บทที่ 14 คิดการใหญ่
ในขณะที่รถม้าของนายอำเภอกำลังวิ่งออกจากหมู่บ้านห่าวอู๋บ่าวคนสนิทของผู้ใหญ่บ้านหยางเค่อ ก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมารายงานเ้านายแสงแดดยามบ่ายสาดส่องจนเหงื่อของเขาไหลซึมตามไรผม ห่าวอู๋ แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน
ห่าวอู๋เดินเข้ามาในบ้านหลังจากมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นใคร ก็รีบขยับเข้ามาใกล้หยางเค่อ แล้วกระซิบเสียงเบา
“นายท่านขอรับ”
หยางเค่อซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ในบ้านเมื่อเห็นบ่าวคนสนิทก็วางถ้วยลง แล้วเอ่ยถาม
“มีอะไรห่าวอู๋”
ใบหน้าของบ่าวคนสนิททำให้หยางเค่อสังหรณ์ใจ
ห่าวอู๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้า ก่อนจะเอ่ยปากถึงเื่ที่ตนเองถูกสั่งให้ไปทำ
“เื่จางเหยี่ยนอี้ขอรับ”
“จางเหยี่ยนอี้ทำไม”
หยางเค่อถามอย่างใจเย็นแต่ในแววตากลับฉายแววคาดหวัง
“บ่าวไปบอกคุณชายจ้าวตามที่นายท่านสั่งเมื่อเขาได้พบและพูดคุยกับจางเยี่ยนอี้แล้ว แต่นางไม่สนใจแถมยังมีท่าทีจองหองเขาจึงสั่งให้คนไปฉุดนางที่ซอยท้ายตลาด แต่ไม่สำเร็จขอครับ”
ห่าวอู๋รายงานเสียงสั่น
หยางเค่อฟังแล้วก็มีใบหน้ามืดครึ้ม
“อะไรนะทำไมถึงไม่สำเร็จคนอย่างจ้าวเสี่ยวิไม่เคยพลาดเขาอยากได้ใครไป ไม่เคยเห็นมีใครรอดเงื้อมมือ แล้วคราวนี้มันเกิดอะไรขึ้น”
เสียงที่ไม่สบอารมณ์ของเ้านายทำให้ห่าวอู๋รีบรายงาน
“คือ...คือตอนที่คนของคุณชายจ้าวกำลังจะพาตัวเหยี่ยนอี้ออกไป นายอำเภอโจวิเช่อกับมือปราบหลี่ ก็มาช่วยไว้พอดีขอรับ”
ห่าวอู๋อธิบายด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวเขาแอบอยู่ในซอกมืดเพื่อรอดู แต่เมื่อเห็นนายอำเภอโจวิเช่อกับ มือปราบหลี่เข้ามาเขาก็แข้งขาอ่อนจนไม่กล้าขยับตัว ได้แต่แอบดูเหตุการณ์ทั้งหมด
“เขาเข้ามาขัดขวางแล้วตอนนี้ก็พาตัวเหยี่ยนอี้กับพ่อของนางกลับมาส่งถึงหมู่บ้านของเราแล้วขอรับ”
หยางเค่อฟังแล้วก็ตกตะลึงทั้งเกิดความหวาดกลัวและทั้งรู้สึกโกรธ ก่อนจะกำมือแน่น สบถออกมาด้วยดวงตาแดงก่ำ
“นายอำเภอโจวิเช่ออีกแล้วหรือไอ้สารเลว ยุ่งเื่คนอื่นไปทั่ว”
หยางเค่อกำมือแน่นความโมโหก่อนจะถามด้วยความหวาดกลัว
“แล้วมันรู้ไหมว่าพวกที่มาทำร้ายเหยี่ยนอี้เป็ใคร”
“คนของคุณชายจ้าวหนีไปได้ขอรับ”
ห่าวอู๋ตอบอย่างมั่นใจ
หยางเค่อผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไปเ้าออกไปก่อน ห้ามแพร่งพรายเื่นี้ให้ใครรู้เด็ดขาด เข้าใจไหม”
ห่าวอู๋พยักหน้าหงึกๆ
“เข้าใจแล้วขอรับ”
จากนั้นเขาก็รีบถอยตัวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้หยางเค่อจมอยู่ในความโกรธและความคิดที่สับสน
ภายในบ้านของหยางอี้
“ท่านแม่ พี่ใหญ่ ดูนี่สิเ้าคะ ข้าขายสมุนไพรได้แล้วก็เลยซื้อของมาไว้กินไว้ใช้ ต่อไปบ้านเราก็ไม่ต้องลำบากอีกแล้ว”
หยางอี้ร้องบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ
สายตาของจื่อหานและมารดาไล่มองสำรวจข้าวของที่วางเรียงรายอยู่ในห้องโถงกลางบ้านอย่างตื่นตาตื่นใจซึ่งมีทั้งผ้าไหมเนื้อดี เครื่องเขียน ข้าวสารอาหารแห้ง เนื้อก้อนใหญ่ เมล็ดผัก ของใช้ในครัวและเครื่องมือเครื่องไม้อื่น ๆ อีกหลายรายการ
“ทั้งหมดนี่...คือสิ่งที่ได้จากการขายสมุนไพรจริงๆหรือท่านพี่”
หยุนผิงเงยหน้าถามสามีด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
จางลี่หยางยิ้มให้ภรรยาอย่างอบอุ่นก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ใช่แล้วพวกเราขายสมุนไพรให้กับร้านขายยาขนาดใหญ่ในเมือง เถ้าแก่ให้ราคาดีมาก เงินที่ซื้อของเหล่านี้เป็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เรายังมีเงินเหลือเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่งด้วย”
หยุนผิงได้ฟังแล้วก็น้ำตาคลอนานเท่าไหร่แล้วที่ไม่เคยได้เห็นข้าวขาวและเนื้อ
จื่อหานพี่ชายของเหยี่ยนอี้ เดินเข้ามานั่งลงข้างกองข้าวของที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาเขาเอื้อมมือไปเครื่องเขียนและกระดาษอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่ามันจะหายวับไปกับตา
“นี่คือเครื่องเขียนและกระดาษที่ข้าอยากได้มานานไม่น่าเชื่อเลยว่าน้องรองจะสามารถขายสมุนไพรได้เงินมากถึงขนาดนี้และยังมีน้ำใจซื้อของสิ้นเปลืองแบบนี้มาให้อีก”
จื่อหานพึมพำด้วยความยินดีปนความซาบซึ้งใจ
แสงตะวันลับขอบฟ้าท้องนภาย้อมไปด้วยสีส้มแดงอ่อนโยน ภายในบ้านหลังเล็กของครอบครัวตระกูลจางคืนนี้อบอวลไปด้วยความสุขและกลิ่นหอมของอาหาร
เสียงสับต้ม ผัด ดังเป็จังหวะประสานกันในครัว มารดาปรุงอาหารด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขส่วนเหยี่ยนอี้ ก็ช่วยจัดเตรียมโต๊ะอาหารอย่างกระตือรือร้นพี่ชายกับบิดา ถึงแม้จะไม่ได้ช่วยงานครัวแต่ก็คอยหยิบจับสิ่งของส่งให้ด้วยใบหน้าที่สดใส
วันนี้เป็วันที่พิเศษเพราะเป็วันที่พวกเขาสามารถขายสมุนไพรได้มากจนมีเงินพอที่จะซื้อข้าวขาวมาหุงกินกันได้เสียที ข้าวขาวนุ่มหอมกรุ่นถือเป็อาหารพิเศษที่พวกเขาไม่ได้ลิ้มรสนานแล้ว
บนโต๊ะอาหารเรียงรายไปด้วยอาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถันมีทั้งผัดผักรวมมิตรสีสันสดใส แกงจืดกระดูกหมูที่ซดคล่องคอและที่ขาดไม่ได้คือหมูผัดหวานรสเลิศที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
เมื่ออาหารทุกอย่างพร้อมทุกคนก็มานั่งที่โต๊ะ มองหน้ากันด้วยรอยยิ้มก่อนจะเริ่มลงมือทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
“ข้าวขาวนุ่มลิ้นเหลือเกิน”
มารดาเหยี่ยนอี้เอ่ยขึ้นมาในความทรงจำที่โผล่ขึ้นมาเป็่ ๆหยุนผิงรู้สึกราวกับว่านางได้กินข้าวขาวในทุกวัน จนบางครั้งก็รู้สึกโหยหา
“อาหารอร่อยทุกอย่างเลยขอครับ ท่านแม่”
จื่อหานกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ต้องขอบคุณน้องสาวของเ้าและท่านเทพเซียน ที่ทำให้พวกเรามีวันนี้ได้”
หลังจากวันเวลาแห่งความสุขในโต๊ะอาหารตอนค่ำผ่านไปทุกคนก็ช่วยกันนำของที่ซื้อมาไปเก็บ
เหยี่ยนอี้ถือผ้าไหมหลายผืนไว้ในมือก่อนจะกล่าวขึ้นมา
“ท่านแม่วันนี้ในเมือง ข้าและท่านพ่อเข้าไปที่ร้านขายผ้าและร้านขายเครื่องหอม ข้าเห็นพวกคุณหนูคุณชายล้วนมีถุงหอมพกติดตัวข้าเลยคิดว่าหากเรานำสมุนไพรกลิ่นหอมใส่ในถุงผ้าไหมลวดลายงดงามข้าเชื่อว่าจะสามารถขายได้”
เหยี่ยนอี้เอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็ประกายมุ่งมั่น
ผู้เป็มารดาเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวด้วยใบหน้าที่แสดงคำถาม
“ถุงหอมใส่สมุนไพรกลิ่นหอมหรือแม่อาจจะพอรู้เกี่ยวกับเื่สมุนไพรที่เป็ยาแต่สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแม่ไม่แน่ใจว่าตนเองจะรู้จักหรือไม่”
เหยี่ยนอี้ยกยิ้มนางจะบอกมารดาได้อย่างไรว่าตนเองอยากทำถุงหอมสมุนไพรขายเพราะได้ไอเดียจากนิยายที่เคยอ่านในโลกปัจจุบันอีกทั้งในคลังความรู้จากโทรศัพท์ในกระเป๋าดำ ก็มีสูตรสมุนไพรหอมหลายสูตรที่นางมั่นใจว่าจะสามารถทำขายได้
“ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือเ้าคะว่าบ้านเรามีกระเป๋าดำที่ท่านเทพเซียนมอบให้หากอยากรู้ว่าสมุนไพรชนิดใดสามารถทำเป็เครื่องหอมได้ ก็แค่เปิดดูเท่านั้นเองเ้าค่ะ”
มารดาของเหยี่ยนอี้พยักหน้าด้วยความดีใจ
“จริงสินะแม่ลืมไปเสียสนิท”
เหยี่ยนอี้รีบอธิบายต่ออย่างกระตือรือร้น
“ข้าคิดว่าจะเอาไปขายให้ร้านขายผ้าและร้านขายเครื่องหอมที่ข้าเข้าไปซื้อผ้า เพราะข้าคิดว่าหญิงสาวหรือแม้แต่ชายหนุ่มก็ล้วนแล้วแต่ชอบให้เสื้อผ้าและร่างกายของตนมีกลิ่นหอม”
หญิงสาวพูดแล้วก็หยิบถุงห่อยาสมุนไพรที่มารดาเย็บด้วยฝีเข็มที่สม่ำเสมอยื่นให้นางดู
“ท่านแม่ดูนี่สิเ้าคะท่านมีฝีมือในการเย็บผ้าที่ละเอียดและประณีตขนาดนี้ เมื่อนำถุงหอมที่ท่านเย็บมาใส่กับสมุนไพรสูตรที่ท่านเทพเซียนให้ ข้ามั่นใจว่าทุกคนจะต้องชื่นชอบและขายได้อย่างแน่นอน”
สายตาของหยุนผิงยังคงลังเล
“เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน”
เหยี่ยนอี้ยิ้มกว้างจับมือมารดาอย่างให้กำลังใจ
“ข้าจะไปคุยกับเถ้าแก่ร้านเสื้อผ้าและร้านเครื่องหอมด้วยตนเองถ้าเราไม่ลองทำดู แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ อีกอย่าง ถ้าหากว่าขายได้ข้าก็อยากช่วยเหลือชาวบ้านด้วยการรับซื้อสมุนไพร และจ้างพวกเขาเย็บถุงหอมเพื่อให้พวกเขามีกินมีใช้เหมือนเราด้วย”
บิดาและมารดาของเหยี่ยนอี้มองหน้ากันไปมาเมื่อได้ยินคำพูดของบุตรสาว