สถานที่ที่ทั้งสองฝ่ายนัดเจรจากัน คือไนท์คลับหรูแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมือง ซึ่งในงานเปิดตัวเมื่อต้นปี ที่นี่มักจะเชิญดาราดังมาร่วมงาน ธุรกิจที่นี่เฟื่องฟูระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้น ไม่รู้ว่าเป็เพราะความประมาทในด้านการบริหารจัดการ หรือเป็เพราะว่ามีผู้คนจากต่างสาขาอาชีพมารวมตัวกัน จึงมักจะมีคนเมาก่อเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นภายในร้าน อีกทั้งยังมีคนเสียชีวิตครั้งหนึ่ง เพราะเหตุนี้ผลประกอบการจึงจมดิ่ง สร้างรายได้ไม่เพียงพอ
เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ไนท์คลับชื่อดังแห่งนี้ยังมีข่าวลือเื่ยาเสพติดและธุรกิจใต้ดินอีกด้วย เื่นี้ทำให้ธุรกิจที่ไม่กระเตื้องอยู่แล้วยิ่งซบเซามากกว่าเดิม แม้แต่โอกาสทองใน่วันหยุดสุดสัปดาห์ หน้าร้านก็ยังเงียบสงบจนวางตาข่ายดักนกได้ เรียกได้ว่าดูเงียบเหงาจนผิดปกติ
เมื่อพวกเขามาถึงบาร์ที่มีชื่อว่า ‘แฟนธ่อม’ ถังิก็รับอาสาผลักประตูไม้โอ๊คขนาดใหญ่ แล้วเดินวางมาดเข้าไปในบาร์ที่มืดสลัว
ตอนนี้เป็เวลาเที่ยงวัน บาร์ที่เปิดทำการในตอนกลางคืนแห่งนี้ดูเงียบเหงาจนน่าประหลาดใจ นอกจากพนักงานเสิร์ฟจำนวนไม่กี่คนที่กำลังนอนฟุบหลับลงไปบนโต๊ะ ก็ไม่มีใครออกมาทักทายพวกเขาแม้แต่คนเดียว
ทันทีที่เซียวเจิ้งก้าวเข้าไปในร้าน กลิ่นเหม็นเปรี้ยวก็ลอยโชยเข้ามากระทบจมูก เห็นได้ชัดว่านี่คือกลิ่นของแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นอ้วก ดูเหมือนว่าบาร์แห่งนี้จะไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงไม่ดี แม้แต่ปัญหาด้านสุขอนามัยขั้นพื้นฐานที่สุดก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข มีทัศนคติทางด้านการบริการแบบนี้ก็ยังมีหน้ามาเปิดร้าน ทำธุรกิจอีกเหรอ? ถึงเทพเ้าแห่งโชคลาภจะอวยพรยังไงก็ไม่มีทางโชคดี พลิกฟ้าพลิก์ได้หรอก
เห็นได้ชัดว่าหลานซินไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับแสงไฟที่มืดสลัวแบบนี้ได้ สภาพแวดล้อมของสถานที่เจรจาเต็มไปด้วยกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทันทีที่ผ่านประตูเข้ามา คิ้วสวยก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย พร้อมกับกวาดสายตามองหาคู่เจรจา
เซียวเจิ้งที่เดินตามมาด้านหลังรับรู้ได้ถึงความไม่สบายใจของผู้อำนวยการหลาน เขาเดินเข้าไปหาพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งที่กำลังหลับอยู่ และยกมือขึ้นเคาะโต๊ะแรง ๆ เป็จังหวะ ก่อนที่จะเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“พี่ชาย บอสของพวกนายอยู่ที่นี่หรือเปล่า?”
พนักงานเสิร์ฟผู้ถูกรบกวนเวลาฝันหวาน มีสีหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียด และจ้องมองอย่างไม่สบอารมณ์
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้าน ถ้าอยากดื่มค่อยมาใหม่ตอนกลางคืน”
“พวกเราไม่ได้มาดื่ม” เซียวเจิ้งจุดบุหรี่
“งั้นพวกนายมาทำอะไร?”
ดูเหมือนว่าพนักงานเสิร์ฟจะไม่ได้ฟังคำถามของเซียวเจิ้งเลย
“มาทวงหนี้” เซียวเจิ้งกล่าวออกมาช้า ๆ
“ทวงหนี้?”
พนักงานเสิร์ฟผงะไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พวกนายมาจากซินอ้าวกันเหรอ?”
“ใช่แล้ว” เซียวเจิ้งพยักหน้ารับ
“งั้นรอเดี๋ยว ฉันจะไปตามบอสมาให้” พนักงานเสิร์ฟพูดขึ้น แล้ววิ่งเข้าไปในพื้นที่สำหรับพนักงาน
เซียวเจิ้งถ่ายทอดประเด็นสำคัญให้หลานซินฟัง จากนั้นเลือกโต๊ะในโซนที่กว้างขวางและสะอาดสะอ้าน พลางพูดกับผู้อำนวยการหลานว่า
“คุณหลาน พวกเราไปนั่งรอดีไหมครับ?”
“ค่ะ”
หลานซินพยักหน้าเบา ๆ เธอนั่งลงด้วยท่าทีสง่างาม และกล่าวกับเซียวเจิ้งที่กำลังยุ่ง
“ลำบากคุณจริง ๆ”
“คุณสุภาพเกินไปแล้ว” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความสุภาพ
“พวกเราทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกัน มันเป็เื่ธรรมดาที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
“อาเจิ้งพูดถูก คุณหลานอย่าเกรงใจพวกเราเลยครับ ในอนาคต เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างพวกเราจะต้องมาขอความช่วยเหลือจากคุณแน่นอน”
ในระหว่างที่พูด ถังิก็ถือเหล้าชั้นดีขวดหนึ่งเดินเข้ามา แล้วกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย มาดื่มเหล้าสักแก้วรองท้องกันดีกว่า”
“นายจะเลี้ยงเหรอ?” เซียวเจิ้งกล่าวติดตลก
“เหล้าขวดนี้ราคาไม่ใช่ถูก ๆ พอถึงเวลาที่ทางร้านมาคิดเงินกับพวกเรา เงินเดือนของนายได้หายไปครึ่งเดือนแน่”
“ฉันเลี้ยงพวกคุณเองค่ะ”
หลานซินส่งยิ้ม กล่าวออกมา แล้วหันไปสั่งผู้ช่วยของเธอ
“ถานลี่ สั่งกับแกล้มให้พวกเขาด้วยนะ ดื่มตอนท้องว่างมันไม่ดีต่อกระเพาะอาหาร”
“ค่ะ คุณหลาน”
ผู้ช่วยที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ด้านหลังหลานซินลุกขึ้นไปสั่งอาหาร ทำเอาถังิพูดขึ้นมาด้วยความละอายใจ
“คุณหลาน จะให้คุณเสียเงินได้ยังไงกันครับ? เป็พวกเราต่างหากที่ควรจะเลี้ยงคุณ”
“พวกเราทุกคนเป็เพื่อนร่วมงานกัน ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกค่ะ”
หลานซินส่งยิ้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่สวยราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิหันมาจับจ้องเซียวเจิ้ง แล้วเอ่ยถามว่า
“อาเจิ้ง คุณเพิ่งเข้ามาในซินอ้าวได้ไม่นานใช่ไหมคะ?”
“ครับ ผมเพิ่งเข้ามาทำงานได้แค่ 2 วัน จากนี้ไปคงต้องขอให้คุณหลานช่วยดูแล” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความสุภาพ
“ฟังจากสำเนียงของคุณ คุณเป็คนในท้องถิ่นเหรอคะ?”
ดูเหมือนว่าหลานซินจะไม่ได้กระตือรือร้น อยากพบเ้าของบาร์สักเท่าไหร่ เธอเปิดบทสนทนากับเซียวเจิ้งแทน
“ครับ ผมเป็คนในเมืองิจู”
เซียวเจิ้งดื่มเหล้า กินกับแกล้ม เื่วุ่นวายในตอนเช้าทำให้เขาไม่สนใจมารยาทบนโต๊ะอาหารมากนัก เดือดร้อนไปถึงถังิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งกำลังแอบบ่นด้วยความไม่ได้ดั่งใจ อยู่ต่อหน้าคุณหลานคนสวยผู้โด่งดังในซินอ้าวแท้ ๆ นายจะทำตัวสุภาพ อ่อนโยนสักหน่อยไม่ได้เหรอ? นายดูไม่ออกเหรอว่าผู้อำนวยการหลานกำลังสนใจนายอยู่?
ในขณะที่ถังิกำลังบ่นอยู่ในใจ เซียวเจิ้งก็รู้สึกงุนงงเช่นกัน ดูจากท่าทางของผู้อำนวยการหลาน ดูเหมือนว่าเธอจะสนใจเขาอยู่จริง ๆ แต่ว่าพี่เจิ้งไม่ใช่พวกมือใหม่ที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไป เขาไม่เชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงชื่อดังของบริษัทจะปฏิบัติต่อเขาเป็อย่างดี ทั้งที่เป็การพบเจอกันเป็ครั้งแรก
ถึงเซียวเจิ้งที่หนีหายไปจากสังคมหลายปี จะไม่มีประสบการณ์ในการทำงานที่กว้างขวางมากนัก แต่เขาก็ถือได้ว่าเป็คนที่มีประสบการณ์ในการติดต่อกับผู้คน ไม่อย่างนั้น ใน่เวลาหลายปีที่เขาทำอาชีพอันโหดร้าย เขาคงจะตายไปจนไม่เหลือแม้แต่โครงกระดูก
ผู้อำนวยการหลานคนนี้มีตำแหน่งสูงส่งในบริษัท เธออาจจะมีนิสัยอ่อนโยนและใจดี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่เข้าตาเธอจะเป็หมาแมวที่ไหนก็ได้ การที่เธอสนใจเขาในตอนนี้ มันอาจจะเป็เพราะว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน?
แน่นอนว่าภายในจิติญญาส่วนลึกของเซียวเจิ้ง เขาก็ยังหวังว่าผู้อำนวยการหลานจะหวั่นไหวไปกับความหล่อเหลาของเขา ประทับใจในความสง่างามของเขา การใช้หน้าตาทำมาหากินคือความปรารถนาในชีวิตของพี่เจิ้ง!
“คุณเคยเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของเมืองิจูมาก่อนหรือเปล่าคะ?”
ถึงจะยังรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่บนใบหน้าอันอ่อนโยนของหลานซินกลับมีร่องรอยของความกระตือรือร้นที่คาดเดาไม่ได้อยู่ด้วย
“คุณรู้ได้ยังไงครับ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถาม
“หรือว่าคุณหลานก็เคยเป็นักเรียนในโรงเรียนนั้นด้วย?”
“ฉันอยู่ในรุ่น 04 ค่ะ”
หลานซินพยายามควบคุมอารมณ์บนสีหน้าอย่างเต็มที่ เธอเอ่ยถามต่อไปว่า
“แล้วคุณล่ะคะ?”
“ผมเข้าเรียนในรุ่น 05 ครับ”
เซียวเจิ้งรู้สึกเสียดายมากที่เขาพลาดโอกาสในการผูกมิตรกับผู้อำนวยการหลานเพราะไม่ได้อยู่ในรุ่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็แน่ใจแล้วว่าผู้อำนวยการหลานน่าจะจำคนผิด
ใน่มัธยมปลาย ถึงเซียวเจิ้งจะเป็นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม แต่พฤติกรรมในโรงเรียนของเขานั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด เขามักจะไปเกลือกกลั้วกับแก๊งค์อันธพาลในโรงเรียน แม้แต่เหล่าอันธพาลนอกโรงเรียนก็ไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง เพราะเหตุนี้ทางโรงเรียนจึงส่งคำเตือนให้เขาพักการเรียนหลายต่อหลายครั้ง หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าเขาคือวัตุดิบที่สามารถปลุกปั้นได้ สายลมอันชั่วร้ายก็คงจะไม่พัดผ่านเข้ามาในโรงเรียน และจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือถูกไล่ออก
ถึงสมัยเรียนจะเป็แบบนั้น แต่ในมุมมองของเด็กนักเรียนหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็ยังจัดนักเรียนชายที่มี IQ สูง และเป็คนที่ทำอะไรไม่จริงจัง ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างเซียวเจิ้งเอาไว้ในอันดับต้น ๆ อยู่ดี
นอกจากนี้ พี่เจิ้งยังเป็คนที่รักความยุติธรรมมาก เขามักจะยืนหยัด ออกหน้าแทนเด็กนักเรียนอ่อนแอที่ถูกคนอื่นรังแกเสมอ ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็คนดังในเมืองิจู ที่สามารถคว้าหัวใจของสาว ๆ รุ่นพี่รุ่นน้องจำนวนมากเอาไว้ได้
ถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าโกรธจนลาออกจากโรงเรียนไปก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถึงตอนนี้พี่เจิ้งจะไม่ใช่นายแพทย์มากฝีมือที่รักษาคนอย่างมีมนุษยธรรม ก็จะต้องกลายเป็ทนายความที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักงานกฎหมายอย่างแน่นอน จะมาโดนผู้หญิงบีบบังคับ จนกลายเป็เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวเล็ก ๆ ได้ยังไง?
ในขณะที่เซียวเจิ้งกำลังสับสนอยู่นั้น แววตาของหลานซินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขากลับสั่นไหว เธอแสดงออกอย่างเปิดเผยราวกับไม่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย เอาแต่จ้องหน้าเซียวเจิ้งที่เพิ่งพบกันเป็ครั้งแรกด้วยสายตาที่คล้ายกับเห็นรักแรกพบ สายตาของเธอช่างเร่าร้อนมาก
“ตายจริง นั่นคุณหลานไม่ใช่เหรอ! ทำไมคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตอย่างคุณ ถึงได้มีเวลาว่างมาพักผ่อนในร้านเล็ก ๆ ของพวกเราได้ล่ะ? อย่าบอกนะว่าซินอ้าวสิ้นเนื้อประดาตัวจนไม่มีเงินเดือนจ่ายให้คุณแล้ว เพื่อเงินจำนวนไม่เท่าไหร่ ถึงกับต้องให้คุณลำบากมาออกหน้าด้วยตัวเอง?”
คนที่ออกมาจากพื้นที่ของพนักงานคือสาวสวยที่ใส่กระโปรงตาข่ายสีดำคนหนึ่ง ชุดเดรสสีดำรัดรูปขับเน้นทรวดทรงอันอวบอิ่มและสง่างามราวกับงูให้เด่นชัด เย้ายวนใจคน ใบหน้ารูปไข่อันขาวผ่องของเธอแต่งแต้มด้วยลิปกลอสสีแดงเข้ม บรรยากาศรอบตัวที่แผ่ออกมาทำให้ผู้ชายรับรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต โดยเฉพาะดวงจันทร์ขาวเนียนราวกับหิมะที่เผยออกมาครึ่งหนึ่ง ซึ่งสั่นไหวไปพร้อม ๆ กับท่วงท่าในการบิดเอวของเธอ มันแทบเกือบจะคร่าชีวิตของถังิให้ได้
“ผู้หญิงคนนี้คือนางปีศาจที่ล่อลวงคนให้ถึงตายชัด ๆ เลย!”
ถังิยกมือขึ้นมาถูจมูก และพ่นลมหายใจร้อนระอุออกมา เขาแอบคิดในใจว่าวันนี้คงจะมาเสียเที่ยวซะแล้ว