่วยพิเศษห้าร้อยสิบห้าคน หลังฟังจินเฉิงพูดจบ
ตอนนี้พวกเขาต่างวิ่งแยกย้ายกลับไปเก็บของส่วนตัว เพื่อเข้ามาพักที่เรือนแห่งใหม่
หลังจากที่ทุกคนได้กินอาหาร อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย จินเฉิงยังไม่ให้พวกเขาได้พัก เพราะทหารหน่วยพิเศษต้องเดินพลังตามขั้นพลังของตน
คืนแรกที่ทุกคนในหน่วยเข้ามาพักในเรือนพักแห่งใหม่ แม้จะมีจำนวนมาก แต่ตอนนี้กลับเงียบกริบ
ทหารหน่วยพิเศษกำลังนั่งสมาธิกำหนดจิต และเริ่มเดินพลังของตนเอง มีจินเฉิงและแม่ทัพมู่ซ่งเฝ้าสังเกตการณ์
จากที่จินเฉิงได้คุยกับแม่ทัพมู่ซ่งและรองแม่ทัพ ทำให้จินเฉิงได้รับรู้เื่ราวต่าง ๆ ในอดีตมากยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นว่าแม่ทัพมู่ซ่งและรองแม่ทัพทั้งสิบ คือคนของท่านพ่อ จินเฉิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นและเขาพร้อมที่เปิดใจให้กับทุกคน
จินเฉิงได้บอกกับแม่ทัพมู่ซ่งว่าในคืนนี้เขาจะทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เมื่อเป็ส่วนหนึ่งของหน่วยพิเศษ พวกเขาจะได้รับความพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีก
หลังจากที่ทหารในหน่วยพิเศษเดินพลังตามขั้นพลังของตนเองเสร็จ ทำให้จินเฉิงรู้ว่ามีทหารเกินครึ่งที่ขั้นพลังตันอยู่ที่เดิม
ในมือของจินเฉิงมีกล่องไม้ขนาดกลาง เขายื่นให้ทหารที่อยู่ใกล้เขาที่สุด
“เ้าเอาไปมอบให้กับทุกคน” เมื่อทหารคนนั้นเปิดกล่องไม้ขึ้น กลิ่นหอมของยาฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งเรือนพัก
สีหน้าของทหารหน่วยพิเศษ ฉายแววขอบคุณจินเฉิง แต่พวกเขาไม่ได้พูดอะไรออกมา
เพราะก่อนหน้านี้จินเฉิงสั่งไว้ว่า ในคืนนี้เมื่อเริ่มเดินพลังไปจนถึงเช้า ไม่ให้มีการพูดคุยกันอย่างเด็ดขาด
ทหารที่ถือกล่องยา ยื่นกล่องไม้ในมือของตนเองไปยังทหารที่นั่งอยู่
กล่องไม้ไปอยู่ตรงหน้าใคร คนนั้นก็หยิบยาออกไปหนึ่งเม็ด
จนตอนนี้ทหารหน่วยพิเศษได้รับยาที่จินเฉิงมอบให้ครบทุกคน แต่ยาในกล่องยังเหลืออยู่อีกครึ่งกล่อง
ทุกคนหันมามองจินเฉิงเป็ตาเดียว สายตาทุกคู่แฝงไปด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ
เมื่อจินเฉิงพยักหน้าทุกคนต่างเอายาเข้าไปในปากทันที
การที่ทุกคนเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน ในเวลาเพียงแค่หนึ่งวันที่พวกเขามาอยู่ในหน่วยพิเศษนี้
ความไว้ใจที่เขามีต่อหัวหน้าหน่วย เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
พวกเขาไม่เอ่ยถามจินเฉิงว่ายาที่เขามอบให้ เป็ยาอะไร แต่ทุกคนกลับกล้าเอาเข้าปาก
หากเป็ยาพิษ ทหารทุกคนในหน่วยคงตายทั้งหมด
ซึ่งความไว้วางใจของทุกคนที่มีต่อจินเฉิง ทำให้แม่ทัพมู่ซ่งรู้สึกเหลือเชื่อว่าจินเฉิงทำได้อย่างไร
เหตุใดทหารทั้งหมดจึงได้เชื่อฟังเช่นนี้
เมื่อยาเข้าไปในปากก็ละลายทันที ทหารทั้งหน่วยกำหนดจิต เดินพลังลมปราณอีกครั้ง
ครั้งนี้ทุกคนต่างรู้สึกแปลกไป พลังของพวกเขาปั่นป่วน วิ่งวนในร่างอย่างรุนแรง
“นั่งให้นิ่ง พยายามซึมซับพลังเอาไว้ให้ได้มากที่สุด หากพวกเ้าผ่านจุดนี้ไปได้พวกเ้าจะสำเร็จ”
เมื่อเห็นว่าทหารทั้งหน่วยกำลังต่อสู้กับการเพิ่มขั้นพลังของตนเอง
จินเฉิงจึงบอกกับพวกเขาว่าต้องปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะคนที่ขั้นพลังตันอยู่ที่เดิมเป็สิบปี
การที่จะทะลวงขั้นต้องใช้เวลา และต้องผ่าน่เวลาที่ร่างกายต้องควบคุมพลังที่เพิ่มขึ้นนี้ให้ได้ จึงจะเพิ่มขั้นพลังได้สำเร็จ
ตอนนี้ขั้นพลังที่เพิ่มขึ้นของทหารหน่วยพิเศษ แต่ละคนมีขั้นพลังสีสรรที่ต่างกัน
พลังของทุกคนกำลังพุ่งพล่าน เกิดเป็แสงหลากสี ทะลุออกไปด้านนอกเรือนพักในทุกทิศทุกทาง
แม้แต่บนท้องฟ้าก็เกิดลำแสงสีต่าง ๆ พุ่งขึ้นไป้า จนท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนสี ทำให้ทหารทั้งกองทัพเกิดการแตกตื่น
“เกิดอะไรขึ้น พวกเ้าดูท้องฟ้าสิ เมื่อครู่นี้ท้องฟ้ายังมืดอยู่เลย เหตุใดจึงกลายเป็สว่างจ้าแล้วยังมีหลายสีด้วย”
“แต่เ้าดูสิ มีลำแสงพุ่งขึ้นไป แสดงว่ามันต้องมีที่มาของลำแสงบนฟ้า”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปตามหาแหล่งที่มาของแสงกันเถอะ”
ทหารทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นว่าแสงสีที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เกิดจากอะไร