่ค่ำ ณ หมู่บ้านสวนไผ่ ผู้คนเข้าบ้านนอนกันเกือบหมดแล้ว แต่บนท้องฟ้ากลับมีร่างของคนผู้หนึ่ง ล่องลอยมองจันทราและเหล่าดวงดาวที่ลอยประดับฟ้าอยู่
‘ข้าถามเ้าจริงๆ เหตุใดเ้าจึงเลือกฝึกวิชาไร้ประโยชน์เช่นนี้ให้เสียเวลาทำมาหากินยิ่งนัก และเ้าจะล่องลอยอยู่กลางเวหานี้อีกนานเสียเท่าไร’ เสียงมารน้อยจากในห้วงจิตของเฉียวเฟิงร้องดัง
“ฮาฮา เ้าไม่เข้าใจเ้ามารน้อย วิชาล่องลอยเมฆานี้แม้จะเป็วิชาระดับต่ำก็จริง แต่มันเป็วิชาตัวเบาวิชาเดียวที่จะทำให้ผู้ฝึกระดับต่ำเช่นข้า เหยียบฟ้าและลอยตัวเดินบนอากาศได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีฐานพลังระดับจอมยุทธ์” เฉียงเฟิงตอบอย่างพอใจ
การเดินบนท้องฟ้าเหยียบเวหา นับเป็สิ่งหนึ่งในสัญญาลักษณ์ของเหล่าผู้มีเขตพลังระดับจอมยุทธ์ แต่ถ้าเขตพลังยังไม่ถึงการจะบินบนท้องฟ้าได้นั้น ก็ต้องใช้เคล็ดวิชาฝึกฝนระดับกลางเป็อย่างน้อยจึงจะทำได้
ดังนั้นวรยุทธ์ระดับต่ำของเฉียวเฟิงที่ใช้อยู่ตอนนี้ จึงถือว่ามีความพิเศษอยู่ไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่า ข้อเสียของมันจะใหญ่หลวงยิ่งนักเช่นกัน เพราะมันทั้งช้าและอืดอาด นอกจากนั้นยังสิ้นเปลืองพลังปราณยิ่ง เ้ามารน้อยในตอนนี้จึงบ่นถึงความไร้ประโยชน์ของวิชานี้อย่างไม่หยุดปาก
‘แต่นี้ก็ดึกมากแล้วแผนการที่เ้าวางเอาไว้ก็ควรลงมือเสียที ไม่ใช่ลอยตัวยืนกลางฟ้าช้าๆ แบบนี้ต่อไป นิพวกเราแทบจะไม่ได้ขยับไปไหนเลยนะ…’ มารน้อยขึ้นเสียง่ท้าย และพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจ
เฉียวเฟิงเอามือแตะหน้าผากพลางคิดในใจ ไอ้เ้ามารน้อยไม่เข้าใจความฝันของผู้คนบ้างเลย ในโลกเก่าของเฉียวเฟิงการล่องลอยบนท้องฟ้าได้แบบนี้ เป็ได้เพียงแค่ความฝันของผู้คนที่เป็จริงได้แต่ในนิยาย และหนังลวงโลกเท่านั้น ตัวเฉียวเฟิงเองก็แค่เอาเวลางานมาแอบทำความฝันเล็กๆ ของตัวเองเท่านั้น…
“ได้ข้าจะลงมือแล้ว”
พูดจบเฉียวเฟิงก็ลอยตัวสู่พื้นก่อนจะะโพุ่งตัวรวดเร็ว
เมื่อ่กลางวันเฉียวเฟิงได้ตัดสินใจแล้ว จากเด็กเล็กนับพันรอบหมู่บ้านและหมู่บ้านข้างเคียง ตัวมันได้คัดเลือกเด็กมาสี่คนที่มีแววก้าวหน้า และที่สำคัญต้องเป็คนซื่อสัตย์ มัน้านำเด็กพวกนี้มาปลุกปั้นเป็ยอดคนในองค์กรเทวะทูตเร้นลับของตัวมัน
โดยตอนนี้ มันวางแผนจะลงมือสร้างภาพทำโฆษณาใหญ่โต สุดยิ่งใหญ่แก่เหล่าเด็กน้อยด้วยเคล็ดวิชาที่มันมี
ที่แรกที่มันเลือกที่นี่ เป็บ้านของครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านสวนไผ่ มีเด็กคนหนึ่งถูกใจเฉียวเฟิงเป็อย่างมาก เพราะเป็เด็กขยันดูแลน้องๆ สี่คน ไม่เคยปริปาก แสดงให้เห็นถึงความอดทนและความรับผิดชอบในหน้าที่ได้อย่างเกินวัย ทั้งๆ ที่ตอนนี้อายุเพียง 8 ขวบ เด็กน้อยคนนี้ชื่อหลีกัง
แม้จะออกๆ จะเป็คนซื่อบื่อหรือโง่ไปเสียหน่อย แต่เฉียวเฟิงก็ชอบใจในตัวเด็กคนนี้ยิ่ง ดังนั้นมันจึง้ารับเ้าเด็กคนนี้มาเป็บริวารของมันคนแรก
เมื่อเข้าไปถึงในบ้านทุกคนหลับหมดแล้ว เฉียวเฟิงที่ตอนนี้ลอยตัวอยู่เหนือหลีกัง มันใช้เคล็ดวิชาเชื่อมิญญาระดับต่ำ วิชาิญญานี้แม้จะเป็วิชาระดับต่ำแต่มันก็สามารถทำให้ผู้ใช้ข่มจิตฝ่ายตรงข้ามเวลาต่อสู้ หรือใช้เข้าสู่แดนิญญาและสร้างความฝันในผู้อื่นได้ แม้กระทั่งการสะกดจิตแบบอ่อนๆ ก็สามารถทำได้
แต่ข้อเสียของวิชานี้คือ มันใช้ได้แต่กับคนที่มีจิตใจอ่อนแอ หรือมีระดับพลังิญญาที่ต่ำกว่ามากเท่านั้น และผู้ใช้ต้องมีระดับพลังิญญาสูงมาก ทำให้วิชาแบบนี้ไม่ใช่ทุกคนที่จะฝึกได้ ต่อมาด้วยความที่เคล็ดวิชานี้เป็เพียงเคล็ดวิชาระดับต่ำ มันจึงต้องใช้ระยะที่ใกล้มากๆ จึงจะเชื่อมิญญาได้ ทำให้เฉียวเฟิงต้องรอเวลาดึกดื่นมืดค่ำจึงค่อยลงมือแบบนี้
.
.
.
ในห้วงความฝันหลีกังเด็กน้อยตอนนี้สับสน มันอยู่ในโลกกว้างสุดหยั่ง ท้องนภากับแผ่นดินเห็นกัน และในความสับสนนั้น ในไม่ช้า…
“หลีกังข้าเลือกเ้า” เสียงดังก้องกังวานราวกับฟ้ากำลังจะถล่มปรากฏ
หลีกังเด็กน้อยใ หันมองที่มาของเสียงด้วยความหวาดกลัว “เลื..อ..ก.. ข้าาา เลือกข้า..อะ..ไร” เด็กน้อยหลีกังไม่รู้ว่าเสียงนี้เป็ผู้มาดีหรือร้าย เด็กน้อยหวาดกลัวในเสียงนี้เป็อย่างมาก ตัวมันสั่นเทา
จากนั้นเองท้องฟ้าก็ถูกผ่าออก มิติถูกแยกแตกเป็ทางยาวสุดลูกหูลูกตา เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ตอนนี้ปรากฏเป็รอยแตกของมิติแล้ว
ที่ด้านในนั้นเป็มหาจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด เป็ภาพที่ยากจะจินตนาการถึงและในระหว่างนั้นเอง ก็มีร่างของบุรุษผู้สง่างามลอยลงมาอย่างช้าๆ มีออร่าสีทองและแสงสว่างอยู่รอบตัวดั่งเทพ ลงมาเยือนพื้นพิภพ หลีกังเห็นดังนี้ก็หายกลัวได้ แต่มองบุรุษผู้นั้นด้วยสายตาศรัทธายิ่ง ตอนนี้บุรุษผู้นั้นลอยอยู่ไม่ห่างจากหลีกัง ไม่ช้าหลีกังเด็กน้อยก็ทรุดตัวคุกเข่าอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้ โดยดวงตายังจับจ้องเทพเทวาผู้นี้อย่างนับถือโดยไม่รู้ตัว อาจเพราะความสง่างามของเทพผู้นี้หาผู้ใดเปรียบจริงๆ
“ข้าเลือกเ้า” เสียงของบุรุษผู้สง่างามพูดย้ำอีกครั้ง “อีกไม่นานโลกานี้จะมีมหาภัยพิบัติมาเยือน เราสงสารผู้คนในโลกาแห่งนี้จึงปรารถนาเข้าช่วยเหลือ เราจึงคัดเลือกเด็กที่มีคุณธรรมน้ำใจงามกลุ่มหนึ่งมาฝึกฝนหวังช่วยเหลือหลายหมื่นล้านชีวิตในโลกานี้”
หลีกังได้ยินนั้นตาเป็ประกายตัวสั่นดีใจยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาของเด็กน้อยก็ยังมีความสงสัยแฝงอยู่มาก
ราวกับเทพผู้สง่างามจะรู้ว่าหลีกังนั้นคิดอะไร พระองค์จึงผลิกมือขึ้นและหงายขึ้นฟ้า เกิดเป็ภาพการต่อสู้ทะล่มฟ้าะเืดินระหว่างมนุษย์ อสูร ยักษา และเหล่าปีศาจ
เมื่อภาพเสมือนจบ เทพผู้สง่างามจึงพูดกับเด็กน้อยต่อ “ความมืดที่ห่างไกลได้มาสู่โลกใบนี้แล้ว หากไร้ผู้ปกป้องที่มากความสามารถ ทุกชีวิตในโลกาแห่งนี้จะดับสูญ” จากนั้นโลกแห่งความฝันของหลีกังโดยรอบพลันเปลี่ยนเป็โลกอันมืดมิด มีแต่หมู่มารและสัตว์อสูรน่าหวาดกลัวเต็มไปหมด เทพผู้สง่างามสะบัดมืออีกครั้งภาพเปลี่ยนมาที่หมู่บ้านสวนไผ่ มีพ่อแม่และน้องๆ ของหลีกังนั่งหัวเราะและกินขนมกันอย่างมีความสุข จากนั้นท้องฟ้าก็พลั้นมืดมิด!!!
ทันใดนั้นเอง ฝูงปีศาจก็บุกมาที่บ้านของหลีกัง บิดาและมารดาพยายามปกป้องลูกเล็ก แต่อนิจจาพวกเขาไร้ซึ่งพลัง ถูกปีศาจบีบคอจับยกขึ้น หน้าตาบิดามารดาของหลีกังเด็กน้อยเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน หลีกังเห็นภาพนี้น้ำตานองหน้าะโสุดเสียง “ปล่อยแม่ข้า ปล่อยพ่อข้า ปล่อยน้องๆ ข้า”
เทพผู้สง่างามเห็นดังนี้ก็สะบัดมือ โลกใบนี้ก็กลับเป็ดั่งเดิมอีกครั้ง จากนั้นพระองค์จึงพูดต่อ “นี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น มีแต่ผู้มีพลังเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ปกป้องผู้คนหรือสิ่งที่ตัวเองรักได้ เ้า้าพลังหรือไม่”
เด็กน้อยหลีกังพยักหน้าน้ำมูกน้ำหูน้ำตาไหลอาบหน้า
ในใจเทพผู้สง่างาม หลังจากพระองค์หันหลังให้หลีกกัง เสียงในจิตของพระองค์ก็ดังเบาๆ ในห้วงความนึกคิดของพระองค์ 'เหยื่อกินเบ็ดแล้ว…'