บทที่ 05 : แน่ใจหรือว่าเป็ของดี
เป็เวลาครบเจ็ดวันแล้ว นับั้แ่นางพญาเม่ยเข้ามาใช้ชีวิตในร่างของเจียงซูผิง
นางยังคงพยายามฝึกปราณสีขาวของตัวเอง จนกระทั่งตอนนี้ จากลูกไฟขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย มันขยายใหญ่จนมีขนาดเท่าหัวแม่มือ และกำลังจะใกล้ทะลวงผ่านขั้นแรกเต็มที
เม็ดเหงื่อผุดพราวเต็มใบหน้า หญิงสาวรู้สึกถึงความร้อนที่แล่นไปทั่วกาย คล้ายเืกำลังเดือดพล่าน ประสาทััมอดไหม้ ปลายนิ้วทั้งหมดชาวาบ
แล้วฉับพลัน ภาพเบื้องหน้าก็สว่างขาวโพลน ความเย็นสบายซึมแทรกเข้ามา พร้อมๆ กับที่นางรู้สึกถึงขุมพลังเอ่อล้นไหลเวียนทั่วร่าง
...นางสำเร็จ ‘ปราณต้นกำเนิด ขั้นต้น’ แล้ว!
ปราณต้นกำเนิด ขั้นต้น คือ จุดเริ่มต้นก้าวแรกที่ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร คนธรรมดาหากตั้งใจฝึกเสียหน่อยก็สามารถสำเร็จปราณต้นกำเนิดได้ั้แ่อายุไม่เกินสิบปี หรือผู้ที่เป็อัจฉริยะก็อาจสำเร็จได้ั้แ่อายุน้อยกว่านั้น
ทว่า สำหรับปราณสีขาวที่มีความยากในการทะลวงมากกว่าปราณทั่วๆ ไป เจียงซูผิงใช้ความรู้ในสมัยที่เป็นางพญาเม่ย ซึ่งสามารถจดจำจุดปราณต่างๆ ในร่างกายได้แม่นยำ
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเร่งเดินพลังชี่ด้วยการใช้ ‘ลมหายใจวายุ’ อันเป็เคล็ดวิชาในการกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อทำให้การเดินพลังวัตรมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนางใช้บ่อยครั้งในการตั้งสมาธิทะลวงปราณเมื่อคราวอดีต แต่นางก็ยังค้นพบความยากลำบากถึงเจ็ดวันกว่าจะผ่านพ้น
อย่างไรก็ตาม…ผลตอบแทนของมันกลับคุ้มค่าอย่างยิ่ง!
ใบหน้าซีดเซียวราวกับิญญาของหญิงสาว เริ่มซับสีเืขึ้นมาเล็กน้อย แม้ร่างกายจะผอมแห้ง แต่กลับเคลื่อนไหวได้สะดวก ไม่ใช่อ่อนระโหยโรยแรง คล้ายจะเป็ลมได้ทุกขณะเหมือนเช่นก่อนหน้า
ขอเพียงตั้งใจฝึกทะลวงปราณต่อไปเรื่อยๆ นางจะต้องแข็งแรงมากขึ้นกว่านี้อีกแน่นอน
แต่ระดับความยากของการทะลวงปราณสีขาวก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน แม้จะใช้ลมหายใจวายุเข้าช่วยก็อาจเห็นผลได้ช้า ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วๆ ไปจึงมัก
เที่ยวเสาะหาของ หรือยาวิเศษเป็ตัวช่วยเร่งเพิ่มพูนพลัง
กระนั้น นางผู้เป็คุณหนูใหญ่ตกอับ แม้อาหารการกินจะดีเพิ่มขึ้นอีกนิด เนื่องจากนางได้ไปจัดการหัวหน้าโรงครัวด้วยตนเอง ทว่าสภาพความเป็อยู่ก็ยังถูกหมางเมิน จึงไม่จำเป็ต้องพูดถึงของวิเศษหรือยาเพิ่มพลังวัตรใดๆ จากสมบัติของสกุลจะกระเด็นตกมาถึงนาง
เจียงซูผิงจึงได้ข้อสรุปด้วยตัวเองว่า
...ในเมื่อหาของจากเรือนไม่ได้ ก็ต้องลองออกไปหาจากข้างนอกเรือนแทน!
เดิมเจียงซูผิงเป็เด็กเก็บตัวเนื่องด้วยปัญหาด้านสุขภาพ ความทรงจำสุดท้ายในร่างยามออกไปด้านนอกจึงดูเลือนรางเกินกว่าจะได้ข้อมูลอะไร เช้าวันนี้ จึงเป็ครั้งแรกนับั้แ่เกิดใหม่ ที่นางตั้งใจจะออกจากจวนราชครู เพื่อไปสำรวจโลกภายนอก
หากเพียงแค่ก้าวมาถึงบริเวณใกล้ประตูหน้าจวน นางก็ได้ยินเสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้น จนต้องหันไปถามไป๋หลัน
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ได้ยินว่าคุณหนูรองทะลวง ‘ปราณพิสุทธิ์’ ได้ถึง ‘ขั้นปลาย’ แล้วเ้าค่ะ”
พื้นที่กลางลานจวน มีบ่าวไพร่ต่างยืนล้อมวงมุงดูร่างระหงของเจียงซูเหมย ผู้สวมชุดสีแดงพลิ้วไหวกำลังถือแส้พลางร่ายรำไปด้วย นอกจากความสวยงามและอ่อนช้อยในท่วงท่าแล้ว แส้ของนางยังรวดเร็วและเต็มไปด้วยพลัง สมกับที่เพิ่งทะลวงเข้าขั้นปราณพิสุทธิ์มาได้หมาดๆ
ปราณพิสุทธิ์ นับเป็ปราณสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่หนทางที่เรียกว่าผู้ฝึกยุทธ์แท้จริง ซึ่งระดับของเจียงซูผิง ยังต้องผ่านด่าน ‘ปราณต้นกำเนิด’ ‘ปราณขั้นหลอมรวม’ และ ‘ปราณพิสุทธิ์’ ที่ยังแบ่งออกเป็ ‘ต้น’ ‘กลาง’ ‘ปลาย’ ไปให้ได้จนครบเสียก่อน
สำหรับคนทั่วๆ ไป อายุย่างสิบแปดปีเช่นซูเหมยมาถึงระดับปราณพิสุทธิ์ก็นับว่าพัฒนาเร็วไม่น้อย แต่ปราณสีขาวอย่างซูผิง ไม่รู้จะต้องใช้เวลาไต่เต้าอีกนานเพียงใดจึงจะไปถึงจุดนั้นได้
หลังร่ายรำจบกระบวนท่า ดวงตาของน้องสาวต่างมารดาก็สังเกตเห็นนางยืนปะปนอยู่กับคนอื่นๆ ซูเหมยจึงเดินมาเอ่ยคำทักทาย
“พี่สาวจะออกไปข้างนอกหรือเ้าคะ”
เพราะทางนี้ใกล้ประตูจวน และการที่จู่ๆ คนที่เอาแต่หมกตัวอยู่เรือนในสุดกลับปรากฏกายขึ้นมา ก็เลยทำให้พอคาดเดาจุดประสงค์ได้ ซึ่งซูผิงก็พยักหน้ารับ
“ใช่”
ได้ยินดังนั้น ดวงหน้าหวานก็แปรเปลี่ยนเป็กระเง้ากระงอดบ่นอุบด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“พี่ซูผิงน่าอิจฉาจริงๆ เพราะร่างกายอ่อนแอจึงไม่ต้องคอยฝึกฝน ข้าน่ะต้องฝึกยุทธ์ทุกวันจนปวดเนื้อปวดตัวไปหมด ยังไงพี่ซูผิงก็เที่ยวเล่นเผื่อข้าด้วยแล้วกันนะเ้าคะ”
เหมือนจะเป็การพูดคุยธรรมดาด้วยความเป็มิตร แต่สุดท้ายก็ยังแฝงเร้นถึงถ้อยคำที่จงใจดูถูกว่า เป็พวกไร้ประโยชน์อยู่ดี
ในความคิดของเจียงซูเหมย นางได้ยินข่าวเื่พี่สาวผู้อ่อนแอคนนี้ไปตำหนิหัวหน้าโรงครัวเกี่ยวกับสำรับอาหารอันน้อยนิดของตัวเอง คราแรกนางถึงกับแปลกใจที่จู่ๆ อีกฝ่ายลุกขึ้นเรียกร้อง แต่ก็มานึกได้ว่า สุนัขจนตรอกพอบีบคั้นถึงขีดสุดก็ยังต้องหาทางเอาตัวรอด
แต่ต่อให้พยายามเช่นไร ขยะย่อมเป็ขยะอยู่วันยังค่ำ ไม่มีวันเงยหน้าลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ โดยเฉพาะยามเมื่อนางเพิ่งผ่านพ้นขั้นสุดท้ายของผู้ฝึกปราณเริ่มต้น แม้จะเป็ลูกสาวของตระกูลราชครู แต่การมีปราณยุทธ์อันยอดเยี่ยมก็สามารถเชิดหน้าชูตานางให้เหนือกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน
นอกจากเื่ดีๆ ของการฝึกปราณแล้ว การแขวะพี่สาวต่างมารดาก็ถือเป็อีกเื่ที่ช่วยคลายเครียด ปกติถ้าโดนพูดจาทำนองนี้ คู่สนทนาคงหน้าเสีย ไม่กล้าออกไปข้างนอก และเร่งเดินกลับเข้าเรือนไปแล้ว
แต่คุณหนูใหญ่กลับยังคงแย้มรอยยิ้มกว้างเปี่ยมไมตรี แถมยังเอ่ยให้กำลังใจ
“แน่นอน เ้าก็ตั้งใจฝึกไปนะ”
ก่อนร่างผอมบางจะเดินจากไปนอกประตูจวน ปล่อยให้ซูเหมยได้แต่มุ่นหัวคิ้วด้วยไม่รู้ว่า อีกฝ่ายโง่งมจนไม่เข้าใจ หรือป่วยไข้จนสมองเพี้ยนไปแล้วกันแน่
แต่ที่ซูเหมยคาดเดาไม่ได้ก็คือ แท้จริงนางพญาเม่ยแค่ี้เีจะเล่นาประสาทต่อล้อต่อเถียงเท่านั้น จิติญญาในร่างนางอายุปาไปสามสิบแล้ว ให้มาทะเลาะกับเด็กสาววัยรุ่น นับเป็สิ่งไร้ประโยชน์ แสนสิ้นเปลืองเวลาและพลังงาน
สู้ใช้ร่างกายของนางออกไปเสาะแสวงหาของดีๆ มาบำรุงตัวเองจะดีกว่า
ที่ตั้งของจวนราชครูอยู่ไม่ไกลจากตลาดหลักภายในเมือง เพียงเดินข้ามมาสองถนน นางก็ได้ยินเสียงคึกคักของผู้คน และแผงร้านค้าต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายมาให้ชาวบ้านจับจ่ายซื้อขาย
หากหมุดหมายของซูผิงไม่ใช่การมาซื้อผักปลา นางเลยเกริ่นถามถึงเื่สำคัญกับบ่าวข้างกาย
“ไป๋หลัน เ้ารู้ไหมว่าข้าจะพอหาซื้อยาวิเศษเพิ่มพลังปราณได้จากที่ไหน”
“ถ้าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็ต้องเป็ที่ หอการค้าตระกูลหนิง เ้าค่ะคุณหนู แต่ว่า...”
เสียงสาวใช้หยุดกลางประโยคคล้ายอึกอักลังเลที่จะพูด จนผู้เป็นายต้องถามย้ำ
“แต่ว่าอะไร”
ไป๋หลันก้มหน้างุดตอบเสียงอ่อย
“ราคาของในหอการค้าตระกูลหนิงแพงมากเลยเ้าค่ะ”
นางเข้าใจแล้วว่าทำไมไป๋หลันจึงมีท่าทีเช่นนี้ เพราะเบี้ยหวัดที่ได้รับในฐานะของคุณหนูใหญ่มีเพียงหกสิบอีแปะต่อเดือนเท่านั้น แทบจะไม่ต่างจากบ่าวไพร่ในเรือน หรือบางครั้งอาจน้อยกว่าบ่าวที่รับผิดชอบตำแหน่งสูงๆ ด้วยซ้ำ
ในอดีต นางพญาเม่ยมีทรัพย์สมบัติหายาก และก้อนทองแทบจะกองซ้อนกันเป็ูเาย่อมๆ จึงไม่เคยลำบากเื่เงิน แม้ชาตินี้จะตกอับ นางก็คิดว่าตนสามารถหาคืนมาได้ แต่ประการแรก นางต้องขอสำรวจเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าในตลาดเสียก่อน
“ข้าอยากไปดูหน่อย ไป๋หลันนำทางข้าไปที”
บ่าวรับคำสั่ง ก่อนจะพาเดินนำไปยังถนนส่วนกลางตลาด ซึ่งมีผู้คนสัญจรจอแจพลุกพล่านนับเป็ทำเลทองแห่งหนึ่ง กระทั่งมาถึงเรือนไม้ขนาดใหญ่โต กินพื้นที่ร้านค้าถึงสามหลังตั้งโดดเด่นดึงดูดสายตา
ป้าย ‘หอการค้าตระกูลหนิง’ สลักตัวอักษรด้วยทองคำวาววับบ่งบอกความมั่งคั่ง
ภายในตกแต่งอย่างโอ่อ่า เต็มไปด้วยข้าวของต่างๆ ตั้งเรียงรายบนชั้น มีลูกค้ามาใช้บริการอยู่บางตา แต่ทั้งหมดล้วนแต่งกายดูดีแสดงถึงฐานะและชาติตระกูลที่มีกินมีใช้
เจียงซูผิงเริ่มต้นกวาดตามองบรรดาของขายอย่างไม่รีบร้อน เผื่อว่าจะมีอะไรเป็ของดีที่นางพอจะคุ้นเคยอยู่บ้าง
ผ่านมาห้าร้อยปี นางคิดว่าสูตรยาต่างๆ น่าจะพัฒนาไปไกล เป็ธรรมดาที่ผู้คนจะสั่งสมความรู้จากอดีตนำมาประยุกต์ปรับใช้จนเก่งกาจมากขึ้น แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังมีบางสิ่งที่หลงเหลือตกทอดมาให้นางเห็นอยู่บ้าง
แล้วนางก็ไปสะดุดตากับเม็ดยาสีขาวเม็ดเล็ก ที่รูปลักษณ์ของมันมีจุดสีแดงกระจายอยู่ทั่วทั้งเม็ด ซึ่งนางจำได้ดีว่ามันคืออะไร
“เถ้าแก่ ยาเม็ดนี้ราคาเท่าไร”
ชายไว้หนวดเครามีฟันยื่นคล้ายม้าหันหน้าไปตามเสียงเรียก
ครั้นดวงตาสำรวจเห็นหญิงสาวผู้ถาม แม้ร่างกายจะผอมแห้ง กลับมีผิวพรรณสะอาดสะอ้าน แต่จากเสื้อผ้าสวมใส่ทั้งล้าสมัยและซีดจาง เลยตัดสินได้ในปราดเดียวว่า คงเป็บุตรสาวตระกูลขุนนางต่ำสักตระกูลหนึ่ง ความอยากขายของจึงลดลง ได้แต่ตอบสั้นๆ อย่างขอไปที
“นั่นเป็ ยาประสานเื ราคาสองตำลึงเงิน”
ราคาสองตำลึงเงิน เท่ากับสองพันอีแปะ เป็ค่าใช้จ่ายพอให้ครอบครัวเล็กๆ อยู่กินได้หลายเดือน แต่เจียงซูผิงก็ยังคงติดใจสงสัย
“เถ้าแก่ ยาประสานเืนี้มีสรรพคุณเช่นไรบ้าง”
“ช่วยให้เืไหลเวียนสะดวกขึ้น”
ประโยชน์ที่ได้ฟังทำให้หญิงสาวเลิกคิ้ว
“แค่นั้นหรือ”
แต่การกระทำนั้นของซูผิงกลับทำให้เถ้าแก่ตีความว่าเป็การดูถูก เขาเปลี่ยนสีหน้า ขึ้นเสียงใส่อารมณ์หงุดหงิด
“แค่นั้นอะไร! เด็กสาวไม่ฝึกยุทธ์เช่นเ้าคงไม่รู้สินะว่ายาประสานเืสำคัญขนาดไหน การที่เืไหลเวียนสะดวกย่อมช่วยเพิ่มพูนพลังปราณ ทั้งเวลาเกิดาแยาเม็ดนี้ยังช่วยทำให้อาการาเ็ทุเลาลงด้วย เป็ยาหายากที่มีขายเฉพาะร้านค้าตระกูลหนิงเท่านั้น”
เอ่ยจบเถ้าแก่ก็เชิดหน้าโอ้อวด หวังว่าหญิงสาวไร้ความรู้จะเข้าใจถึงมูลค่าของยาชนิดนี้ เพราะเป็ยาที่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงๆ นิยมใช้กัน
หากเถ้าแก่คงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า เจียงซูผิงทราบดีถึงสรรพคุณของยาประสานเือยู่แล้ว นั่นก็เพราะมันเป็ยาที่นางคิดค้นขึ้นมาเอง
...ซ้ำยังเป็แค่ยาโง่ๆ ที่สมัยก่อนชาวบ้านธรรมดาลูกเด็กเล็กแดงใช้กันโดยทั่วๆ ไปอีกต่างหาก!
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
ผ่านมาห้าร้อยปีอะไรๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป
แต่จะเปลี่ยนไปในทางที่แย่หรือดีขึ้น ต้องดูในตอนหน้า
ฝากคอมเม้นท์เป็กำลังใจให้กันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ :)