น้ำค้างยามเช้าหยดลงจากปลายใบไม้ทีละหยด
บนเนินเขาเบื้องหน้า ร่างในอาภรณ์สีขาวจำนวนมากนอนจมอยู่กลางกองเื กระจัดกระจายไปทั่วผืนดิน ราวกับกลีบดอกไม้ที่ถูกพายุพัดร่วงหล่น
โยวหงร่วงลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้เรี่ยวแรง ปีกสีดำซึ่งเคยงดงามเปรอะเปื้อนไปด้วยเื ก่อนร่างจะกระแทกพื้นอย่างหนัก แทบจะในเวลาเดียวกัน อสูรผู้หนึ่งก็กางปีกพุ่งตามลงมา หอกในมือแทงตรงเข้าหานางโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว
หยางเสวี่ยอินเงยหน้าขึ้นทันที แม้เืจะยังไหลจากมุมปากไม่หยุด นางยกขลุ่ยหยกขึ้นแนบริมฝีปาก ก่อนปล่อยคลื่นเสียงคมกริบะเิออกไป
ตูม—
อสูรผู้นั้นถูกกระแทกจนต้องยกหอกขึ้นตั้งรับ ร่างถลาออกไปกลางอากาศ หยางเสวี่ยอินกำลังจะเป่าขลุ่ยซ้ำ ทว่าร่างกลับชะงัก เืทะลักออกจากปากอีกครั้ง าแฉกรรจ์ซึ่งพาดยาวกลางแผ่นหลังยังคงมีเืไหลซึมไม่หยุด
นางฝืนยกมือชี้ไปทางโยวหง
“ไปดูนางก่อน...”
ฉิงอีรีบวิ่งเข้าไป เมื่อเห็นสภาพของโยวหง สีหน้าก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่ายังคงทรุดตัวนั่งข้างกายอีกฝ่าย แล้วส่งพลังปราณเข้าไปห้ามเืโดยไม่ลังเล มือทั้งสองสั่นไหวเล็กน้อย
โยวหงฝืนยกมือขึ้นจับข้อมือนางไว้
“พลังปราณของเ้าแทบไม่เหลือแล้ว...” น้ำเสียงแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน “อย่าทำเช่นนี้”
ฉิงอีเพียงส่ายหน้า ปราณจากฝ่ามือยังคงไหลเข้าสู่าแอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เยว่เสวี่ยหลิงก็ก้าวออกมาขวางอยู่เบื้องหน้า ศัตรูผู้หนึ่งพุ่งตรงเข้าหาฉิงอี นางยกกระบี่ขึ้นรับการโจมตีไว้
เคร้ง—
แรงกระแทกทำให้าแทั่วร่างปวดร้าวจนแทบยืนไม่อยู่ ทว่าเสี้ยวจันทราซึ่งลอยอยู่เหนือศีรษะกลับพุ่งออกไปอย่างต่อเนื่อง แสงสีเงินตวัดจู่โจมอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า จนผู้โจมตีต้องถอยกลับไป
เมื่อเยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น ภาพตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของทุกคนเย็นวาบ
จิ่วหลงหานกำลังบีบคอศิษย์พี่ผู้หนึ่งให้ลอยอยู่กลางอากาศ ร่างนั้นดิ้นอยู่ในมือเพียงข้างเดียว ก่อนกระบี่เหล็กเย็นในมืออีกข้างจะแทงทะลุร่างอย่างไม่เร่งรีบ
เืสาดกระจายกลางอากาศ แล้วร่างของศิษย์พี่ก็ถูกเหวี่ยงทิ้งลงกับพื้นราวเศษผ้าไร้ค่า
“ศิษย์พี่!”
เสียงร้องดังขึ้นพร้อมกันจากหลายทิศทาง แต่จิ่วหลงหานไม่แม้แต่จะหันมอง เขาเพียงสะบัดกระบี่ออกไปเบื้องหน้า ัน้ำแข็งตนหนึ่งพลันพุ่งทะยานลงมาจากด้านหลัง
เหยียนซานกระโจนเข้าขวาง ดาบในมือยกขึ้นรับแรงปะทะเต็มกำลัง
ตูม—
ร่างของเขากระเด็นออกไปหลายจั้ง เืพุ่งออกจากปาก ทว่าัน้ำแข็งยังคงพุ่งต่อไม่หยุด
ซุนหยุนฟงทะยานเข้ามาสมทบ กระบี่ในมือแทงออกไปหลายสิบครั้งติดต่อกัน แสงคมกระบี่ส่องวาบกลางอากาศ ก่อนัน้ำแข็งจะะเิแตกเป็ละอองเยือกแข็ง
ทว่ามือที่กำกระบี่ของเขากลับสั่นไม่หยุด เืจากสีข้างไหลย้อมอาภรณ์จนแดงฉาน ในที่สุด ซุนหยุนฟงก็ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือดแทบไร้สี
ตรงกันข้าม จิ่วหลงหานยังคงยืนอยู่ที่เดิม โดยไม่แม้แต่จะขยับเท้าออกจากตำแหน่งแม้เพียงก้าวเดียว
ศิษย์ที่เหลือเริ่มล้มลงทีละคน เสียงศาสตราปะทะกันค่อยๆ เบาบาง เหลือเพียงเสียงครวญครางของผู้าเ็กับกลิ่นเืที่ลอยคลุ้งไปทั่วเนินเขา
เยว่เสวี่ยหลิงประคองซุนหยุนฟงซึ่งทรุดอยู่ข้างกายให้ถอยกลับมารวมกับทุกคน โยวหงพยายามกระพือปีกขึ้นบินอีกครั้ง แต่าแทั่วร่างทำให้นางทำได้เพียงยกสามง่ามขึ้นตั้งรับอยู่เบื้องหน้า ด้านหลัง ฉิงอีกำลังประคองหยางเสวี่ยอินไว้ พลางถ่ายทอดปราณที่เหลืออยู่ให้อย่างไม่สนใจว่าใบหน้าของตนจะซีดเซียวลงเพียงใด
จิ่วหลงหานมองภาพทั้งหมดด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนก้าวออกมาข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ
“พวกเราเล่นสนุกกันมามากพอแล้ว”
สิ้นคำ กระบี่เหล็กเย็นในมือก็ถูกยกขึ้นสู่ท้องฟ้า ัน้ำแข็งสี่ตนเื้ัส่งเสียงคำรามต่ำ ไอเย็นมหาศาลแผ่กระจายไปทั่วผืนป่า ก่อนปลายกระบี่จะฟันลงอย่างเชื่องช้า
นักฆ่านิกายนับสิบทะยานเข้ามาพร้อมกัน ราวคลื่นสีดำที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง เหยียนซาน ซุนหยุนฟง หยางเสวี่ยอิน และโยวหงต่างฝืนก้าวออกไปขวางอยู่เบื้องหน้า กลายเป็กำแพงสุดท้ายของผู้คนที่เหลืออยู่
ฉับพลัน แสงสีเงินก็ะเิออกจากเสี้ยวจันทรา ม่านพลังโปร่งใสขนาดใหญ่แผ่ขยายออก ครอบคลุมทุกคนไว้ภายใน
เสียงโลหะปะทะดังต่อเนื่องจนะเือากาศ แรงสะท้อนจากศาสตราเทพส่งนักฆ่าหลายคนกระเด็นออกไป บางร่างฟาดเข้ากับต้นไม้ บางร่างกระแทกโขดหินจนเืสาด ขณะที่อาวุธของบางคนถึงกับสะท้อนกลับเข้าหาเ้าของ
ทว่าเยว่เสวี่ยหลิงกลับเซถอย ร่างกายสั่นไหว ภาพเบื้องหน้าค่อย ๆ พร่าเลือนลงทุกขณะ
จิ่วหลงหานเพียงยื่นกระบี่ออกไป หอกน้ำแข็งนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนพุ่งกระหน่ำเข้าใส่ม่านพลังอย่างต่อเนื่อง
รอยร้าวเริ่มแผ่กระจายไปทั่วพื้นผิวของแสงสีเงิน กระทั่งเสียงแตกดังสนั่นขึ้นในที่สุด
เพล้ง—
หอกน้ำแข็งเล่มหนึ่งทะลวงเข้าใส่หัวไหล่ของเหยียนซานจนร่างเซถอย ขณะที่อีกเล่มพุ่งตรงเข้าหาหยางเสวี่ยอิน นางยกขลุ่ยหยกขึ้นรับโดยสัญชาตญาณ
เสียงแตกร้าวดังขึ้นกลางฝ่ามือ
ขลุ่ยซึ่งมารดาทิ้งไว้ให้หักออกเป็สองท่อนในพริบตา
หยางเสวี่ยอินก้มมองเศษขลุ่ยในมือ ปลายนิ้วสั่นไหวเล็กน้อย
“ท่านแม่...”
โยวหงกัดฟันยกสามง่ามขึ้นปัดป้องหอกน้ำแข็งระลอกถัดมา ทว่าเมื่อเห็นอีกเล่มพุ่งตรงเข้าหาซุนหยุนฟง ซึ่งหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกกระบี่ขึ้นรับ นางกลับทะยานเข้าไปโดยไม่คิดถึงตนเอง
ปีกสีดำกางออกจนสุด รับการโจมตีนั้นไว้แทนเขา
ปลายหอกทะลวงผ่านขนนกจำนวนมาก ก่อนหยุดอยู่ห่างจากใบหน้าของซุนหยุนฟงเพียงไม่กี่ชุ่น เือุ่นของโยวหงกระเซ็นเปื้อนใบหน้าของเขา
สายตาของซุนหยุนฟงสั่นไหว ภาพหอกน้ำแข็งซึ่งปักทะลุปีกสีดำราวกับทำให้กาลเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“โยวหง!”
เมื่อร่างของนางเริ่มทรุดลง เขาก็ฝืนรีดเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย พุ่งเข้าไปรับไว้ก่อนจะล้มถึงพื้น
อีกด้านหนึ่ง ฉิงอีรีบเข้าประคองเยว่เสวี่ยหลิง ปราณหยดสุดท้ายถูกส่งผ่านเข้าสู่ร่างของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ดวงตาของนางค่อย ๆ พร่ามัว มือซึ่งแตะอยู่บนร่างของเยว่เสวี่ยหลิงเริ่มอ่อนแรงลง กระทั่งร่างทั้งร่างหมดสติไปในอ้อมแขนของเพื่อน
เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ประคองฉิงอีไปฝากไว้กับเหยียนซาน
ขณะนั้นเอง ัน้ำแข็งทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำราม ก่อนทะยานเข้ามาจากเบื้องหน้า โยวหงก้มหน้าลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ซุนหยุนฟงฝืนใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่หยางเสวี่ยอินหลับตาลงช้า ๆ
เยว่เสวี่ยหลิงก้าวออกไปยืนเบื้องหน้าทุกคน
เสี้ยวจันทราเปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง ม่านพลังสีเงินซึ่งสั่นไหวปรากฏขึ้นตรงหน้า คมเขี้ยวของัน้ำแข็งทั้งสี่กระแทกเข้าใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกแรงปะทะทำให้เืไหลออกจากมุมปากของนางมากยิ่งขึ้น
หยางเสวี่ยอินลืมตาขึ้น มองแผ่นหลังในอาภรณ์สีขาวซึ่งยังคงยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า
“เ้ากำลังใช้พลังชีวิต...แทนลมปราณที่หมดไป”
ัน้ำแข็งทั้งสี่ถอยกลับพร้อมกัน ไอเย็นมหาศาลหมุนวนรอบร่าง ก่อนพุ่งทะยานเข้ามาอีกครั้ง ราวกับ้าบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลาย
ม่านพลังสีเงินสั่นะเือย่างรุนแรง รอยแตกร้าวแผ่กระจายไปทั่วพื้นผิว และในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าทุกอย่างกำลังจะสิ้นสุดลง—
ตูม!
เสียงะเิดังสนั่นขึ้นกลางสนามรบ
ัน้ำแข็งทั้งสี่แตกสลายเป็ละอองเยือกแข็งกลางอากาศ ลมร้อนสายหนึ่งพัดกวาดความหนาวเย็นทั้งหมดออกไปในพริบตา
ภายใต้เศษน้ำแข็งซึ่งโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า บุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อาภรณ์สีแดงเพลิงพลิ้วไหวตามสายลม มือข้างหนึ่งถือกระบี่สีดำ ส่วนอีกข้างโอบรับร่างของเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งกำลังล้มลงไว้ได้พอดี
จิ่วหลงหานมองบุรุษตรงหน้า สีหน้าเปลี่ยนไปเป็ครั้งแรกนับั้แ่เริ่มการต่อสู้ ร่างของเขาถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังประเมินสิ่งที่เห็น
“เหตุใดผู้นำภพอสูรจึงมาที่นี่ได้...”
น้ำเสียงนั้นแ่เบา ทว่าไม่อาจปิดบังความระแวดระวังไว้ได้
ในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้ากับเสียงเกราะกระทบกันก็ดังขึ้นจากอีกฟากของป่า ราวกับกองกำลังจำนวนมากกำลังมุ่งตรงมายังสนามรบแห่งนี้
โม่หยวนซางเพียงเหลือบมองจิ่วหลงหานครู่เดียว ก่อนก้มลงหาหญิงสาวในอ้อมแขน เยว่เสวี่ยหลิงหมดสติไปแล้ว เสี้ยวจันทราเลือนหายกลับคืนสู่มิติ ใบหน้าของนางซีดขาวจนแทบไร้สีเื
เขากระชับอ้อมแขนขึ้นเล็กน้อย ราวกับเกรงว่าแม้แต่แรงสั่นะเืเพียงน้อยนิดก็อาจทำให้อาการาเ็ของนางรุนแรงกว่าเดิม
จากนั้นกระบี่สีดำในมือจึงสะบัดออกเป็วงกว้าง
วูม—
เปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มทะยานออกจากคมกระบี่ ดุจคลื่นเพลิงซึ่งกวาดล้างทุกสิ่งเบื้องหน้า ความร้อนมหาศาลทำให้อากาศบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ
จิ่วหลงหานเปลี่ยนสีหน้าทันที เขาคว้าร่างคนในนิกายสองคนขึ้นมาขวางเบื้องหน้า ก่อนยกกระบี่รับการโจมตีเต็มกำลัง
แรงปะทะส่งร่างของเขาถอยออกไปอีกก้าว เืสายหนึ่งไหลลงจากมุมปากอย่างชัดเจน
โม่หยวนซางหมุนกายกลับอย่างเชื่องช้า เปลวเพลิงสีน้ำเงินด้านหลังยังคงลุกไหม้อยู่กลางอากาศ ก่อนค่อย ๆ หลอมรวมเป็รูปร่างบางอย่างซึ่งเลือนรางและน่าเกรงขาม
จิ่วหลงหานจ้องภาพนั้นอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนเร่งพลังปราณขึ้นอย่างฉับพลัน กระบี่ในมือฟาดออกอีกครั้ง สายน้ำแข็งคมกริบพุ่งตรงไปยังศิษย์สองคนซึ่งนอนาเ็อยู่ห่างจากกลุ่ม
ทว่าโม่หยวนซางเพียงสะบัดกระบี่ตอบโต้
คลื่นพลังมหาศาลกวาดผ่านสนามรบ สายน้ำแข็งแตกสลายเป็ละอองในพริบตา
เมื่อโม่หยวนซางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ร่างของจิ่วหลงหานก็หายไปแล้ว เหลือเพียงผู้ติดตามบางส่วนซึ่งาเ็นอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น กับร่องรอยของไอเย็นที่ยังไม่ทันจางหายไปจากอากาศ
ไม่นาน เหล่านักรบสามภพในชุดเกราะก็ทะยานมาถึงสนามรบทีละกลุ่ม บางคนรีบเข้าประคองผู้าเ็ บางคนใช้เชือกพันธนาการคนของนิกายกลืนสามภพที่ยังมีชีวิต ขณะที่อีกหลายคนแยกย้ายกันตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอย่างเป็ระบบ
กระบี่สีดำในมือของโม่หยวนซางค่อย ๆ สลายหายไป
เขาเปลี่ยนมาอุ้มเยว่เสวี่ยหลิงไว้ด้วยสองแขนเต็มตัว ก่อนหันไปทางเหล่านักรบสามภพซึ่งกำลังจัดการสถานการณ์โดยรอบ
“พาทุกคนไปหลัวเฉิงก่อน”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าชักช้าแม้แต่น้อย
สิ้นคำสั่ง ปลายเท้าของโม่หยวนซางก็แตะลงบนกิ่งไม้เบื้องหน้าเพียงครั้งเดียว ร่างทั้งร่างทะยานขึ้นสู่ยอดไม้ราวสายลม ก่อนหายลับเข้าไปในเงาป่า ท่ามกลางแสงอรุณที่เริ่มสาดผ่านขอบฟ้า
เหลือเพียงใบไม้ซึ่งยังคงสั่นไหวอยู่เื้ั เป็ร่องรอยว่าผู้นำภพอสูรเคยมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้จริง ๆ
* * * * *
กลางป่าลึก เสียงโซ่กระทบกันดังเป็จังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบ ขบวนคนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางแคบระหว่างต้นไม้สูง หญิงสาวหลายคนถูกมัดมือไว้ด้านหลัง ปีกสีขาวซึ่งเคยงดงามถูกเชือกพันธนาการจนแทบกางออกไม่ได้ บ้างก้มหน้าเดินอย่างหมดเรี่ยวแรง ราวกับสูญเสียแม้แต่ความหวังที่จะต่อต้าน
ด้านหลัง ชายร่างกำยำหลายคนถูกตรวนเหล็กขนาดใหญ่ล่ามแขนไว้ด้วยกัน โซ่หนักลากครูดไปตามพื้นดินจนทิ้งรอยยาวไว้เื้ั
ชายในอาภรณ์สีน้ำตาลผู้หนึ่งสะบัดแส้ลงบนแผ่นหลังของนักโทษอย่างไม่ใยดี
เพียะ!
“เดินต่อไป!”
เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้น เหล่านักโทษต่างรีบก้มหน้าเร่งฝีเท้า ทว่าขบวนทั้งหมดกลับชะงักลงในครู่ต่อมา
เบื้องหน้าของเส้นทาง บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่เพียงลำพัง อาภรณ์สีดำพลิ้วไหวตามสายลม เส้นผมยาวสีเดียวกันสยายอยู่ด้านหลัง ดวงตาคู่นั้นทอดมองผู้คนตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง สงบนิ่งเสียจนผู้พบเห็นรู้สึกเย็นวาบอย่างประหลาด
ชายในอาภรณ์สีน้ำตาลหลายคนชักดาบออกแทบพร้อมกัน
“ผู้ใด!”
เสียงตวาดดังขึ้น ทว่าบุรุษชุดดำกลับไม่ตอบ เขาเพียงคลายฝ่ามือออกช้า ๆ
ทวนสีดำสนิทคล้ายเคียวของมัจจุราชปรากฏขึ้นกลางอากาศ ราวกับหลุดออกมาจากความมืด
ชายผู้คุมขบวนคนหนึ่งรีบยกป้ายสีทองขึ้นเหนือศีรษะ
“พวกเรามาจากตระกูลแห่งภพเทพ!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
“เ้ากล้า—”
ถ้อยคำสุดท้ายยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปาก น้ำแข็งก็แผ่ลามจากภายในร่างออกสู่ภายนอก เสียงแตกร้าวดังขึ้นแ่เบา ก่อนทั้งร่างกับป้ายทองในมือจะแตกสลาย กลายเป็เกล็ดน้ำแข็งซึ่งปลิวกระจายไปตามสายลม
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งผืนป่าในทันที
ชายอีกคนหน้าซีดเผือด รีบชูป้ายสีดำขึ้นแทน
“ข้าเป็คนของนิกายกลืนสามภพ!”
เขาหันหลังให้ เผยตราอักษรกลืนภพบนแผ่นหลังอย่างรีบร้อน ทว่าบุรุษชุดดำยังคงก้าวเดินต่อไป ราวกับสิ่งที่เห็นไม่มีความหมายใดต่อเขา
เพียงหนึ่งก้าว เหล่าชายฉกรรจ์กว่าสิบคนก็ทะยานเข้ามาพร้อมกัน หมายตัดสินทุกอย่างด้วยกำลัง
แต่เขาไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมอง
ร่างในอาภรณ์ดำเพียงก้าวต่อไป ขณะที่ทวนสีดำตวัดผ่านอากาศครั้งเดียว
ไม่มีเสียงปะทะ ไม่มีเสียงร้อง
ร่างทั้งหมดซึ่งพุ่งเข้ามาพลันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ครู่ต่อมา น้ำแข็งจึงค่อย ๆ แผ่จากปลายเท้าขึ้นปกคลุมทั่วร่าง รอยแตกร้าวสีขาวแตกแขนงไปตามพื้นผิว ก่อนทุกคนจะสลายกลายเป็ผุยน้ำแข็งต่อหน้าต่อตาเหล่านักโทษ
บุรุษชุดดำตวัดทวนลงบนโซ่ตรวนซึ่งล่ามชายร่างใหญ่ไว้ น้ำแข็งแผ่ลามไปตามเหล็กหนา ก่อนพันธนาการทั้งหมดจะแตกสลายเป็เกล็ดขาวร่วงลงสู่พื้น
ชายร่างใหญ่ยังคงยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ ราวกับไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็ความจริง ขณะที่ผู้คนรอบตัวรีบช่วยกันปลดเชือกและพันธนาการให้แก่กัน
บุรุษชุดดำเหลือบมองภาพนั้นเพียงครู่เดียว ทวนในมือสลายกลับคืนสู่มิติ ก่อนเขาจะหมุนกายเดินจากไป โดยไม่กล่าวสิ่งใดแม้แต่คำเดียว